Polpage............................................................................เพจรวมความคิดที่สร้างสรรค์ / about me / home ................................................................................................................................................ |
||
|
|
เข้าใจ...อินเดีย
พอล เลอมัง การจะเข้าใจประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นเรื่องไม่ง่าย อินเดียเป็นประเทศที่น่าสนใจ
มีประวัติศาสตร์ ความเป็นมาที่ยาวนาน รวมทั้งความลึกลับ ความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมและความเหลือเชื่อมากมายหลายประการ
ทำให้การจะเข้าใจอินเดียนั้นยากทีเดียวและยิ่งยากขึ้นไปอีก การที่ได้ไปใช้ชีวิตที่อินเดียเป็นเวลานับปีทำให้เริ่มเห็นและมีความเข้าใจอินเดียเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง ในฐานะคนที่ไปทำงาน ต้องอยู่ ต้องดู ต้องเห็น
ต้องเรียนรู้อินเดีย จึงเป็นที่มาของข้อเขียนนี้
ที่พยายามที่จะนำเสนอความเห็นเกี่ยวกับประเทศอินเดียในปี 2250 ไม่ว่าในเรื่องประวัติศาสตร์
ประเทศ และคน เพื่อนำไปสู่คำว่า เข้าใจ...อินเดีย ในยุคนี้
การเข้าใจ อินเดีย มีความจำเป็น ดีกว่าการไม่สนใจและไม่ต้องการเข้าใจ เพราะเราหลีกหนีความเป็นอินเดียในยุคโลกาภิวัฒน์ไม่ได้
ความเป็นอินเดียที่นับวันจะมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าโลกอนาคตต้องมีความเป็นอินเดียแทรกอยู่
เราก็ควรเข้าใจอินเดียให้เร็วและมากที่สุด เพื่อที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
พอล เลอมัง ................................
1. อินเดีย...ที่เห็น ผมไปสัมผัสและเกี่ยวข้องกับอินเดียเป็นครั้งแรกในชีวิตเมื่อเดือน
กรกฏาคม 2550 เมื่อไปเห็นของจริงจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นของธรรมดา เนื่องจากก่อนหน้านี้แม้จะได้เคยไปมาหลายประเทศทั่วโลก
กลับไม่ได้เคยสนใจประเทศนี้มาก่อนเลย ส่วนหนึ่งที่ตื่นเต้นอาจเพราะสิ่งที่เห็นก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนที่อ่านจากหนังสือหลายสิบเล่มก่อนไปที่กล่าวถึงอินเดียในแง่ค่อนข้างลบ
อินเดียที่ผมเห็นเป็นอย่างไร
ในปี
2550 ที่ผมไปสัมผัสกับอินเดียนั้น เป็นปีที่มีความสำคัญปีหนี่งทีเดียว ลองมาดูกันว่ามาจากอะไรบ้าง เป็นปีที่ครบรอบ
60 ปีของการเป็นอิสรภาพจากอังกฤษ ซึ่งมีการฉลองใหญ่โตทั่วประเทศ
เป็นปีครบรอบ
60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับอินเดีย
