Polpage............................................................................

เพจรวมความคิดที่สร้างสรรค์ / about me  /  home

................................................................................................................................................

 

คิดเพื่อสร้าง

วันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม 2549

วันนี้เป็นเสาร์ที่สามของการเรียนหลักสูตรผู้นำฯ รุ่นแรก วันนี้มีของแจกหลายอย่างตั้งแต่เช้า ใครไม่มาเสียดายแย่ ของแจกชิ้นแรกคือกระเป๋าใส่เอกสารแบบมีสายสะพายไหล่สีดำสวยงามมีตราคลังสมอง วปอ.ติดด้วย นอกจากนั้นก็มีเอกสารแจกจากหน่วยงานของผู้เข้าอบรมนำมาแจก น่าชื่นใจจริงๆ เท่าที่เห็นมีหนังสือเรื่อง"คุณธรรมสูงส่ง เครื่องประดับชีวิตที่สูงค่า" สมุดบัญชีตามรอยพ่อ ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และสมุดบันทึกของบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน)

นอกจากเอกสารแจกแล้วยังมีหนังสือหลายเล่มของ ดร.เสรี พงศ์พิศ วิทยากรผู้บรรยายในช่วงเช้าจำหน่ายในราคาย่อยเยาว์ด้วย ผมเห็นหลายคนซื้อเหมาหมดทุกเล่มเลย

การบรรยายในวันนี้ ได้รับความรู้มากมายเช่นเคย เริ่มจากการบรรยายของ ดร.เสรี พงศ์พิศเรื่อง"เศรษฐกิจพอเพียง เกิดได้ถ้าใจปรารถนา"และคุณณรงค์ โชควัฒนาเรื่อง"หลักคิดและประสบการณ์ในการพัฒนาตามแนวพระราชดำริและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ผมสรุปในเบื้องต้น ดังนี้

อาจารย์ ดร.เสรีฯ ได้เน้นให้เห็นถึงตัวตนของแต่ละคนว่ามีความสำคัญมากเพียงใด สำคัญมากจนกล่าวได้ว่า คนๆนั้นจะไม่มีอนาคตหากไม่รู้อดีตของตนเอง ไม่รู้ต้นกำเนิดและรากเหง้าของตนเอง

เงินแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้ เช่นเดียวกับอำนาจอย่างเดียวแก้ปัญหาบ้านเมืองไม่ได้ เศรษฐกิจพอเพียงนั้นต้องเกิดจากการปฏิบัติด้วยตัวเองเท่านั้นจึงจะรู้จริง

ประเทศไทยนั้นมีโอกาสสูงที่จะใช้ประโยชน์จากทุนธรรมชาติที่มีอยู่มากมาย ปัญหาอยุ่ที่ว่าเราจะรู้ทันและวางแผนและจัดการหรือไม่ อาจารย์เสรีฯ สรุปในตอนท้ายว่า "ถ้าใจปรารถนาแล้ว เศรษฐกิจพอเพียงย่อมทำได้อย่างแน่นอน"

คำบรรยายของอาจารย์ปลุกสำนึกของผมให้ตื่นตระหนกจริงๆ ในฐานะข้าราชการรู้สึกละอายใจจริงๆ ที่ทำงานมาเป็นระยะเวลายาวนานแต่ไม่รู้ตัวตนอย่างแท้จริง ไม่รู้อดีตของตนเอง ไม่รู้รากเหง้าซึ่งหมายถึงประชาชนระดับรากหญ้ารากแก้วที่เป็นฐานใหญ่ของประเทศ  ไม่รู้ความสำคัญและศักยภาพของการเกษตร ไม่รู้ความทุกข์ยากของชาวนา

ผมเพิ่งรู้ว่าในความเป็นจริงแล้วไทยสามารถยืนอยู่บนขาของตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งต่างชาติอย่างเดียว

