Polpage............................................................................

เพจรวมความคิดที่สร้างสรรค์ / about me  /  home

................................................................................................................................................

 

 

ทีมไทยแลนด์/หนึ่งทางออกที่เลือกได้

 

พอล เลอมัง

 

สไตล์การบริหารงานแนวใหม่ที่รัฐบาลปัจจุบันนำมาใช้บริหารประเทศเป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะข้าราชการและนักวิชาการให้ความสนใจ เนื่องจากหากทำสำเร็จก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติเป็นอย่างมาก ตัวเล่นที่โดดเด่นในเรื่องการปฏิรูปที่กำลังดำเนินไปอยู่ในขณะนี้ได้แก่ ผู้ว่าซีอีโอและทูตซีอีโอ ในส่วนของทูตซีอีโอนั้นได้มีแนวความคิดที่จะปฏิรูปหน่วยงานในต่างประเทศเพื่อให้มีการบริหารแบบใหม่ที่เรียกว่าทีมไทยแลนด์อย่างสมบูรณ์แบบ (กว่าที่เคยเป็นมา)

                ผมสนับสนุนการปฏิรูประบบราชการเพราะเป็นเรื่องที่จำเป็นที่จะต้องปรับเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ในแต่ละยุค และเห็นว่าเรื่องนี้ควรจะพิจารณาข้อดีข้อเสียให้ลึกซึ้งและรอบด้านรวมทั้งการเลือกทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งอาจจะมีหลายทาง ไม่จำเป็นต้องจำกัดว่าทางออกที่ดีที่สุดต้องมีทางเดียว

                ก็พอดีมีข่าวลงในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้เกี่ยวกับการรื้อทีมไทยแลนด์เพื่อวางระบบสำนักงานในต่างประเทศให้เป็นหน่วยงานเดียวมีหน้าที่ดูแลในทุกด้านโดยมี ออท.แบบบูรณาการ(ทูตซีอีโอ)และว่าอาจเป็นข้าราชการระดับ 10 จากกระทรวงต่างๆ ที่ประจำในต่างประเทศ โดยพิจารณาตามความเหมาะสมว่าต้องการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ในด้านใด อาทิ หากประเทศที่ต้องการเน้นความสัมพันธ์ทางด้านการค้าก็ต้องให้ทูตจากกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ดูแล

                ในข่าวดังกล่าวยังระบุว่า ท่านนายกฯมีดำริให้ทุกกระทรวงถอดหมวกของแต่ละกระทรวงออกมาโดยอย่าคิดว่าเป็นเรื่องเฉพาะของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งแต่ให้มองเป็นหนึ่งเดียวแล้วไปพิจารณาดูว่าสำนักงานใดควรตั้งในที่ใดบ้างและที่ใดไม่ควรมี....

                ดูเผินๆ จะรู้สึกว่าแนวคิดดังกล่าวจะเป็นวิธีการเดียวที่ดีที่สุดแล้วแต่หากมองให้กว้างและลึกกว่านี้ ทางออกของเรื่องดังกล่าวอาจมีหลายวิธีและอาจเป็นทางเลือกที่ไม่ได้ด้อยประสิทธิภาพกว่าทางอื่นแต่อย่างใด

                หนึ่งทางเลือกที่เลือกได้

                แนวความคิดในการรื้อก็คือ ที่ผ่านมาหน่วยงานไทยในต่างประเทศ นั้นไม่ค่อยจะประสานงานกัน เหตุที่ไม่ประสานงานกันมีร้อยแปดอย่าง ที่สำคัญที่สุดก็เพราะต้นสังกัดของแต่ละหน่วยในประเทศไม่มีนโยบายประสานงานกันเอง

สั้นๆ และง่ายๆ แค่นี้ ประเด็นอยู่ที่ว่าหากผู้บริหารของหน่วยงานที่มีสำนักงานในต่างประเทศประสานงานกันก่อนในประเทศ การปฏิบัติงานของสำนักงานในต่างประเทศก็จะไม่มีปัญหา ประเด็นนี้น่าจะได้รับความสนใจจากผู้ที่จะปฏิรูปให้มากกว่านี้ หากจะแก้ปัญหากันจริงๆ ต้องแก้ให้ถูกจุด ปัญหามิได้อยู่ที่ตำแหน่งทูตในต่างประเทศ

