About Media_red.gif NBS 53 dia_red.gif Webboard  dia_red.gif My India dia_red.gif ตระกูลโพธิ์980 dia_red.gif  ประสบการณ์นักการทูต

Pol 's Articles dia_red.gif Positive Thinking dia_red.gif All is One dia_red.gif For a Better World

 

 

 

 

 

 

จดหมายถึงซิสเตอร์

 

ผลบุญ

“ แด่ศรัทธาของชาวพุทธอินโดฯ และเพื่อการฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินโดนีเซีย”

   

สารบัญ

ฉบับที่ 1 ถึง ซิสเตอร์

ฉบับที่ 2 โอ้...จาการ์ต้า

ฉบับที่ 3 ศาสนาพุทธในอินโดนีเซีย

ฉบับที่ 4 วิสาขะที่จาการ์ต้า

ฉบับที่ 5 ชมเมือง

ฉบับที่ 6 บาหลี เมืองสวรรค์

ฉบับที่ 7 บูโรพุทโธ ดินแดนแห่งนิพพาน

ฉบับที่ 8 ลาก่อน

 

....................................................................

                               

 

 

 

 

 

 

 

คำนำ

 

 

                ผู้เขียนเป็นพุทธศาสนิกชนเต็มตัวได้รู้จักกับซิสเตอร์ คือแม่ชีในคริสต์ศาสนาคนหนึ่ง ในงานต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปาจอนห์ พอลที่ 2 ในการเสด็จเยือนประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2527 โดยได้ทำหน้าที่ประสานงานในการดูแลสื่อมวลชนต่างประเทศที่มาทำข่าวการเยือน และจากการที่ได้ทำงานร่วมกัน ได้สนทนากันด้วยความประทับใจ ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีและความผูกพันทางใจที่งดงามต่อกัน และแม้ว่าจะนับถือศาสนาต่างกันแต่ก็สามารถที่จะสื่อสารกันได้อย่างดี

ด้วยความผูกพันที่ดีงาม จึงได้เขียนจดหมายเล่าเรื่องการไปเที่ยวอินโดนัเซียซึ่งเกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูพุทธศาสนาในประเทศนี้ให้ซิสเตอร์ฟัง ในฐานะที่เป็นกัลยาณมิตรต่างศาสนา

                                                                               

 

 

ผลบุญ

 

 

จดหมายถึงแม่ชีคาทอลิค

ฉบับที่ 1                 “ ซิสเตอร์ครับ ”

 

เรียน ซิสเตอร์ที่เคารพ

                จดหมายฉบับนี้เป็นฉบับแรกของผม ซึ่งหวังว่าซิสเตอร์นะครับ คงจะจำผมได้นะครับ ผมกำลังนั่งเขียนจดหมายฉบับนี้บนเครื่องบินครุฑเหล็กการูด้า เดินทางไปยังประเทศอินโดนีเซีย

ผมขออนุญาตเรียกแม่ชีว่าซิสเตอร์นะครับ รู้ไหมครับว่า ตลอดเวลาที่ผมได้รู้จักและร่วมทำงานกับ ซิสเตอร์ในการรับเสด็จพระสันตะปาปา จอนห์ พอลที่ 2 ผมมีความประทับใจในงานดังกล่าวมาก รวมทั้งประทับใจในหลายๆอย่างในตัวของซิสเตอร์ด้วย ถึงแม้ว่าเราทั้งสองจะอายุต่างกันพอสมควรและนับถือศาสนาต่างกันคือแม่ชีเป็นคาทอลิคที่เคร่งครัด ส่วนผมนั้นเป็นพุทธที่จริงจังคนหนึ่ง แต่นั่นก็มิได้เป็นอุปสรรคที่เราจะคบกันอย่างฉันท์มิตรเลย ความจริงผมควรจะเรียก ซิสเตอร์ ว่าอาจารย์มากกว่า เพราะว่าอาวุโสกว่าผมมาก แต่การเรียกอาจารย์ดูจะไม่ตรงกับฐานะที่เป็นอยู่นัก ผมชอบที่จะเรียกแม่ชีว่า ซิสเตอร์มากกว่า ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง

ซิสเตอร์ครับ ผมอยากจะบอกว่าในช่วงเวลาสองสามวันที่ผมได้รู้จักและร่วมานกับ ซิสเตอร์ นั้น ผมมีความรู้สึกเหมือนกับว่าคุ้นเคยมานานเป็นปี ซึ่ง ซิสเตอร์ ก็คงจะรู้สึกเช่นเดียวกับผม เพราะเราสนทนากันมากมายหลายเรื่อง ด้วยความรู้สึกที่จริงใจและเป็นเพื่อมนุษย์ด้วยกัน ไม่ได้ยึดว่า ฉันเป็นพุทธ เธอเป็น คริสต์ จึงพูดกันไม่ได้ นอกจากนั้นด้วยความที่เคยเป็นศิษย์เก่าวัดราชาธิวาสและซิสเตอร์เองก็สอนอยู่ในโรงเรียนสตรีคาทอลิคที่มีชื่อไม่ไกลจากโรงเรียนของผมนัก เรียกว่าเป็นเพื่อนบ้านกัน ยิ่งทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจในการประสานงานการต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปา จนทุกสิ่งทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อยดียิ่ง และแม้สมเด็จพระสันตะปาปาจะเสด็จกลับวาติกันไปแล้วแต่ความประทับใจของผมที่มีต่อซิสเตอร์ก็ยังคงอยู่ในใจไม่จืดจางและไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย

รู้ไหมครับว่าการพบกับซิสเตอร์ในครั้งนั้น ทำให้ผมตระหนักว่า ไม่ว่าเราจะนับถือศาสนาใดก็ตาม ถ้าเรามีความเคารพและมีความจริงใจต่อกัน เราก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผมพบว่าศาสนาไม่ได้เป็นอุปสรรคแบ่งกั้นมนุษยชาติเลยจริงไหมครับ มนุษย์ต่างหากที่ถูกความโง่เขลาเข้าครอบงำ ความบ้าอำนาจ ต้องการที่จะแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เข่นฆ่ากันเอง โดยอ้างถึงศาสนาที่ต่างกัน ผมอยากจะเปรียบมนุษย์พวกนี้ว่า เป็นผู้หลงผิดที่ใจแคบ หลงผิดแล้วยังใจแคบด้วย ผมจะอธิบายให้ฟัง ... (ในขณะนี้ แอร์โฮสเตทสาว นัยตาหวานกำลังเข้ามาเสริฟอาหารพอดี...)

