Polpage............................................................................เพจรวมความคิดที่สร้างสรรค์ / about me / home ................................................................................................................................................ |
|
|
|
ลองไปดูของจริง
23
ธันวาคม 2549 วันนี้
เป็นวันที่พวกเราหลายคนรอคอยเพราะจะเป็นครั้งแรกที่เราจะได้ไปศึกษานอกสถานที่หลังจากฟังการบรรยายในห้องเรียนมา
5 ครั้งเต็มๆ ได้รับซึมรับทราบทฤษฏีที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงมากมายรวมทั้งรับฟังการบอกเล่าประสบการณ์จากผู้นำชุมชนหลายท่านที่ทำให้หัวใจพองโตเพราะอยากจะไปเยี่ยมและช่วยท่านเหล่านั้นทำบ้าง เราออกเดินทางจาก
วปอ. เวลา 7.30 น อากาศเ็ย็นเล็กน้อยไม่ถึงกับหนาว เพื่อนสมาชิกมากันพร้อมเพรียงและใส่เสื้อเหลืองแตงโมที่ได้รับความเอื้อเฟื้อจากคุณอมรา
พวงชมพูแห่งบริษัทวาย (แจแปน) มีรถบัส 3 คันแบ่งตามกลุ่มที่ระดมสมองในวันที่ 16 ธันวาคม
2549 สำหรับผมอยู่ในกลุ่มที่น่าเอ็นดูที่สุดเพราะเป็นกลุ่มวัยรุ่นกลับใจทั้งที่วัยของแต่ละคนนั้นวัยรุ่นเหลือน้อยกันทุกที เราเดินทางถึงศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนเวลาประมาณ 9.00 น สิ่งที่ผมเห็นคือพื้นที่ที่มีอาณาเขตกว้างขวางถึง 1895 ไร่ ทอดยาวไปสุดสายตาและมีแต่ความเขียวขจี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มากในสายตาของผม คงมหัศจรรย์มากพอๆ กับการที่ประเทศในตะวันออกกลางประเทศหนึ่งสามารถเปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นแปลงสวนผักนั่นแหละ จากภาพที่เราเห็น แสดงให้เห็นถึงสภาพพื้นดินดั่งเดิมของศูนยเมื่อ ปี 2522 นั่นคือ 27 ปีมาแล้วกับที่เห็นอยู่่ในปััจจุบันต้องบอกว่ามหัศจรรย์มากจริงๆ เพราะมันเป็นสภาพที่ต่างกันมาก จากที่แห้งแล้งราวกับทะเลทรายกลายมาเป็นพื้นดินที่เขียวชะอุ่มเหมือนป่า การได้ไปดูสถานที่จริงที่ศูนย์ฯ
ครั้งนี้ทำให้ผมตระหนักชัดยิ่งขึ้นว่าเราโชคดีที่เกิดมาเป็นคนไทย
มีพระเจ้าแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่และไม่ใช่ในระดับประเทศเท่านั้นแต่ในระดับโลก
เพราะทรงมีพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล
มีพระปรีชาชาญและพระอัจฉริยภาพที่ยอดเยี่ยมยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน
ที่เป็นเช่นนี้เพราะพระองค์ท่านสามารถสร้างสิ่งที่ถือว่ามหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นได้ในแผ่นดินสยาม
จากพื้นดินที่ต้องบอกว่าเกือบจะเป็นทะเลทราย ปลูกพืชอะไรไม่ได้แล้ว พระองค์ท่านทรงพิจารณา ศึกษาแล้วเล็งเห็นแล้วว่าแก้ไขดินได้
และก็ทรงแก้ไขได้จริงๆ
จนจากดินที่แห้งแล้งกลายมาเป็นสวนป่าที่เขียวขจีสุดลูกหูลูกตา มีแหล่งน้ำหลายแห่งไว้ใช้ตลอดปี
ระหว่างที่นั่งรถ 2 ชั้นเปิดประทุนชมสภาพทั่วไปของศูนย์
ผมเกือบฝันไปว่ากำลังอยู่แถวๆทะเสาบเจนีวาในสวิสเซอร์แลนด์ฉะนั้น
เป็นทัศนียภาพที่สวยงามมากไม่แพ้ในยุโรปเลย โดยเฉพาะขณะแล่นรถฝั่งตรงข้ามผ่านพระตำหนักส่วนพระองค์ที่อยู่ริมบึงน้ำอีกฝากหนึ่ง
เจ้าหน้าที่บอกว่าทรงสร้างไว้ทรงงานเวลาเสด็จมาที่ศูนย์