                แนวคิดที่ได้จากข่าวหนังสือพิมพ์ดังกล่าวอีกข้อหนึ่งคือ การให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับต่างประเทศว่าเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนอยู่เสมอและระบุต่อไปว่าหากประเทศต้องการเน้นความสัมพันธ์ทางการค้าก็ต้องให้ทูตจากกระทรวงพาณิชย์..เป็นผู้ดูแล

                ผมเห็นด้วยว่าประเทศไทยต้องพิจารณาทบทวนว่าในปีนี้เราจะเน้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในด้านใดเป็นพิเศษ นั่นเป็นสิ่งที่ดี  อันความสัมพันธ์ทางการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและตลอดไป เป็นจารีตประเพณีสากลที่สืบทอดกันมานานในประวัติศาสตร์ของประเทศและขแงโลกทุกยุคทุกสมัย

                การต่างประเทศจะดำเนินไป ไม่ว่าประชาคมโลกและรัฐต่างๆ จะเน้นกิจกรรมด้านใดเป็นพิเศษก็ตาม เช่น การค้า เกษตร อุตสาหกรรม วัฒนธรรม ศาสนา ฯลฯ ความสัมพันธ์ทางการเมืองและการทูตก็จะยังคงเป็นตัวยืนอยู่ตลอดไป จะยกเว้นก็เวลามีสงครามเท่านั้นที่จะต้องลดหรือยุติความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่าความสัมพันธ์ด้านอื่นต้องหยุดไปโดยปริยายด้วย

                ผมเห็นด้วยในเรื่องการให้หน่วยงานในต่างประเทศถอดหมวกของตนออกเวลาไปประจำการในต่างประเทศหรือเรื่องที่จะให้เป็นหนึ่งเดียว เพราะแต่ละคนก็ล้วนไปทำหน้าที่ตัวแทนของประเทศในด้านที่ตนเชี่ยวชาญทั้งนั้น แต่ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ ผมอยากจะให้ความเห็นดังนี้

                ผู้ที่เรียนรัฐศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะรู้ดีว่ากฎหมายระหว่างประเทศเกิดขึ้นมาได้อย่างไร นักการทูตเป็นบุคคลระหว่างประเทศและหน้าที่ของนักการทูตก็มีกฎหมายระหว่างประเทศเป็นตัวกำหนด เป็นการปฏิบัติตามจารีตประเพณีสืบเนื่องกันมาช้านานจนเป็นกฎหมาย หมวกของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่ใส่อยู่ จึงต่างจากหมวกของข้าราชการหน่วยอื่นๆที่มีอยู่ในสำนักงานในต่างประเทศ

เป็นหมวกที่ต้องใส่ในฐานะเป็นตัวแทนของประเทศทั้งหมด (มิได้หมายเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งไม่) ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศใส่หมวกนี้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว ก็เช่นเดียวกับข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศอื่นๆทั่วโลก ในสมัยนั้นสยามมีคณะทูตในยุโรปเพียงไม่กี่ประเทศ ทูตประเทศหนึ่งต้องดูแลหลายสิบประเทศในเวลาเดียวกัน ก็เป็นหมวกใบนี้แหละที่ทำหน้าที่ในทุกๆด้าน ตั้งแต่ชื่อประเทศของเรายังเป็นสยามจนกระทั่งบัดนี้เป็นไทยแลนด์ ก็ยังเป็นหมวกใบเดิมนี้

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันได้ทำทั้งการรักษา/ส่งเสริม/กระชับความความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับต่างประเทศ ได้ทำทั้งขายสินค้า ส่งเสริมการค้าของไทย ทำทั้งหน้าที่กงสุลดูแลคนไทยเช่นเดียวกับที่นายอำเภอดูแลคนไทยในประเทศ ยังมีด้านอื่นอีกเช่นการศึกษา วัฒนธรรม กีฬา.......ก็ด้วยหมวกใบเดียวที่สวมอยู่นั่นแหละ