                ซิสเตอร์คงจำได้ว่า...เมื่อระยะไม่กี่ปีมานี้ ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์เป็นอันมาก ในเรื่องการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในประเทศไทย โดยเฉพาะของพวกคาทอลิค โดยได้กล่าวทำนองว่า ผู้ดำเนินการเผยแพร่มีแผนที่จะทำลายศาสนาพุทธและหวังจะยึดครองประเทศไทยให้กลายเป็นคริสต์จักร ความขัดแย้งได้เกิดขึ้นทันทีในหมู่พุทธศาสนิกชนและบรรดาพระสงฆ์องค์เจ้าทั้งหลาย อีกทั้งได้กลายเป็นข่าวใหญ่ลงหนังสือพิมพ์แพร่ขจายออกไปสู่หมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง

ต่อมาเมื่อ ปีพ.ศ. 2527 ก็มีข่าวออกมาว่า สมเด็จพระสันตะปาปาจะเสด็จมาเยือนประเทศไทย ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังถึงเทศกาลวันวิสาขะบูชา อันถือว่าเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาวันหนึ่ง ผมจำได้ว่าจู่ๆ วันหนึ่งก็มีข่าวว่าจะมีการต่อต้านและประท้วงการเยือนของสมเด็จพระสันตะปาปาครั้งนี้ ถึงกับขู่ว่าจะไม่รับรองความปลอดภัยและขอให้เลือกกำหนดการเยือนออกไป

แต่รัฐบาลในเวลานั้น ก็เข้มแข็งดี ได้ยืนยันที่จะให้การเยือนเป็นไปตามกำหนดเดิม เรื่องนี้ ซิสเตอร์ ก็คงจะทราบดีแล้ว ผมจะไม่ขยายความอีก สรุปว่า ชาวพุทธต่างวิตกกันว่า ชาวคริสต์คาทอลิกจะทำลายศาสนาพุทธด้วยวิธีอันแยบยล

                ซิสเตอร์ ครับ ตัวผมนั้นนับเป็นชาวพุทธที่กล้าพูดได้ว่า เป็นชาวพุทธเต็มตัวทั้งกายและใจ นับถือและปฏิบัติตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่าที่จะทำได้ ในฐานะของฆารวาส คือ รักษาศีล 5 ทำบุญทำทาน ใส่บาตร เข้าวัดฟังเทศน์ ตลอดจนปฏิบัติสมาธิ วิปัสสนากัมฐาน ซึ่งผมคิดว่าการกระทำเหล่านี้ คงจะเพียงพอที่จะเรียกตัวเองว่า พุทธสานิกชนได้ และผมคิดว่า ซิสเตอร์ ก็คงจะคิดเช่นเดียวกัน คือในฐานะที่เป็นคริสตสานิกชนที่ดี เป็นสาวกที่ดีของพระเจ้า นั่นคือปฏิบัติ ตามคำสอนที่ถูกที่ชอบของพระองค์ ดังนั้น ก็ในเมื่อเราต่างก็เป็นผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในศาสนาของตน ปัญหาจึงไม่น่าเกิดขึ้นระหว่างเราทั้งสอง ใช่ไหมครับ

                การมาเยือนประเทศไทยของสมเด็จพระสันตะปาปาในครั้งนั้น ในที่สุดก็ผ่านไปด้วยดี ด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ท่ามกลางความโล่งอกของทุกคน ทั้งฝ่ายคริสต์และฝ่ายพุทธ สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องยอมรับก็คือความสำเร็จของชาวคาทอลิกในประเทศไทย ที่สามารถดำเนินการต่างๆเหล่านี้ได้ด้วยดี อย่างน่าชมเชย

ความชื่นชมนี้มิได้มาจากชาวคริสต์เท่านั้น แต่มาจากชาวพุทธด้วยและชาวพุทธส่วนหนึ่งก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า  เราได้บทเรียนอะไรจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เราได้บทเรียนอะไรจากความเป็นพุทธตลอดเวลาที่ผ่านๆมาบ้าง และที่สำคัญเราได้บทเรียนอะไรจากการมาเยือนประเทศไทยของสมเด็จพระสันตะปาปา ในขณะเดียวกันก็มีคนไทยอีกไม่น้อยเลยที่คิดว่า การมาของสมเด็จพระสันตะปาปาครั้งนั้นเพื่อปลุกระดมชาวคริสต์ให้ตื่นตัวและเร่งดำเนินการให้ประเทศไทยเป็นคริสต์โดยเร็ว

                ความคิดเหล่านี้เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องเลย และอาจจะก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างชาวพุทธและชาวคริสต์ได้ จนกระทั่งอาจเกิดความแตกแยกกันเองระหว่างชนในชาติได้ ผมคิดว่า ไม่ว่าเราจะนับถือศาสนาอะไรก็ตาม เราก็ยังเป็นคนไทยอยู่นั่นเอง อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ควรแล้วหรือที่เราจะมาแตกแยกกันเอง

                ผมมีความเชื่อมั่นว่า ศาสนาทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดี รักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นใคร นับถือศาสนาอะไร ผมอาจจะมองโลกในแง่ดีเกินไปก็ได้นะครับ ผมเห็นว่า ธาตุแท้ของมนุษย์เป็นมนุษย์ที่มีจิตใจดี ไม่ว่ามนุษย์จะนับถือศาสนาใดก็ตาม เพราะฉะนั้น ศาสนาใดก็ตามที่มีคำสั่งสอนหรือแนวปฏิบัติที่ขัดกับธาตุแท้ที่ดีของมนุษย์ ศาสนานั้น ก็จะไม่ได้รับการนับถือไปเองในที่สุด ไม่ต้องไปวางแผนทำลายให้เสียเวลา

ครับ ผมกำลังจะบอกว่า ใครก็ตามที่กำลังทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างศาสนา ไม่ว่าจะมีจุดประสงค์อย่างใดก็ตาม เขาเหล่านั้นคือ ผู้หลงผิดที่ใจแคบ หลงผิดคิดว่าทุกคนจะต้องนับถือศาสนาของตัวเท่านั้น จะเปลี่ยนไม่ได้ เพราะศาสนาของตัวนั้นดีกว่าศาสนาอื่นๆ หรือดีที่สุด และที่ใจแคบเพราะไม่เปิดโอกาสรับฟังสิ่งที่ดีๆ จากศาสนาอื่นเลย ทำนองเป็นกบอยู่ในกะลา ที่แม้เปิดกะลาออกแล้วก็ตาม ก็ยังไม่ยอมลืมตามองสิ่งที่ปรากฏให้เห็นภายนอก มัวแต่คิดว่ากะลาที่ตนเองอยู่นี้ ใหญ่ที่สุด...ดีที่สุด

               

ของดีนั้น ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีคนซื้อ อาจารย์ดีก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีลูกศิษย์ และเช่นเดียวกัน ศาสนาที่ดี ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีคนศรัทธา (โดยไม่ต้องคิดไปทำลายศาสนาอื่นๆ) ที่จริงแล้ว ผมกำลังชมศาสนาพุทธครับว่า เป็นประชาธิปไตยมาก ไม่เคยผูกมัดใครให้ปฏิบัติตามเลย เปิดโอกาสให้ทุกๆคนที่อยากจะรู้ อยากจะพิสูจน์ แสวงหาคำตอบที่แท้จริง ได้รู้แจ้งเอง โดยการเรียนรู้และปฏิบัติเอง ศาสนาพุทธที่ผมนับถือด้วยความบริสุทธิ์ใจนี้ จึงเป็นศาสนาที่ใจกว้างและไม่เคยสอนให้ไปรุกรานใครหรือบ่อนทำลายศาสนาอื่น เพราะการพ้นทุกข์ไม่ได้อยู่ที่การนับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่การพ้นทุกข์อยู่ที่การปฏิบัติใจของตนเอง ว่าปฏิบัติอย่างไรจึงจะทำให้ใจของตนเองปราศจากไฟกิเลสทั้งสามกอง คือ โลภะ โทสะ โมหะ

ผมไม่คิดตัดสินหรอกครับว่าศาสนาหนึ่งดีกว่าอีกศาสนาหนึ่ง การที่นับถือศาสนาพุทธ ก็ไม่ได้คิดว่าศาสนาอื่นไม่ดี แต่คิดว่า ผมไม่เหมาะที่จะนับถือศาสนาอื่นมากกว่า ถ้าวันใดผมคิดว่าไม่เหมาะที่จะนับถือศาสนาพุทธแล้ว ก็คงจะนับถือศาสนาอื่นที่คิดว่าเหมาะสมต่อไป เห็นไหมครับว่า ถ้าเราใจกว้างพอแล้ว ปัญหาที่จะไม่เกิด และก็เพราะความใจกว้างนี่แหละ ทำให้มั่นใจว่า ผมคงจะเหมาะที่จะนับถือศาสนาพุทธไปตลอดชีวิต