ผมเพิ่งรู้ว่าภูมิปัญญาชาวบ้านนั้นไม่ใช่เรื่องโบราณที่ฟังแล้วดูขลังเท่านั้นแต่นำมาปฏิบัติเป็นภูมิคุ้มกันโลกในยุคโลกาภิวัฒน์ได้ ผู้นำชุมชนหลายท่านที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ เ็ป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในความฉลาด รู้จักใช้ประโยชน์จากธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นของตน แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากประชาชนในประเทศมากนัก

สำหรับอาจารย์ณรงค์ โชควัฒนานั้น บรรยายได้ชัดเจนและแทงใจดำในหลายๆ เรื่อง หลายคำของท่านตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ทำให้ผมสะเทือนใจยิ่งนัก เริ่มจากคำว่า "ถูกหลอก" ว่าพัฒนาไม่ได้ ถ้าไม่กู้เงิน(จากต่างประเทศ) ต่อมาก็มีคำว่า "ความเลวร้าย" ของคนจากวงการต่างๆ ทั้งข้าราชการ นักวิชาการ นักการเมือง ของระบบ ของสถาบันจากต่างประเทศ คำต่อมาก็คือ "ปล้น" นอกจากคนไทยจะปล้นกันเองแล้ว ยังให้ต่างชาติมาปล้นอีก....ผมฟังอาจารย์ณรงค์แล้วก็แทบจะรู้สึกหดหู่เศร้าใจว่าทำไมจึงเกิดสิ่งนี้กับคนไทยกับประเทศไทย

อาจารย์ณรงค์สรุปว่าแม้ข้อเท็จจริงจะหดหู่แต่ก็ต้องบอกให้ทราบกันโดยไม่บิดเบือน ถ้าใช้สติปัญญาและร่วมกันแก้ไขปัญหา้แบบบูรณาการ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่่คน ก็น่าจะแก้ปัญหาของประเทศชาติได้

สิ่งที่ผมได้จากการฟังอาจารย์ทั้งสองท่านวันนี้ สำคัญมาก เพราะเท่่ากับเป็นการนำกระจกมาส่องให้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริง...ของผมเอง  ผมนึกถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุ่หัวฯ ซึ่งแว่วเข้ามาในสมองในบัดดล พระองค์เคยตรัสว่า "เขามองดูฉัน แต่เขาไม่เห็นฉัน....เขาฟังฉัน แต่เขาไม่ได้ยินฉัน" ในฐานะลูกหลานในแผ่นดิน พ่อหลวงทรงเตือนมานานแล้ว เราเองกลับไม่สนใจ กลับไปหลงกระแสโลกที่มีแต่ความเลวร้าย หลอกลวง ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายไม่เคยบอกสิ่งดีๆ ที่ตัวเองทำแต่จะบอกสิ่งที่ไม่ดีที่ตัวเองไม่มีวันทำเพราะรู้ดีว่าไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด ตัวอย่างประเทศมหาอำนาจในด้านต่างๆ ที่อาจารย์ทั้งสองยกมาให้เห็นนั้นมันชัดเจนมาก จนไม่มีข้อสงสัยว่า อ๋อ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เป็นเช่นนี้เอง..............

ผมบอกกับตัวเองว่า วันนี้ผมอิ่มเต็มที่ เพราะได้รับอาหารสมองที่มีคุณค่ามาก..ผมมั่นใจว่าการมาอบรมในครั้งนี้จะต้องมีผลดีอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็กับจิตใจของผมเอง ที่มันได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในทางที่ดีแล้ว แต่จะสร้างอะไรนั้น ต้องดูกันต่อไป

                                                         2 ธันวาคม 2549

การหารือช่วงเ็ย็น

หลังจากเลิกอบรมแล้ว ตามที่พลโทเอกชัยฯ ได้แจ้งให้ทราบว่าจะมีการจัดเลี้ยงอาหารเพื่อจะได้ใช้โอกาสนี้เสวนากันระหว่างผู้เข้าอบรมปรากฏว่ามีสมาชิู่กอยู่ประมาณ 30 กว่าคน พวกเราจึงได้หารือกันถึงการจัดการของรุ่นหนึ่งและเห็นพ้องกันในเรื่องต่างๆ ดังนี้