ผมไม่แปลกใจที่ผอ.ศูนย์กล่าวว่าศูนย์ศึกษาฯ แห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์การเกษตรที่มีชีวิตและครบวงจรแห่งแรกของประเทศ ความตื่นเต้นของผมและของพวกเราทุกคนเพิ่มมากขึ้นไปอีกเมื่อได้ไปชมสวนพฤกษศาสตร์ที่มีพื้นที่กว่า 400 ไร่มีพรรณไม้หายากรวมทั้งพืชสมุนไพร นอกจากนั้นยังมีสวนป่าสมุนไพรที่มีเนื้อที่ 15 ไร่ มีสมุนไพรกว่า 800 ชนิดให้เดินศึกษากันด้วย นับเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิตที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่ได้เคยไปดูมา ต้นไม้แต่ละต้นมีป้ายบอกชื่อและสรรพคุณที่ชัดเจน แค่เรา่เดินชมก็ได้ความรู้มากมาย อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจก็คืออาคารอบสมุนไพรหรือสปาที่เปิดมาตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2540 เพื่อให้คนไทยหันมาสนใจและให้ความสำคัญกับสมุนไพรมาขึ้น เป็นสปาที่จัดว่าดี สะอาดและถูกที่สุดในประเทศทีเดียวคือ 30 บาท (ห้องรวม) อบได้ทั้งวัน ระหว่าง 8.00 น - 16.00 น เล่นเอาพวกเราหลายคนต้องรีบขอรายละเอียดเก็บไว้และหวังว่าจะกลับมาเป็นการส่วนตัวอย่างแน่นอน เราได้เห็นต้นยางที่สูงมากต้นหนึ่ง เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่าต้นยางนี้เกือบถูกตัดไปแล้ว ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงทำให้เหลือต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่ดั่งเดิมเพียงสองต้น เราได้ชมต้นโพธิ์และต้นซากูระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามมกุฏราชกุมารีทรงปลูกไว้เป็นที่ระลึกดัวย ท้ายสุดเราได้จบการทัศนศึกษาที่ร้านละลายทรัพย์ของศูนย์ฯ
ก็เป็นจริงตามชื่อไม่ต่างจากซอยละลายทรัพย์ในเมืองกรุงเลย
พวกเราต่างระดมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของศูนย์อย่างเนื่องแน่นโดยเฉพาะหมวกแก๊บบ๊อบอัพที่เก็บและเปิดเองได้ราวกับเล่นกล หลังจากนั้นเราได้เดินทางไปบังบ้านผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิมใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที เราถึงบ้านผู้ใหญ่วิบูลย์เวลาเกือบ
13.00 น มีรองผู้ว่าราชการฉะเชิงเทรา นายอำเภอ อบต.มาร่วมต้อนรับด้วยหลังจากรับประทานอาหารที่จัดเตรียมเอาไว้
ผู้ใหญ่วิบูลย์และคณะก็บรรยายให้เราฟังถึงประวัติความเป็นมาโดยสังเขป คุณลุงผู้ใหญ่ยอมสารภาพว่าแต่เดิมนั้นที่มาทำไร่มันสัมปะหลังนั้น เป็นเพราะความอยากรวยอย่างเดียวจึงได้มาทำไร่ที่นี่ี่ แต่ยิ่งทำก็ยิ่งจน ใช้เงินซื้อทุกอย่างโดยไม่คิด จนเป็นหนี้เป็นสินจากการกู้เงินธนาคารหลายแสน จากที่เคยมีที่ดินอยู่หลายร้อยไร่จึงเหลืออยู่ปัจจุบันเพียงเกือบ 10 ไร่เท่านั้น แต่ก็เป็น 10 ไร่ที่ช่วยให้ผู้ใหญ่สามารถฟื้นคืนหนี้และมีรายได้จากการทำวนเกษตรมาจนทุกวันนี้ ผู้ใหญ่วิบูลย์แม้จะอายุ 71 ปีแล้วแต่ยังมีไฟและมีอารมณ์ขัน ที่ผมชอบก็คือคุณลุงผู้ใหญ่ยืนเท้าเปล่าตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ใต้ร่มไม้หรือขณะบรรยายสรุปอยู่ในศาลาห้องประชุมที่จุคนได้ประมาณ ร้อยกว่าคน นับเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดและติดธรรมชาติจริงๆ ขอนับถือครับ ประวัติของผู้ใหญ่วิบูลย์นั้นจะไม่ขอกล่าว ณ ที่นี้ ถึงแต่จะขอเล่าความรู้สึกที่ได้มาเยือนบ้านผู้ใหญ่วิบูลย์
ดังนี้...............