                ซิสเตอร์ เองก็เป็นคนไทย เกิดบนผืนแผ่นดินไทย เจริญเติบโตมาบนผืนแผ่นดินไทย การที่ ซิสเตอร์ เป็นคริสต์ก็ไม่ได้ทำให้ละจากความเป็นไทย การที่ ซิสเตอร์ นับถือพระเจ้าก็เพราะเห็นว่าเหมาะสมที่สุดที่จะนับถือเช่นนั้น และถ้า ซิสเตอร์ เป็นสาวกที่ดีของพระเจ้า ความสุขก็จะบังเกิดแก่ ซิสเตอร์ เองและสาวกที่ดีของพระเจ้าก็คงไม่ใช่สาวกที่คิดรุกรานหรือทำลายศาสนาอื่น การทำให้คนในศาสนาอื่นมานับถือศาสนาของตนนั้น ไม่ใช่เรื่องของการพ้นทุกข์ และถ้าใครคิดเช่นนี้ คนนั้นแหละที่จะเป็นทุกข์เพราะไม่สามารถจะทำให้ทุกคนมานับถือศาสนาของตนได้

ผมจะเล่าเรื่องๆหนึ่งให้ฟัง กล่าวคือ ในสมัยพระนารายณ์นั้น ได้มีการเจริญความสัมพันธ์กับนานาประเทศ รวมทั้งฝรั่งเศสด้วย และในปี ค.ศ. 1685(2228) นั้นเอง พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ก็ได้ส่งคณะทูตพิเศษ มีเชอวาเลย เดอโชมอง เป็นหัวหน้า มายังประเทศไทย โดยมีเจตจำนงอันเดียวคือเชิญสมเด็จพระนารายณ์ให้เข้ารีตเป็นคาทอลิค ซึ่งในครั้งนั้น เดอโชมอง ได้ทำหนังกราบบังคมทูลสมเด็จพระนารายณ์ โดยมีเนื้อความสำคัญบางตอนดังนี้.....

                ขอเดชะ ด้วยพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสของข้าพเจ้า ได้ทราบถึงพระเดชานุภาพของพระองค์ จึงได้แต่งตั้งให้ข้าพเจ้ามาเข้าเฝ้า เพื่อจะให้ประเทศฝรั่งเศสและประเทศสยามได้เป็นไมตรี การที่เป็นไมตรีกันนั้น ถ้าไมตรีนั้นมีหลักแต่เพียงต่างฝ่ายยกย่องสรรเสริญยอพระเกียรติและถือเอาประโยชน์ของตนเป็นหลักเท่านั้นแล้ว ไมตรีนั้นจะสนิทแน่นหนาไม่ได้เลย.....วิธีที่จะให้พระราชไมตรีอันนี้ได้แน่นหนาสนิทสนมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันตลอดถึงผู้ที่ครองราชสมบัติ ต่อพระองค์ไปและไม่มีเวลาขาดไมตรีก็ได้จนกว่าโลกจะดับสูญไปนั้นก็มีอยู่ทางเดียว ซึ่งพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสนายของข้าพเจ้าได้ทราบพระราชดำริไว้ กล่าวคือ พระองค์จะต้องถือศาสนาร่วมกับพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส พระราชไมตรีนั้นจึงจะดับสูญไม่ได้

                สมเด็จพระนารายณ์ได้มีพระกระแสรับสั่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

                “พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จะให้เราเข้ารีตดังนั้นหรือ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะในราชวงศ์ของเราก็ได้นับถือพระพุทธศาสนามาช้านานแล้ว จะให้เราเปลี่ยนศาสนาอย่างนี้เป็นการยากอยู่ และถ้าพระเจ้าผู้สร้างฟ้าสร้างแผ่นดินจะต้องการให้คนทั่วโลกได้นับถือศาสนาอันเดียวกันแล้ว พระเจ้ามิจัดการให้เป็นเช่นนั้นเสียแล้วหรือ”

                เป็นที่ทราบกันว่า คณะราชทูตฝรั่งเศสครั้งนั้นต้องประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เป็นยืนยันถึงน้ำพระทัยที่มั่นคงของสมเด็จพระนารายณ์ในพระพุทธศาสนาและวาทะอันยอดเยี่ยมทางการทูตของพระองค์

                ซิสเตอร์ ครับ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทยมานานแสนนานแล้ว และเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ประเทศชาติยังคงความเป็นไทย รักษาเอกราชและความภาคภูมิใจให้กับลูกหลานมาจนถึงปัจจุบันนี้ สมควรที่เราคนไทยทุกคนจะช่วยกันทำนุบำรุงให้คงอยู่คู่กับประเทศไปตลอดกาล ผมตั้งใจจะเล่าเรื่องการไปเที่ยวเมืองแขกอินโดให้ฟัง แต่เพลินไปเล่าเรื่องศาสนามากไปหน่อย ไม่เป็นไรครับ เมื่อถึงอินโดฯ แล้วจะเล่าเรื่องงานวันวิสาขะที่ผมไปเที่ยวที่นั่นให้ฟัง

                สุดท้ายนี้ ผมเขียนมาเสียยืดยาว ต้องขอจบจดหมายฉบับนี้แต่เพียงเท่านี้ เพราะจะได้รีบรับประทานอาหารที่แอร์โฮสเตทสาวนำมาเสริฟเสียที เครื่องบินการ์รูดาเที่ยวบินนี้บินนุ่มมาก นุ่มเหมือนอะไรรู้ไหมครับ เหมือนผ้าไหมไทยไงครับ  ก็ผมเป็นคนไทยนี่ครับ ก็ต้องรักเมืองไทยเป็นธรรมดา ซิสเตอร์ คงจะจำได้ว่า แม้แต่สมเด็จพระสันตะปาปาเองยังกล่าวว่า “พ่อรักเมืองไทย” เป็นภาษาไทย ซึ่งทำให้ผมอดที่จะชื่นชมพระองค์เสียมิได้ ใครก็ตามที่รักเมืองไทย ผมชื่นชมทั้งนั้นครับ ขอให้รักด้วยความจริงใจก็แล้วกัน...เอาละครับ ขอจบเสียที ฉบับหน้าจะเล่าเรื่องเมืองจาการ์ต้าครับ

 

                                                                                                ธรรมะจงมีแด่ ซิสเตอร์

                                                                                                                จากผม

 

 

ฉบับที่ 2 “โอ้...จาการ์ต้า”

 

เรียน ซิสเตอร์

                จดหมายฉบับนี้เป็นจดหมายฉบับที่สองของผม ผู้ซึ่งยังคงประทับใจในตัว ซิสเตอร์ อยู่เสมอและอดไม่ได้ที่จะขีดเขียนอะไรๆมาเล่าสู่กันฟังถึงการเดินทางสู่นครจาการ์ต้า เมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซียครั้งนี้ เครื่องบินไทยที่ผมนั่งไปค่อยๆร่อนลงสู่สนามบินระหว่างประเทศของนครจาการ์ต้าอย่างนิ่มนวล