อย่างไรก็ดี ด้วยพัฒนาการของโลกและการเมืองระหว่างประเทศทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นและมีความหลากหลายในด้านต่างๆมากขึ้นทำให้ต้องมีผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ มาดูแลเป็นกรณีพิเศษ เช่น การค้า แรงงาน อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และศุลกากร เป็นต้น ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ก็มีผู้ช่วยทูตฝ่ายต่างๆ ประจำการอยู่ในสถานทูตไทยที่สำคัญหลายแห่ง ซึ่งแต่ละด้านที่กล่าวมานี้ ก็ล้วนแต่รวมกันอยู่ภายใต้หัวข้อเดียวกัน นั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั่นเอง

ที่ใดมีตลาดข้าว ก็มีผู้ช่วยทูตฝ่ายพาณิชย์ไปดูแลและขายข้าวให้ มีแม้กระทั่งสำนักงานส่งเสริมการค้าไทยในต่างประเทศในบางจุด

ที่ใดมีสินค้าเกษตรก็มีผู้ช่วยทูตฝ่ายเกษตรไปดูแลและแม้แต่ด้านอื่นๆ ก็มีผู้ช่วยทูตด้านนั้นไปดูแล เช่น แรงงาน อุตสาหกรรม ศุลกากร วิทยาศาสตร์ และการศึกษา ฯลฯ  สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ดีที่จะช่วยกันรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยในต่างแดน แต่ควรจะต้องตระหนักด้วยว่าที่ทำให้ประเทศหนึ่งติดต่อทำกิจกรรมต่างๆ นาๆกับอีกประเทศหนึ่งได้เป็นปรกตินั้นก็เพราะเรามีความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดี มีการติดต่อระหว่างนักการทูตระหว่างทั้งสองประเทศในระหว่างนั้นด้วย

จะเห็นว่าหมวกที่ว่ามีหลายใบนั้นไม่เหมือนกัน หมวกที่ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศใส่อยู่เป็นคนละใบกับหน่วยอื่น ในฐานะผู้แทนทางการทูตต้องใส่หมวกของประเทศซึ่งมีมิติในทุกด้านรวมอยู่ด้วย การที่มีผู้ช่วยทูตฝ่ายอื่นๆ มาช่วยเสริมยิ่งเป็นเรื่องที่ดีจะทำให้หมวกของประเทศมีความสมบูรณ์มากขึ้น

ในข่าวเดียวกันมีการกล่าวถึงผู้แทนการค้าไทยซึ่งระบุว่าอาจถูกยุบด้วยแต่ก็บอกต่อไปว่าผู้แทนการค้าไทยท่านหนึ่งยืนยันว่าไม่จริงเพราะผลงานผู้แทนการค้าไทยมีมากแต่คนไม่ค่อยรู้

พอพูดถึงผู้แทนการค้า ทำให้ผมเห็นประเด็นหนึ่งที่ว่า ถ้ารัฐบาลต้องการที่จะเน้นความสัมพันธ์ด้านใดเป็นพิเศษ เช่น การค้า ไม่ว่าจะเป็นกับประเทศมหาอำนาจที่เป็นตลาดสำคัญของไทยหรือตลาดใหม่ที่ไหนก็ตาม อาจมีทางเลือกอีกทางหนึ่งที่ดี นั่นคือการปรับปรุงตำแหน่งผู้แทนการค้าให้เป็นระบบและมีประโยชน์มากขึ้น เนื่องจากตามปรกติหน่วยงานในต่างประเทศเช่นสถานเอกอัครราชทูต นอกจากจะมีข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศแล้วยังมีผู้ช่วยทูตในด้านต่างๆ ช่วยงานที่เป็นเรื่องเฉพาะด้านอยู่แล้ว (ที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่าทูตพาณิชย์ ทูตแรงงาน ทูตเกษตร)  ดังนั้น ทางออกหนึ่งที่ผมเห็นว่าน่าจะได้รับการพิจารณาเป็นทางเลือกหนึ่งก็คือ การใช้ตำแหน่งผู้แทนการค้าที่มีอยู่แล้วนั้นทำหน้าที่เฉพาะด้านตรงนี้ โดยจะเป็นผู้แทนการค้าที่จะไปประจำอยู่ในประเทศเป้าหมาย ไม่ใช่อยู่ในประเทศแล้วเดินทางไปเยือนเป็นครั้งคราวอย่างเช่นที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