ผมขอชื่นชมผู้ใหญ่วิบูลย์ที่เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำชุมชนที่มีความเสียสละตัวเองเป็นอย่างมาก ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ก็ได้ เพราะพื้นที่ 10 ไร่นี้ก็พอเพียงที่จะสร้างฐานะให้ผู้ใหญ่ได้อยู่อย่างสบายๆ ไม่เดือดร้อน แต่ที่อุทิศตนสร้างประโยชน์ให้ส่วนรวมนั้นผู้ใหญ่บอกว่าเมื่อตัวเองเอาตัวรอดแล้วก็นึกถึงผู้อื่น สวนป่าหรือวนเกษตรของผู้ใหญ่จึงกลายเป็นโรงเรียนหรือศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนได้เป็นอย่างดี เพราะมีตัวอย่างให้เห็นมีตัวอย่างให้ทดลองทำจริงๆ ผู้ใหญ่บอกว่ามีเรือนไม้อยู่ 15 หลังซึ่งผู้สนใจจะมาพักก็ได้ ไม่เสียค่าที่พักเพราะไม่ได้ทำเป็นเชิงพาณิชย์
แม้แต่คนที่อยู่กับผู้ใหญ่วิบูลย์ ก็ไม่ได้เสียค่าเช่าแต่อย่างใด
อยู่กันแบบญาติมิตร บ้านสวนป่าแห่งนี้จึงเป็นแหล่งให้ความรู้ที่ยั่งยืนแก่คนในชุมชนมาจนถึงทุกวันนี้ เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่าการเป็นแหล่งเรียนรู้แบบนี้
อยู่ได้ด้วยตัวเองก็จริง หากไม่มีคนเช่นผู้ใหญ่วิบูลย์แล้วจะมีใครมาสานต่อหรือไม่และเพียงใด การไปเยือนของคณะต่างๆ
หากเป็นคณะใหญ่มากไปจะไม่ค่อยสะดวกนักเพราะการเดินดูสถานที่ต่างๆ
ในบริเวณบ้านสวนป่านั้นจะเดินได้เป็นแถวไปตามทางที่ลดเลี้ยวไปมา หากไม่มีการแบ่งกลุ่มและมีวิทยากรประจำกลุ่มแล้วก็จะได้รับข้อมูลอย่างไม่ทั่วถึง การที่ผู้ใหญ่วิบูลย์มีนโยบายไม่ทำที่พักในเชิงพาณิชย์แม้จะทำให้สิ่งแวดล้อมไม่เสียไปแต่ในด้านหนึ่งก็อาจทำให้ไม่มีการพัฒนารูปแบบให้ดีขึ้น
จึงเป็นเพียงรูปแบบพื้นบ้านตามธรรมชาติ
จึงเหมาะสำหรับคนที่รักธรรมชาติตัวจริงเท่านั้น อย่างไรก็ดี
การจะให้เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่แท้จริง
ผมเห็นว่าจะต้องมีการออกแบบและจัดการสิ่งต่างๆที่ดีกว่านี้เพื่อให้ผู้ที่มาเยือนได้รับข้อมูลที่เป็นรูปธรรมและเกิดแรงบันดาลใจที่รุนแรงรวมทั้งตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องหันมาสนใจเรื่องการเกษตรจนเกิดผลในทางปฏิบัติเช่นการลงมือปลูกพืชสวนครัวด้วยตัวเองหรือการเรียนรู้การทำยาสมุนไพรพื้นฐานได้เองเป็นต้น แม้กระทั่งเรื่องการเก็บค่าเข้าชม
ซึ่งแม้จะไม่มีการเก็บค่าเข้าชมบ้าน แต่ผมกลับมองในมุมที่แตกต่างในประเด็นนี้ คือแม้จะไม่ได้คิดเก็บค่าเข้าชมเพื่อการค้าแต่ก็ควรเก็บค่าเข้าชมตามความเหมาะสมได้เพราะถือเป็นสถานที่ให้ความรู้และความรู้นั้นต้องมีการจัดการดูแล
การเก็บค่าชมนั้นไม่ได้เก็บเพื่อจะได้เงินให้ร่ำรวยแต่เก็บเพื่อนำไปเป็นทุนสำหรับการจัดการและดูแลสถานที่ซึ่งถือว่ามีเหตผลเหมาะสม พูดถึงเรื่องพิพิธภัณฑ์นี้ ผมเห็นว่าในเมืองไทยยังไม่เข้าใจหลักการที่ลึกซึ้งของพิพิธภัณฑ์นัก จะมองว่าพิพิธภัณฑ์คือสถานที่เอาสิ่งของมาตั้งแสดงไว้ให้คนดูเท่านั้นซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เพียงแค่นั้น