ผมหิ้วกระเป๋าถือสามใบลงจากเครื่องบินอย่างทุลักทุเล ของฝากทั้งนั้นครับ เป็นนิสัยของคนไทยอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ขึ้นรถ ลงเรือ ขึ้นเครื่องบิน ไม่ว่าใกล้หรือไกลคนไทยจะต้องนำของฝากติดตัวไปด้วยเสมอ (นี่อีกหน่อยถ้าโลกเจริญถึงขั้นใช้จานบินระหว่างโลกละก้อ เอกลักษณ์ของคนไทยก็คงจะหอบหิ้วของฝากขึ้นจานบินอยู่เหมือนเดิม) ของฝากที่ว่านี้ก็ไม่พ้นเรื่องอาหารการกิน เพราะคนไทยมีนิสัยรักการกินมาก และมีความประณีตละเอียดอ่อนในเรื่องการกินมาก ฉะนั้น ไม่ว่าอยู่ไกลแสนไกล สุดหล้าฟ้าเขียว ถ้ามีอาหารไทยไปฝากกันละก็ โอ๊ย ดีใจตายเลย ผมเองรู้ซึ้งในข้อนี้ดี ก็เลยนำของกินสารพัดชนิด เช่น ปลาเค็ม กะปิ น้ำปลา พริกป่น เครื่องแกง ฯลฯ ไปฝากคนไทยในต่างแดนเสมอ

ผมโชคดีครับ ได้รับตั๋วฟรีอยู่เสมอ คราวนี้ก็เหมือนกัน บังเอิญเพื่อนคนหนึ่งซึ่งปัจจุบันทำงานอยู่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในจาการ์ต้า ชวนให้ไปเที่ยวอินโดนีเซียตามประสาคนรู้จักกันมาแต่เด็กและเป็นเพื่อนรักกันมาก เพื่อนคนนี้เป็นคนธัมมะธัมโมมาก บ้านอยู่แถวบางแคใกล้ๆบ้านผมนั่นแหละครับ รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เพื่อนคนนี้มีชื่อว่า สุวิทย์ แต่ผมเรียกเพื่อนว่า ท่านมหา และเพื่อนก็เรียกผมว่า ท่านเปรียญมาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน

สาเหตุก็เพราะว่า สมัยเด็กๆ พ่อแม่ของผมและเจ้ามหามักจะไปเจอกันที่วัดทุกวันพระ มีอยู่คราวหนึ่ง มีการเทศน์ปุจฉา-วิสัชนา โดยพระมหาองค์หนึ่งซึ่งยังหนุ่มแน่นกับพระครูองค์หนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงในการเทศน์มาก ทั้งสองได้ใช้คำเรียกแต่ละฝ่ายว่า ท่านมหากับท่านเปรียญ

ผมกับสุวิทย์นั่งฟังกับเขาด้วยและด้วยความสนุก เพราะท่านทั้งสองเทศน์ได้สนุกมากจำได้ว่าเป็นเรื่ององคุลิมาล วันนั้นพอเรากลับมาบ้านจึงเล่นกันบ้าง โดยสมมุติว่าสุวิทย์เป็นท่านมหา และผมเป็นท่านเปรียญ ผลัดกันถามไปถามมาตามประสาเด็กๆ เป็นที่สนุกสนานพอใจด้วยกันทั้งคู่

สมัยเด็กๆ ผมกับเจ้ามหาไปค่อยจะคบกับเด็กอื่นเท่าไหร่ เพราะนิสัยเราเข้ากับเด็กเหล่านั้นไม่ค่อยได้ เด็กแถวบ้านส่วนใหญ่ชอบเล่นการพนัน ชกต่อย รังแกกัน แกล้งกัน ส่วนผมกับเจ้ามหามีนิสัยรักสงบ จึงมักจะปลีกตัวจากเด็กอื่นๆ

เรามักคุยกันในเรื่องของชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก ซิสเตอร์ เชื่อไหมครับว่าเรามีความสงสัยที่คล้ายๆกันเช่น สงสัยว่าทำไมคนเราจึงต้องเกิดมาเป็นอย่างนี้ เด็กที่เรารู้จักทำไมจึงเป็นอย่างนั้น เราคิดแบบเด็กๆนะครับ หรือว่าทำไมเจ้าต่อถึงได้เป็นคนเกเรนัก มีนิสัยอันธพาล และหน้าตาไม่น่ารักเลย ทั้งที่พ่อแม่มันก็เป็นคนหล่อและสวย ทำไมเจ้าหมูถึงชอบเล่นการพนัน ชอบขโมยเงินพ่อแม่ และขโมยของคนอื่นอยู่เรื่อย ทั้งที่พ่อแม่ของเจ้าหมูก็เป็นคนรวยคนหนึ่งในย่านนั้น ทำไมป้าพริ้งของเจ้าแดงจึงหลังค่อม หรือทำไมเจ้าตี๋ลูกเจ๊กขายหมูปากซอยจึงชอบรังแกสัตว์นัก บางทีก็ฆ่าด้วย ฯลฯ

                ตอนนั้นเราอายุเพียง 10 กว่าขวบเท่านั้น แต่เราก็สงสัยในเรื่องเหล่านี้แล้ว ก็ผลัดกันตอบไปตอบมาสนุกดี ผมเล่าย้อนหลังไกลไปหน่อยก็เพื่อจะบอกว่า เพื่อนคนนี้สนิทกันมาก และเราก็ได้ติดต่อกันทางจดหมายมาตลอด หลังจากที่ผมเดินทางไปศึกษาต่อในฝรั่งเศส จนกลับมารับราชการและเจ้ามหาเดินทางไปทำงานที่อินโดฯ เป็นเวลาสิบกว่าปี ก็มีคราวนี้ละครับที่มันเขียนจดหมายมาชวนผมให้ไปเที่ยวอินโดฯ โดยบอกว่าช่วงนี้เป็นช่วงวันวิสาขะในอินโดนีเซียพอดี ผมเองนั้นเป็นคนชอบเที่ยวอยู่แล้ว จึงตัดสินใจลางานมายืนเงอะๆงะๆอยู่ที่สนามบินแห่งนี้ในขณะนี้ไงครับ

ผมว่าสนามบินดอนเมืองของเรานั้นแย่แล้วนะครับ พอมาเจอที่จาร์กาต้า นี้ กลับแย่กว่าอีก กว่าจะผ่านด่านตรวจอะไรต่อมิอะไรได้ก็เสียเวลาเป็นชั่วโมง อากาศก็ร้อนเพราะเขาไม่เปิดแอร์ทั้งที่มีแอร์ ก็แปลกดี ผมยืนเหงื่อตกแบกของพะลุงพะลัง มองชะเง้อหาเพื่อนรักที่ไม่ได้พบกันมานาน นับสิบปี

แต่มองหาเพียงใด ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา เจ้ามหาน่าจะมารับผมนะ ไม่ใช่ว่าชวนให้มาเที่ยวแล้วปล่อยเกาะทิ้งให้เดียวดายอยู่ในเมืองแขกเสียแล้วก็ไม่รู้

คนขับแท็กซี่แขกสามสี่คนต่างก็มะรุมมะตุ้มผมกันใหญ่ ตามธรรมเนียมของสนามบินทุกแห่งในโลก แถมทำท่าจะลากผมไปขึ้นรถให้ได้ ปากก็ส่งเสียงภาษาอินโด ซึ่งผมฟังอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง จึงต้องตะโกนบอกเป็นภาษาไทยไปว่าไม่รู้เรื่องโว๊ย นั่นแหละแขกจึงค่อยๆถอยออกไปยืนห่างๆ แต่ตาก็ยังคอยมองมาทางผมอยู่เรื่อย คงจะรอว่าเมื่อไหร่จะเปลี่ยนใจ