ผู้แทนการค้านี้จะทำหน้าที่ค้าขายอย่างเดียว  เช่น ถ้าจะเน้นเรื่องความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน ก็ตั้งผู้แทนการค้าไทยซึ่งอาจจะมาจากกระทรวงใดก็ได้ (รวมถึงเอกชนด้วย) ให้ไปเป็นผู้แทนการค้าไทยในประเทศจีนได้ ผู้แทนการค้านี้จะใส่หมวกด้านการค้าอย่างเดียวซึ่งก็ตรงกับความประสงค์ของผู้ส่งคือรัฐบาลในปัจจุบัน และอาจจะมีระยะเวลาในการปฏิบัติงาน 2-4 ปี แล้วแต่ภารกิจ

เห็นไหมครับว่านี่เป็นทางออกทางหนึ่งที่น่าสนใจ

ก็ถ้ารัฐบาลต้องการผู้ที่จะไปติดต่อขายสินค้าให้กับตลาดของไทยในต่างประเทศก็น่าจะใช้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการขายมืออาชีพไปทำ เป็นการไปเสริมยุทธศาสตร์การค้าอย่างที่รัฐบาลต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งให้เป็นเอกอัครราชทูต ผมก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรน่าเป็นห่วงถ้าเป็นเช่นนี้ ..............

ส่วนในเรื่องที่ว่าอยากจะให้ทุกคนถอดหมวกของตนออกและมองว่าไม่ใช่เป็นเป็นเรื่องของกระทรวงใดทรวงหนึ่งโดยเฉพาะแต่ให้มองเป็นหนึ่งเดียว..... ผมเห็นว่าการมองเป็นหนึ่งเดียวนั้น กระทรวงการต่างประเทศมองเป็นหนึ่งเดียวมานานแล้ว (หนึ่งเดียวและโดดเดี่ยว) และที่สำคัญผมเชื่อมั่นว่าเรื่องของการต่างประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องเฉพาะของกระทรวงการต่างประเทศอย่างแน่นอน เพราะมีมิติทั้งเฉพาะเรื่อง (การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ดูแลคนไทย) และมิติในภาพรวม (ความสัมพันธ์ทางการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) สำหรับในด้านอื่นๆ ที่รัฐบาลระบุมาว่าจะเน้นความสำคัญให้มากขึ้นนั้น หากจะพูดไปแล้วก็ต้องถือเป็นเรื่องเฉพาะเรื่องที่มีเพียงมิติเดียวของภาพรวมเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั่นแหละ

ผมเขียนข้อเขียนนี้เพื่อทำความเข้าใจในสิ่งที่ผมคิดว่าถูกต้องและจะชี้ให้เห็นว่าบางครั้งการหาทางออกของปัญหาก็อาจมีหลายทางที่ไม่ทันได้มอง ทางออกหลายทางสามารถเลือกทดแทนกันได้และได้ผลไม่ด้อยกว่ากัน

ความจริงแล้วแนวการบริหารการจัดการแนวใหม่ของกูรูท่านหนึ่งซึ่งไม่จำเป็นต้องเอ่ยชื่อก็คงจะรู้จักกันดี  ก็ได้กล่าวถึงคนงานหรือแรงงานในยุคโลกาภิวัฒน์ว่าเป็นแรงงานสมอง (Knowledge Worker) ซึ่งนายจ้างสมัยใหม่จะต้องพยายามรักษาใจของแรงงานสมองเหล่านี้เอาไว้ให้ได้เพื่อให้มีความผูกพันต่อบริษัทจะได้ผลิตผลงานออกมามีประสิทธิภาพสูงสุด

นักการทูตนั้นจัดว่าเป็นแรงงานสมองเช่นกัน และน่าจะได้รับการรักษาใจบ้างไม่มากก็น้อย...............

........................................................