ซึ่งก็มีการเฉลิมฉลองที่สำคัญหลายงาน แสดงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศ เป็นปีที่นครเดลีมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะถนนหนทางและสิ่งก่อสร้างต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นสนามบินนานาชาติ ที่กำลังปรับปรุงให้เป็นระดับมาตรฐานโลก
การก่อสร้างรถไฟใต้ดินสายใหม่และการปรับปรุงถนนหลายสายในเดลี เป็นปีที่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ใหม่ๆ
ที่ทันสมัยเกิดขึ้นหลายแห่งทั้งในเดลีและเมืองข้างเคียง พูดถึงเรื่อง
สนามบินนานาชาติอินทิรา คานที
เป็นสนามบินที่ไม่ใหญ่โตเหมือนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของเราที่เพิ่งเสร็จไม่นาน
แต่ก็ดูเรียบร้อยดี ไม่ได้แย่เหมือนที่เคยอ่านจากหนังสือท่องเที่ยวหลายเล่ม เมืองเดลีที่เห็นในเวลาค่ำคืนนั้นไม่ได้ดูเลวร้ายนักเลย
ถนนหนทางจากสนามบินเข้าเมืองเป็นถนนที่เรียบร้อยใช้ได้ ช่วงที่ใหญ่ก็กว้างใหญ่ขนาด
8 เลน (ข้างละ 4 เลน) อาคารร้านค้าที่เห็นสองข้างทางเป็นอาคารก่อด้วยอิฐก่อหลังเล็กๆ
ชั้นเดียวหรือสูงไม่เกินสองหรือสามชั้นตั้งเรียงรายสองข้างถนน
รถบนถนนจากสนามบินเข้าเมืองค่อนข้างเยอะและจอแจ ในย่านที่เป็นย่านธุรกิจ
การจราจรติดขัดและได้ยินเสียงบีบแตรรถบ้าง แต่ไม่ได้มากมายอะไรนัก ที่น่าตื่นเต้นก็คือการขับรถที่ดูน่าหวาดเสียว
ปาดกันไปปาดกันมาและวิ่งใกล้กันในระยะที่เฉียดแบบเส้นยาแดงผ่าแปด
ก็หลายครั้งแต่ก็ไม่มีอะไรยังลื่นไหลไปได้เรื่อยๆ
ปี
2550 ที่ผมไปสัมผัสอินเดียนั้น เป็นปีที่นักธุรกิจไทยหลายบริษัทที่เข้าไปลงทุนในอินเดียเริ่มประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ
เช่นเดลต้า ไทยซัมมิท รวมทั้งการที่บริษัทไทยขนาดใหญ่หลายบริษัทได้เข้าไปลงทุนในอินเดีย
ไม่ว่าจะเป็นการได้รับสัมปทานหรือร่วมลงทุนกับอินเดีย
เช่นอิตัลไทยและเจริญโภคภัณฑ์ ปี
2550 เป็นปีที่สายการบินนกแอร์ของไทยเริ่มบินไปบังกาลอร์ อินเดียเป็นครั้งแรก (13
พค.2007 ) ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ขนผู้โดยสารได้ 150
ที่นั่งและถือว่าเป็นเที่ยวบินเพื่อช๊อบปิ้งเที่ยวบินแรกของโลกที่ให้บริการนำคนไปช๊อบปิ้งโดยลดราคาถึง
50 เปอร์แซนต์ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำของไทย ถือเป็นการรุกทางด้านการบินที่น่าสนใจ 2550
เป็นปีที่มีนักท่องเที่ยวอินเดียไปเที่ยวเมืองไทยกว่า 5
แสนคนซึ่งถือว่าอัตราเพิ่มสูงมากและยังได้ข่าวจากหน่วยงานสองแห่งที่เกี่ยวข้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียไปไทยโดยตรงคือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและการบินไทยที่มีโครงการจะรุกตลาดอินเดียในปีต่อๆ
ไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปเลย เพราะคนอินเดียที่ผมพบในปี