ผมรอเจ้ามหาจนเหงื่อที่เปียกโชกนั้นแห้งสนิท ก็ยังไม่เห็นโผล่มา แต่ว่ากันไปแล้ว ผู้หญิงแขกนี้ก็ดูสวยดีนะครับ หน้าตาจิ้มลิ้มดี ฉบับนี้ผมฝอยมากไปหน่อย  เพราะเพิ่งจะเคยเห็นบ้านเมืองแขกอิเหนาเป็นครั้งแรก

อินโดนีเซียเป็นประเทศมุสลิมที่มีคนนับถืออิสลามมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ แต่ตามประวัติศาสตร์นั้นเคยเป็นประเทศที่นับถือศาสนาพุทธมาก่อน และเคยเจริญรุ่งเรืองเป็นอันมากดัง

ปรากฏหลักฐานต่างๆมากมาย อาณาจักรศรีวิชัยก็สันนิษฐานว่าอยู่ในอินโดนีเซียนี้เอง

                ที่ผมตกลงใจมาเที่ยวอินโดนีเซียนี้ก็เพราะความที่อินโดนีเซียเคยเป็นเมืองพุทธมาก่อนนี่เอง โดยเฉพาะเขาเล่าลือกันว่า บาหลีนั้นสวยงามมากและยังเป็นดินแดนเกาะแห่งเดียวที่ยังคงวัฒนธรรมและความเชื่อถือดั้งเดิม(คือฮินดู) มาได้ตลอดจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนั้นสาวบาหลียังได้ชื่อว่า งามและมีเสน่ห์มากด้วย

ซิสเตอร์ คงจะคิดว่า ผมนี่ช่างเต็มไปด้วยกิเลสเสียจริง ความจริงผมชอบเที่ยวไปในดินแดนต่างๆที่มีความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ศาสนาที่ต่างกัน ซึ่งทำให้ผมได้รู้ว่า แท้ที่จริงแล้ว มนุษย์ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด นับถือศาสนาใด สิ่งที่เป็นยอดปรารถนาก็คือ ความสุข ความรัก นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็น จีน แขก ฝรั่ง นิโกร แต่งก็ตกอยู่ภายใต้ความปรารถนานี้ทั้งสิ้น

                ผมยังจำได้ว่า ในช่วงที่เรารับสมเด็จพระสันตะปาปาด้วยกัน ครั้งหนึ่ง ผมเคยถาม ซิสเตอร์ ว่า ศาสนาคริสต์สอนอะไรแก่มนุษย์บ้าง ที่ถือว่าเป็นหัวใจของคำสอน ซิสเตอร์ ตอบว่า หัวใจของศาสนาคริสต์ก็คือ “ความรัก” สองพยางค์นี้เท่านั้น รักอะไร รักในพระเจ้า ทำความดีทุกอย่างเพื่อถวายเป็นสักการะแด่พระเจ้า

คำตอบนี้ถูกใจผมมาก เพราะสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จอมศาสดาก็เช่นเดียวกัน พระพุทธองค์ทรงมีพระทัยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความเมตตา ทรงเห็นภัยของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงทรงลำบากพระวรกาย เพียรพยายามคิดค้นหาสัจธรรม จนในที่สุดก็ได้ค้นพบทุกข์เหตุ และทางที่จะทำให้พ้นทุกข์ ไม่มี เกิด แก่ เจ็บ ตาย อีกต่อไป การค้นพบนี้ เป็นการค้นพบโดยพระองค์เอง ก่อนใครๆทั้งหมดในโลก คือเมื่อ 2,547 ปีมาแล้ว และก็เพราะความรักความเมตตาของพระองค์นั่นเอง จึงทรงอุตสาห์สั่งสอนทางหลุดพ้นนั้นแก่มวลมนุษย์ที่ยังเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสารเป็นเวลาถึง 45 ปี อย่างนี้ถ้าไม่ใช่ความรัก ก็ไม่รู้เรียกว่าอย่างไรแล้ว ชาวพุทธจึงรักพระองค์มากก็คงจะเหมือนกับการที่ ซิสเตอร์ รักพระเจ้านั่นแหละครับ

                วกกลับมาเรื่องเมืองแขกดีกว่าครับ ผมยืนรอเจ้ามหาอยู่นานเกือบชั่วโมงก็เห็นเจ้ามหาในชุดลำลอง ใส่เสื้อบาติกสีน้ำตาลลายดำ กางเกงขาว ดูเหมือนแขกอินโดจริงๆ แถมไว้หนวดอีกด้วย ผมและมันต่างโผเข้าหากันจับมือกันด้วยความดีใจและตื่นเต้นเป็นที่สุด

แววตาของเพื่อนยังเหมือนเดิม คือมีแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ ความเชื่อมั่นและความซื่อ ซึ่งเป็นลักษณะของเจ้ามหามาตั้งแต่เด็ก

                “ขอโทษที ที่ปล่อยให้รอนาน” ทั้งหน้าตาและน้ำเสียงไม่เปลี่ยนไปเลย ผมยิ้มตอบรับคำขอโทษของมัน ลืมความหงุดหงิดทิ้งเอาไว้ที่สนามบิน

                “เดี๋ยวเราจะพานายไปวัดไทย” เจ้ามหาบอกในขณะที่พาผมนั่งรถเก๋งคันงามออกมาจากความจอแจของสนามบินแห่งนั้น

                “อะไร เพื่อนมาทั้งทีจะพาเข้าวัดเลยหรือ” ผมบ่นด้วยรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดี

                “นายมาวันดีจริงๆนะเจ้าเปรียญฯ รู้ไหมว่าวันนี้เป็นวันวิสาขะของชาวพุทธอินโดนีเซีย เรียกว่า วิสัก Visak  0t,udkiจัดงานเวียนเทียนที่วัดพุทธเมตตาเย็นนี้”

                “แล้วนายจะชอบ ชาวพุทธที่นี่เขามีความศรัทธาในพุทธศาสนามากจริงๆ” เจ้ามหาบอกในขณะที่พารถแล่นไปตามถนนที่เรียบและร่มรื่นของนครจาการ์ต้า

                “บ้านเมืองแขกนี่ร่มรื่นดีนะ” ผมอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ เจ้ามหาบอกว่า ใครไปใครมา ต่างก็ทักเป็นเสียงเดียวกันว่า จาการ์ต้าร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาชนิดเรียงรายอยู่ตามถนนทุกสาย ผิดกับกรุงเทพฯราวฟ้ากับดิน

ซิสเตอร์ คงจะเคยไปแถวถนนวิทยุนะครับ ถนนวิทยุนี้ พอจะเปรียบเทียบได้กับถนนหนทางในจาการ์ต้า คือมีต้นไม้ใหญ่ปลูกคลุมฝั่งถนนทั้งสองข้างทำให้ดูร่มรื่นยิ่งนัก ผมไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมผู้บริหารกรุงเทพฯถึงได้ชอบตัดต้นไม้ในที่สาธารณะกันนัก แม้แต่สนามหลวง ในขณะนี้ ต้นมะขามซึ่งเป็นสัญญลักษณ์อย่างหนึ่งของสนามหลวงก็แก่มากร่วงโรยจนเหลือใบเพียงไม่กี่ใบ สมควรที่จะต้องปลูกใหม่ได้แล้ว

บ้านเมืองเราเป็นเมืองร้อน การจะสร้างสิ่งก่อสร้างอะไรก็ตาม ควรจะคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมบ้าง เท่าที่ผมสังเกตดู เราพยายามสร้างอาคารบ้านเรือนเลียนแบบประเทศเมืองหนาว ซึ่งหลงกันว่าทันสมัย ตึกก็ต้องเป็นตึกสูงๆใหญ่ๆ ดูไปทางไหนก็มีแต่หิน ปูนซีเมนต์ กระจก ฯลฯ แต่ต้นไม้ล่ะครับ ตัดกันได้ตัดกันดี พอถึงหน้าร้อนก็เหมือนกับอยู่ในกระทะทีเดียว ร้อนมาก เพราะเราไม่รู้จักใช้ธรรมชาติให้เป็นประโยชน์