พิพิธภัณฑ์ที่แท้เช่นที่ผมได้ไปสัมผัสมาในหลายประเทศรวมทั้งสวิสเซอร์แลนด์คือสถานที่ให้ความรู้ทุกรูปแบบ คือไม่ใช่ให้คนมาดูอย่างเดียว แต่ให้มาเข้าถึงเข้าใจด้วย นั้นคือผ่านโสตสัมผัสทั้ง 5 ทางได้แก่สัมผัสได้ มาดมกลิ่นได้ มารู้รสได้และมาเข้าใจโดยการปฏิบัติด้วยตนเองด้วยจึงจะเรียกว่าพิพิธภัณฑ์ที่แท้จริง ยกตัวอย่างสวนป่าของผู้ใหญ่วิบูลย์ จะเป็นการดีมากหากผู้ที่ไปเยี่ยมชมสามารถดู สัมผัสดมกลิ่น รู้รสและลงมือปฏิบัติได้ด้วยตัวเองจากของจริง
เช่นสมุนไพรต้นนี้มีประโยชน์ในการทำยาบำรุง
ก็ให้มีการทดลองทำยาเดี๋ยวนั้นเลยเพราะวีธีการนั้นเพียงแต่อ่านคงไม่ใช่ผู้รู้
ผู้รู้ต้องปฏิบัติได้ด้วยและปฏิบัติให้ครบถ้วนกระบวนนความด้วย เช่นการทำยาบำรุง หากอ่านจากหนังสืออาจจะบอกแต่เพียงว่า ให้เด็ดใบของต้นมาทำยา แต่หากลงมือทดลองทำดูเองก็จะได้เรียนรู้เพิ่มไปอีกว่าที่เด็ดใบนั้น
ใบแบบไหน
ใบอ่อนหรือใบแก่และอย่างไรจึงเรียกว่าใบแก่........เหล่านี้ถ้าไม่ได้ลงมือทำกันเลยก็จะไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้
ก็จะเป็นการรู้แบบงูงูปลาปลา ความรู้จากการปฏิบัติทดลองด้วยของจริงนี้เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ชาวกรุงต้องเรียนรู้ ผมถึงได้ปรารภกับพวกเราหลายคนว่าผมอยากจะทดลองไปทำนาดูบ้าง
เป็นการอยากทำนาจริงๆ อย่างที่ชาวบ้านเขาทำ
เพราะความที่อยากรู้ว่ากว่าจะมาเป็นข้าวสีแล้วเม็ดขาวๆ มีกลิ่นหอมมะลิที่คนทั่วโลกนิยม
คนที่ปลูกข้าวต้องผจญความทุกข์ยากลำบากเพียงใด
แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครคิดว่าผมจะจริงจังกระมั้ง เลยปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ได้ไปทดลองทำนาซะที กลับมาที่ผู้ใหญ่วิบูลย์
ผมรู้สึกชื่นชมแต่ก็อดเสียดายไม่ได้ที่รูปแบบสวนป่าแบบนี้ไม่สามารถสร้างกระแสที่ีแรงพอให้คนเมืองได้ตระหนักว่านี่คือรูปแบบที่ดีมากของการอยู่รอดในยุคโลกาภิวัฒน์
หากใครนำเอาไปใช้ก็จะอยู่รอดเหมือนผู้ใหญ่วิบูลย์นี่ละ สิ่งที่ผมและพวกเรารุ่น
1 จะช่วยผู้ใหญ่วิบูลย์ได้ก็คือการช่วยกันเผยแพร่ภูมิปัญญาที่เกิดจากชุมชนแห่งนี้ี้ให้ไปถึงคนเมืองและส่งเสริมให้มีการเริ่มต้นนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กันทุกคน ผมเชื่อมั่นในคณะนักศึกษารุ่น 1 นี้ซึ่งล้วนมีแต่ผู้ที่มีทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ หากเราสามารถสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งและนำไปเผยแพร่ นำไปปฏิบัติในหน่วยงานของตนได้ ก็จะเป็นผู้นำในการสร้างกระแสของเศรษฐกิจพอเพียงและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคนเมืองได้เป็นอย่างดี สุดท้ายต้องขอขอบคุณคลังสมอง วปอ.เพื่อสังคมโดยพลเอกจรัล กุลละวณิชย์ประธานคลังสมองและพลโทเอกชัย ศรีวิลาศหัวหน้าโครงการ ที่ได้จัดหลักสูตรนี้ในเวลาที่เหมาะสม นับเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง ........................................... 1 / 2 / 3 / 4 / 5 / 6 / 7 อ่านย้อนหลัง home
|