2550 เป็นต้นมานั้นทุกคนบอกตรงกันว่าชอบประเทศไทยมากๆ และไปเที่ยวประเทศไทยเป็นประจำทุกปี มีคนบอกว่าส่วนหนึ่งคนอินเดียที่นิยมไปประเทศไทยเพื่อเที่ยวและซื้อสินค้ากลับมาขายในอินเดีย
เพราะสินค้าไทยราคาถูก โดยเฉพาะทีวีสีจากเมืองไทยเป็นสินค้ายอดนิยมไม่รวมเสื้อผ้าที่กองทัพนักท่องเที่ยวชาวอินเดียชอบซื้อกลับไปขายต่อซึ่งทำให้ได้กำไรเป็นค่าตั๋วเครื่องบินสบายๆ ความนิยมประเทศไทยของคนอินเดียนั้นแทบทุกเรื่อง
แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเห็นว่ายังไม่ประสบความสำเร็จคือร้านอาหารไทยในอินเดีย ถือเป็นเรื่องที่น่าแปลกเพราะในต่างประเทศทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นยุโรป
อเมริกา แม้แต่ในแอฟริกา อาหารไทยเป็นที่นิยมมาก ทำให้เกิดร้านอาหารไทยที่เจ้าของเป็นคนไทยตามมามากมาย
แต่ที่อินเดียโดยเฉพาะที่นครเดลีกลับตรงกันข้าม ร้านอาหารไทยไปเปิดไม่กี่ร้านและไปไม่รอด
จนบัดนี้มีร้านอาหารไทยไม่ถึง 10 ร้านและในบรรดาสิบร้านนั้นมีร้านที่มีเจ้าของที่เป็นคนไทยเพียง
2-3 ร้านเอง ซึ่งถ้าดูจากจำนวนประชากรของมหานครเดลีที่มีประมาณ 22 ล้านคน
จำนวนร้านอาหารไทยเพียงไม่ถึงสิบร้านสะท้อนให้เห็นว่าอาหารไทยยังไม่ประสบความสำเร็จในการเจาะตลาดอินเดีย
ทั้งที่คนอินเดียเวลาไปเที่ยวเมืองไทยจะชอบทานอาหารไทยมาก ประเด็นนี้น่าคิด ตลาดอินเดียเป็นตลาดที่ต้องใช้ความคิดและจินตนาการสร้างสรรค์สูงในการเจาะตลาด
เพราะทั้งวัฒนธรรมและนิสัยคน วิถีของคนเป็นสิ่งที่ต้องนำมาใช้ปรับในเรื่องการตลาด อาหารไทยส่วนหนึ่งที่ไม่ประสบความสำเร็จก็เพราะไม่คำนึงถึงวิถีของคนอินเดียที่ไม่นิยมทานเนื้อ
ไม่นิยมทานน้ำปลา ไม่นิยมนำใบกระเพามาปรุงอาหาร ไม่นิยมอาหารที่เผ็ดเกินไป ไม่นิยมข้าวนิ่มและเหนียวแบบข้าวไทย
ข้อสังเกตุเหล่านี้ทำให้ร้านอาหารไทยแท้ตกม้าตายไปหลายรายแล้ว
เพราะไม่ยอมปรับเปลี่ยนวิธีการ อีกเรื่องหนึ่งก็คือคนอินเดียนิยมใช้มือในการบริโภคอาหาร
ทำให้ปิสซ่าและแม็คโดนัลเจเป็นที่ยอมรับในสังคมอินเดีย แม้แต่มาม่าไทยก็ไม่เป็นที่นิยมของคนอินเดียนักเพราะขาดกลิ่นเครื่องเทศที่คุ้นเคย
สิ่งต่างๆ
เหล่านี้ที่เห็น น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้อาหารไทยยังไม่สามารถเจาะตลาดอินเดียได้ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่มาก
ไม่ใช่ใหญ่ธรรมดาแต่ใหญ่แบบมหึมา ผมมองว่าอินเดียไม่ใช่ตลาดสำรองของใคร
แต่เป็นตลาดตัวจริงที่ไทยควรจะเข้าไปและให้เร็วที่สุด สิ่งสำคัญคือนักธุรกิจไทยต้องเปลี่ยนทัศนะคติกับคนอินเดียซะใหม่
อย่าไปคิดว่า เจองู เจอแขก ให้ตีแขกก่อน ผมจะเปลี่ยนให้ใหม่เป็น เจองู เจอแขก
ให้เรียนรู้จากแขกก่อน ...................................... ติดตามตอนต่อไป
|
|