อินโดนีเซียโชคดีที่เป็นประเทศเกาะ ลักษณะภูมิประเทศเป็นประเทศที่มีอากาศร้อนแต่ชื้น ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ และรัฐบาลก็มีนโยบายที่จะรักษาต้นไม้เหล่านี้ไว้ด้วย เวลาเราเข้าป่าแล้วรู้สึกสดชื่นที่ได้เห็นต้นไม้เขียวขจีฉันใด ก็เหมือนกันกับผมที่มีความรู้สึกในขณะที่แล่นรถไปตามถนนในนครจาการ์ต้านี้ ซิสเตอร์ มาเห็นแล้วจะต้องชอบแน่ๆเลยเชียว ดีมากครับ (ไม่ใช่เขียวอย่างอื่นนะครับ) เขียวต้นไม้...

                อีกอย่างหนึ่งที่ผมสังเกตก็คือ ถนนหนทางนั้นเรียบและสะอาดดีมาก ส่วนมากเป็นถนนลาดยาง เรียบและดำสนิท ขอบถนนสูง และทาสีจราจรสลับลายขาวดำ ขาวเหลือง ขาวแดง เป็นระยะๆ ดูเพลินตาและเป็นระเบียบดี รถยนต์ที่วิ่งตามท้องถนนก็เช่นกัน ดูจะเป็นรถใหม่ทั้งนั้น และเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นรถญี่ปุ่น

                เจ้ามหาพาผมนั่งรถขับแบบสบายๆผ่านใจกลางเมืองจาการ์ต้า บ้านเรือนที่นี่ส่วนมากเป็นบ้านชั้นเดียว ก่อด้วยอิฐฉาบปูน รูปทรงแบบบ้านสมัยเก่าจริงๆคือหลังคาทรงสามเหลี่ยม มีมุข ปูด้วยกระเบื้องง่ายๆ หน้าต่างเป็นกระจก การที่นิยมสร้างชั้นเดียว

เจ้ามหาบอกว่า เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นประเทศเกาะที่ยังมีภูเขาไฟอยู่ บางลูกก็ยังไม่ดับ มีแผ่นดินไหวบ่อย ชาวบ้านเลยนิยมสร้างบ้านชั้นเดียวป้องกันบ้านถล่มเวลาแผ่นดินไหว เหตุผลตื้นๆแต่ก็น่าฟังดีครับ รถวิ่งมาไม่นานก็มาจอดหน้าบ้านหลังหนึ่ง มีรั้งทำด้วยไม้ไผ่อยู่ตรงมุมหัวถนนแห่งหนึ่ง

                “บ้านใคร” ผมถามอย่างงงๆ

                “ไม่ใช่บ้าน นี่คือวัด” เจ้ามหาตอบผมอย่างยิ้มๆ

                “เราพานายมาดูวัดก่อน เย็นนี้จะมีงานวิสาขะที่นี่ มารู้จักพระเสียก่อน เดี๋ยวจึงจะพานายไปพักที่บ้าน แล้วกลับมาอีกครั้งในตอนเย็น” ผมพยักหน้าอย่างเข้าใจและเดินตามเข้าประตูวัดไป บริเวณบ้านกว้างขวางมาก ปูด้วยกระเบื้องตลอดทั้งในอาคารและนอกอาคาร ตัวบ้านหรืออาคารที่ผมว่านี้ สูงขนาดบ้านสองชั้น แต่ดัดแปลงเป็นห้องโถงใหญ่ หรือจะเรียกว่าโบสถ์ก็คงไม่ผิด เพราะข้างในมีพระพุทธรูปปางสมาธิประดิษฐานอยู่สวยงามมากครับ

                เวลาผมไปไหนๆก็ตาม (โดยเฉพาะต่างประเทศ) และได้พบเจอกับของไทยๆ เช่นในขณะนี้พระพุทธรูปบนโต๊ะหมู่บูชาของไทย ผมจะรู้สึกปลาบปลื้มใจและภูมิใจมาก รู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ผมรีบกราบนมัสการด้วยความเคารพ

ส่วนเจ้ามหาเดินหายไปข้างๆโบสถ์สักครู่หนึ่งก็โผล่มาพร้อมกับพระสงฆ์องค์หนึ่งท่าทางสง่างามและสำรวมน่าเคารพ แปลกนะครับ สีเหลืองของจีวรพระก็เหมือนกัน ผมดูแล้วรู้สึกสงบและสบายใจอย่างประหลาด ซิสเตอร์ เองก็คงเป็นเช่นเดียวกันกระมัง แต่เป็นสีขาว

                ผมรีบทำความเคารพพระภิกษุองค์นั้น และจากการสนทนากันจึงทราบว่าท่านเป็นพระธรรมทูตไทยจากวัดบวรนิเวศน์ มาปฏิบัติงานฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินโดนีเซียนี้ เป็นเวลาสิบกว่าปีแล้ว ท่านมีนามว่า พระวิธูรธรรมาภรณ์

วัดพุทธเมตตานี้ก็เป็นวัดบ้านที่ท่านตั้งขึ้น โดยมีเศรษฐีอินโดนีเซียคนหนึ่งบริจาคให้ท่านสร้างเป็นวัดพุทธศาสนา ท่านเจ้าคุณวิธูรธรรมาภรณ์หรือท่านเจ้าคุณวิญญ์ พูดภาษาอินโดได้คล่องแคล่ว ผมรู้สึกนิยมและชมตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้พบ เราได้สนทนากับท่านได้พอสมควรแก่เวลา จึงลากลับและรับปากว่าจะมาร่วมงานในตอนเย็นด้วย

ก่อนจะจบจดหมายฉบับนี้ ผมอยากจะบอกว่า การมาเที่ยวของผมในครั้งนี้เริ่มน่าสนใจแล้ว ท่ามกลางหมู่ชนที่นับถืออิสลาม ศาสนาพุทธจะเป็นอย่างไร พระธรรมทูตไทยเกี่ยวข้องอย่างไร และการฟื้นฟูศาสนาพุทธในอินโดนีเซียจะเป็นไปในรูปใด เหมือนกับการผจญภัยในแดนสนธยาจริงๆ

                สุดท้ายนี้ ผมขอส่งรูปโปสการ์ดมาให้ดู เป็นภาพบริเวณอนุเสาวรีย์แห่งชาติ ซึ่งอาจจะเรียกว่าจัตุรัสอนุเสาวรีย์แห่งชาติได้เพราะใหญ่โตมาก ที่เห็นในภาพเป็นรูปครึ่งวงกลมขาวๆคือมัสยิด อิสติกัล ซึ่งจัดว่าเป็นมัสยิดอิสลามที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย บางคนบอกว่าใหญ่ที่สุดในโลกเลย ดูในรูปก็คงจะรู้สึกว่าใหญ่จริงๆ มัสยิดแห่งนี้ใช้เวลาสร้างนานถึง 10 ปี (1968) มาเสร็จในปี 1978 โดยมีประธานาธิบดี ซูฮาร์โต เป็นคน ทำพิธีเปิดออย่างมโหฬาร อาคารมัสยิดแห่งนี้สร้างด้วยหินอ่อนทั้งหมด และภายในเรียบๆไม่มีการตกแต่งภาพใดทั้งสิ้น เวลานั่งรถผ่านดูโดมครึ่งวงกลมแล้วสวยงามมากเพราะขาวสะอาด ราวกับยกเอาพระจันทร์มาวางไว้บนพสุธาฉันนั้น เอาละครับ ฉบับหน้าผมจะเล่าให้ฟังต่อถึงเรื่องนครจาการ์ต้า