1.จัดให้มีคณะกรรมการรุ่น โดยจะดำเนินการเลือกในวันเสาร์หน้า 9 ธค. 2549

2.จัดทำเสื้อรุ่นและอื่นๆ ตามความเหมาะสม

3.จัดให้มีช่องทางการติดต่อกลางที่ทุกคนสามารถสื่อสาร แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันไดตลอดเวลา้

เราได้รับทราบจากผู้ดำเนินโครงการด้วยว่าจะขยายการอบรมออกไปอีก 1 เสาร์และจะเปิดโอกาสให้ทุกคนที่สมัครไปทำกิจกรรมร่วมกันได้ แม้รุ่นหนึ่งจะจบไปแล้วก็สามารถไปร่วมกิจกรรมกับรุ่นสองหรือรุ่นอื่นๆ ได้โดยไม่คิดค่าอาหารและค่ารถ แต่จะคิดค่าที่พักเท่านั้น(ประมาณ 500 บาท) นอกจากนั้นในการแจกวุฒิบัตร ผู้จัดโครงการกำลังพิจารณาจัดให้อย่างสมศักดิ์ศรี

สำหรับเรื่องการบ้านที่ทุกคนจะต้องกลับไปทำนั้น ทางโครงการจะมีหนังสือแจ้งหน่วยงานของแต่ละท่านเพื่อให้ทราบผลการอบรมและติดตามเพื่อให้มีการส่งรายงานโครงการหรือกิจกรรมที่จะจัดทำ และโครงการใดที่ดีก็จะพิจารณาให้มีรางวัลด้วย

อนึ่ง เนื่องจากสมาชิกอยู่กันไม่ครบ จึงมีผู้เสนอให้เลือกประธานชั่วคราวเพื่อเตรียมการสำหรับเสาร์ที่ 9 และที่ประชุมได้รับรองให้คุณพลเดช วรฉัตรจากกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานชั่วคราวในเย็นนั้น

ประธานชั่วคราวได้ดำเนินการให้สมาชิกพิจารณาเรื่องต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น สำหรับโครงสร้างของคณะกรรมการ สมาชิกเสนอให้มีดังนี้

ประธาน

รองประธาน(ตามภูมิภาค) หรือ (ตามประเภทหน่วยงานของรัฐ/เอกชน)

เหรัญญิก

ปฏิคม

ประชาสัมพันธ์

กรรมการกลาง 5 ท่าน

และเลขานุการ

รวมทั้งหมด 15 ท่าน ซึ่งจะทำการเสนอสมาชิกทั้งหมดพิจารณาในวันเสาร์ที่ 9 ธค. ต่อไป

บรรยากาศของงานในเย็นวันนั้นเป็นไปด้วยความเป็นกันเอง สมาชิกได้แสดงความเห็นที่เป็นประโยชน์หลายเรื่องและด้วยความเป็นกัลยาณมิตร แม้จะมาจากหน่วยงานที่หลากหลายแต่สิ่งหนึ่งที่เรามีเหมือนกันก็คือความตั้งใจดีที่มารับการอบรมด้วยความสมัครใจและเต็มใจ ด้วยเหตุผลที่ว่าทุกคนต่างเคารพบูชาเทิดทูนพ่อหลวงของแผ่นดินและพร้อมที่จะพูดคิดและทำความดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  เราต่างหวังว่าในฐานะที่เป็นรุ่นหนึ่งของโครงการจะสามารถมีส่วนช่วยทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จต่อไป

                                   2 ธันวาคม 2549

............................................................................

(หมายเหตุ 1.บันทึกนี้ เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่ได้มีวัตถุประสงค์อื่นใดนอกจากบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ของผู้บันทึก  2.ภาพถ่ายจากคุณชาลีฯ ขอบคุณครับ)

                                                          อ่านต่อ 1 / 2 / 3 / 4 / 5 / 6 /   Home