 

 

                                                                                                ธรรมจงมีแด่ ซิสเตอร์

                                                                                                        จากผม

  

 

ฉบับที่ 3 “ศาสนาพุทธในอินโดนีเซีย”

 

เรียน ซิสเตอร์

               

                ฉบับที่ 3 นี้ ผมรีบเขียนทันทีหลังจากกลับจากงานวันวิสาขะที่วัดไทย นับว่าการมาเที่ยวอินโดนีเซียครั้งนี้ของผมไม่เสียเที่ยว ผมได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างที่น่าประทับใจมากในชีวิต ความศรัทธาที่ดีงามไงครับ

ความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวพุทธที่นี่ ถ้าเป็นแม่ชีคนอื่น ผมคงไม่เขียนมาเล่าให้ฟังหรอก แต่นี่เป็น ซิสเตอร์ ที่ผมเชื่อมั่นว่า คงไม่รังเกียจที่จะรับฟังและรับรู้เรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธให้แม่ชีคริสต์ฟัง ดังที่ผมเคยเขียนในฉบับแรกแล้วว่า ผมคบกับ ซิสเตอร์ ในฐานะที่เราเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ผมมีความเคารพในฐานะที่ ซิสเตอร์ เป็นอยู่ในและผมก็มั่นใจว่า ซิสเตอร์ ก็เคารพในความเป็นพุทธของผมเช่นกัน สิ่งนี้ ทำให้ผมคิดถึง ซิสเตอร์ เสมอ ในขณะนี้ ซิสเตอร์ คงจะรับตำแหน่งใหม่แล้ว ผมยังจำได้และผมก็ขอแสดงความยินดีด้วยจากใจจริง สำหรับตำแหน่ง ผอ.โรงเรียนที่มีชื่อเสียงและมีเกียรตินี้ ถ้าผมมีลูกสาว ผมจะส่งมาเรียนแน่ๆครับ แต่ตอนนี้ ผมยังไม่มีแม้แต่แฟนเลย น่ากลัวว่าจะต้องรออีกนานหน่อยจะครับ เอาละครับ ขอเล่าเรื่องเมืองแขกต่อ แต่ก่อนที่จะเล่าเรื่องเมืองจาการ์ต้า ขอเล่าความเป็นมาของประเทศอินโดนีเซียให้ฟังเสียก่อน

                อินโดนีเซียเป็นประเทศหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่ประมาณ 3,000 เกาะ มีเกาะใหญ่ๆอยู่ 5 เกาะ คือเกาะกาลิมันตันหรือเกาะบอร์เนียว เกาะสุมาตรา เกาะชวา ซึ่งเป็นที่ตั้งของนครหลวง เกาะอีสอีเรียนหรือเกาะนิวกีนี และเกาะสุดท้าย เกาะซุลเวสีหรือเกาะซิลิบีส

                อินโดนีเซียตกอยู่ในความปกครองของฮอลันดาเป็นเวลาเกือบ 400 ปี จึงได้รับเอกราช และตั้งเป็นสาธารณรัฐแห่งอินโดนีเซีย มีธงชาติประกอบด้วยสีแดง และสีขาวอย่างละครึ่ง ตราประจำชาติคือ การูด้า GARUDA อ่านตามภาษาอินโดว่า คะรุดะ หรือ ครุฑ นั่นเอง และถือเอาวันที่ 17 สิงหาคม เป็นวันประกาศอิสรภาพ มี ดร. ซูการ์โนเป็นประธานาธิบดีคนแรก

                คำว่าอินโดนีเซียนั้น มาจากภาษากรีก 2 คำว่า Indos ซึ่งแปลว่า อินเดียตะวันออก กับ นีซอส Nisos ซึ่งแปลว่า เกาะอีกคำหนึ่ง รวมกันเป็น อินโดนีเซีย Indonisia คือหมู่เกาะอินเดียตะวันออก ในปัจจุบันนี้ อินโดฯมีประชากรทั้งสิ้นประมาณ 145 ล้านคน ซึ่งถือว่ามากที่สุดในบรรดาประเทศสมาชิกอาเชียนทั้ง 5 ประเทศ นอกจากประชากรมากแล้ว ทรัพยากรก็มากด้วย กล่าวคืออุดมสมบูรณ์ทั้งแร่ธาตุ น้ำมัน ทรัพยากรที่มีชีวิต และทางด้านเกษตรมากมาย ความมากมายนี้มีอยู่แทบทุกอย่างที่เป็นอินโดฯ เช่น ภาษา ก็มีภาษาต่างๆที่ใช้กันอยู่มากกว่า 200 ภาษา แต่ภาษาที่เป็นทางการมีภาษาเดียวคือ ภาษาอินโดนีเซีย Bahaza Indonedia ซึ่งเป็นรากเหง้ามาจากภาษามาเลย์ เนื่องจากความหลากหลายของอินโดนีเซียนี่เอง จึงมีคำขวัญประจำชาติว่า “แม้จะมีมาก แต่ก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”  Bhinneka Tunggal Ika อ่านว่า ภิ เนกะ ตุงคาล เอกะ หรือจะแปลให้เพราะๆก็ว่า ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแห่งความแตกต่าง

                นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานกันว่า ในอินโดนีเซียนั้นมีมนุษย์อยู่อาศัยมาแล้วตั้งแต่ราวหนึ่งพันปีก่อนคริสตศักราช เป็นพวกใช้เครื่องมือหิน ซึ่งได้มีผู้คนค้นพบในเกาะชวาภาคตะวันตก ต่อมาราว 500 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาวอินเดียซึ่งมีวัฒนธรรมสูงกว่าจึงได้พากันหลั่งไหลเข้ามาสู่อินโดนีเซีย

                ราวพุทธศตวรรษที่ 6 พ่อค้าฮินดูและชาวจีนได้มาเยือนหมู่เกาะเหล่านี้ ชาวฮินดูเป็นจำนวนมากได้ตั้งหลักฐานอยู่ตามเกาะสุมาตรา เกาะชวาและเกาะบอร์เนียว และก็ได้เริ่มเผยแพร่ศาสนาและวัฒนธรรมของตนแก่ชาวพื้นเมือง วัฒนธรรมฮินดูได้ค่อยหยั่งรากลงในเกาะต่างๆและตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 10 เป็นต้นมา ก็ได้เกิดอาณาจักรฮินดูขึ้นหลายอาณาจักรสืบต่อกันมาเรื่อยๆ ปูชณียสถานของฮินดูจำนวนมากมายปรากฏหลักฐานอยู่ตามเกาะสุมาตรา เกาะชวาและเกาะบาหลี

                เป็นที่รู้กันว่า ชาวยุโรปคนแรกที่มาเยือนอินโดนีเซียนั้น คือมาร์โคโปโล Marco Polo ใน ค.ศ. 1292 และในศตวรรษที่ 16 ทหารและพ่อค้าปอร์ตุเกสก็ได้มาเยือนอินโดฯ ในปี ค.ศ. 1596 เรือลำแรกของฮอลันดาก็ได้มาสู่อินโดฯ โดยขึ้นท่าที่เกาะชวา และได้ทำการขับไล่พวกปอร์ตุเกส สเปน และอังกฤษออกไปได้สำเร็จ จากนั้นอิทธิพลของฮอลันดาก็เริ่มแพร่หลายและมั่นคงทั่วเกาะอินโดฯ ในปี ค.ศ. 1610 ก็ได้มีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการประจำหมู่เกาะอินเดียตะวันออกเป็นครั้งแรก ฮอลันดาได้ปกครองอินโดฯ อยู่นานกว่า 300 ปี

                ถึงสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นตีฮอลันดาแตกพ่ายไปจากอินโดฯ แล้วเข้าครองแทน พอญี่ปุ่นแพ้สงครามได้ 2 พัน ดร. ซูการ์โนก็ประกาศอิสรภาพของอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2488 แต่หลังจากนั้น ประมาณ 6 สัปดาห์ กองทหารอังกฤษก็ยกพลขึ้นบกในอินโดฯในฐานะผู้แทนประเทศ ผู้ชนะสงครามในครั้งนั้น รัฐบาลอินโดฯประกาศว่า ต่อไปนี้ ทหารฮอลันดาจะย่างเท้าบนดินแดนอินโดฯไม่ได้เป็นอันขาด แต่อังกฤษก็ยังคงยอมให้ทหารฮอลันดายกพลขึ้นยึดจุดยุทธศาสตร์ของอินโดฯหลายแห่ง กองทหารอินโดฯซึ่งใช้อาวุธญี่ปุ่นจึงเข้าโจมตีขับไล่ทหารฮอลันดา อังกฤษเห็นท่าไม่ดีจึงให้ลอร์ดคิลเลิร์นเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยระหว่างอินโดฯ กับฮอลันดาลงนามกันในความตกลง ณ เมืองลิงกาชาติในเกาะชวา เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2489 ซึ่งโดยความตกลงนี้ รัฐบาลฮอลันดายอมรับรองว่าอินโดฯมีอำนาจปกครองเหนือเกาะชวา เกาะสุมาตราและเกาะมธุรา

แต่แล้วในวันที่ 20 กรกฏาคม 2490 กองทหารฮอลันดาก็ละเมิดความตกลงนั้น โดยเข้าโจมตีชิงดินแดนของอินโดนีเซียแบบโจรไพล่อีก รัฐบาลอินโดฯได้ขอร้องขอความช่วยเหลือไปยังนานาประเทศทั่วโลก สหรัฐฯได้ยื่นมือเข้าไกล่เกลี่ย แต่ไม่สำเร็จ คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติจึงเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิง ศึกสงบเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2490 โดยลงนามในสัญญาสงบศึกกันบนเรืออเมริกันที่ชื่อ เรนวิลล์ แต่ได้เหตุที่ฮอลันดายังกระหายที่จะเป็นเจ้าใหญ่เหนืออินโดนีเซียต่อไป จึงได้ประกาศตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลของอินโดนีเซียขึ้นเองและแถลงว่าจะจัดให้อินโดนีเซียมีการปกครองแบบสหพันธรัฐ มีอิสระและอธิปไตยบริบูรณ์ แต่ให้รวมอยู่กับฮอลันดาเป็นสหภาพเดียวกัน พร้อมกันนั้นฮอลันดาก็ได้เคลื่อนทัพเข้ายึดอินโดนีเซียไว้ทั้งหมด จับตัวประธานาธิบดีซูการ์โน และบุคคลสำคัญอื่นๆคุมขังไว้

ชาวอินโดฯได้ลุกขึ้นต่อต้าน การรบพุ่งได้อุบัติขึ้นทั่วทุกแห่งหน คณะมนตรีความมั่นคงสั่งให้หยุดยิง และให้ฮอลันดาถอยทัพไป แต่ฮอลันดาไม่ยอมฟังคำสั่ง คงดำเนินการรบไปเรื่อยๆ เนห์รู นายกรัฐมนตรีอินเดียจัดให้มีการประชุมกลุ่มประเทศเอเชีย ณ กรุงนิวเดลี เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2492 ประณามการกระทำของฮอลันดาและเรียกร้องคณะมนตรีความมั่นคงให้บังคับฮอลันดายกเอกราชให้อินโดนีเซีย

ด้วยการสู้รบอย่างทรหดของทหารอินโดฯ และแรงกดดันของนานาประเทศ ฮอลันดาจำเป็นต้องหยุดยิง ปล่อยตัวบรรดาผู้นำของอินโดนีเซียและเปิดประชุมโต๊ะกลมที่กรุงเฮกในวันที่ 23 สิงหาคม ศกนั้น ลงมติให้สถาปนาอินโดนีเซียเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐ มีอธิปไตยบริบรูณ์ โดยเป็นสหภาพกับฮอลันดา มีสิทธิเสมอภาคกัน สหพันธ์สาธารณรัฐนี้มีอายุอยู่ถึง วันที่ 17 สิงหาคม 2493 ก็แยกตัวออกจากฮอลันดาอย่างเด็ดขาด ตั้งตนเป็นเอกเทศเป็นสาธารณรัฐ มี ดร.ซูการ์โน เป็นประธานาธิบดีคนแรก

                ครับ ดูแล้วก็น่าเห็นใจชาวอินโดนีเซีย สมัยก่อนมาก เพราะต้องต่อสู้อย่างทรหดเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชจากพวกจักรวรรดิ์นิยม พวกบ้านอำนาจทั้งหลาย และอาจจะเป็นเพราะความที่อยู่ภายใต้การปกครองของต่างชาติมานานนี่เอง พออินโดนีเซียได้รับเอกราช จึงเฉลิมฉลองกันใหญ่โตมโหฬาร สร้างอนุสาวรีย์แห่งชาติอย่างใหญ่โต ให้สมกับการที่โดนกดขี่มานาน ถ้าจะพูดว่าคนอินโดนีเซียชาตินิยมหัวรุนแรงมากที่คงไม่ผิด

                ในด้านศาสนา ดังที่ผมเคยเล่าให้ ซิสเตอร์ ฟังแล้วว่า แต่เดิมนั้น อินโดนีเซียนับถือศาสนาคือ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 แล้ว แต่เป็นพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน นิกายมันตรยาน ซึ่งได้เจริญรุ่งเรืองมากโดยเฉพาะในสมัยของราชวงศ์มัชชปาหิต และในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งได้มีอิทธิพลเข้ามาถึงภาคใต้ของประเทศไทยด้วย แต่แล้วต่อมา เหตุการณ์ได้ผันแปร อินโดนีเซียได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามแหน จึงทำให้ศาสนาพุทธดับหายไปจากดินแดนแห่งนี้

                ซิสเตอร์ครับ ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ เมื่อมีเกิดได้ก็ต้องมีดับได้เป็นธรรมดา หรือที่เรียกว่า “อนิจจัง” นั่นเอง พระพุทธเจ้าทรงกล่าวไว้ไม่มีผิด ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนอนิจจัง ศาสนาก็เหมือนกันครับ เกิดได้ เจริญรุ่งเรืองได้แล้วก็ดับได้

                สาเหตุหนึ่งที่เล่าสืบกันมาก็คือ ในราวพุทธศตวรรษที่ 211 ได้มีกษัตริย์ในราชวงศ์มัชชปาหิต องค์หนึ่ง มีมเหสีที่นับถือศาสนาอิสลาม และกษัตริย์องค์นั้นได้เปลี่ยนมานับถืออิสลามตามมเหสี ทั้งยังได้ขอร้องเชิงบังคับให้พระราชโอรสซึ่งเป็นพุทธหันมานับถืออิสลามด้วย แต่พระราชโอรสไม่ทรงปฏิบัติตามและทรงเห็นว่าถ้าขืนอยู่ต่อไปก็ทรงเกรงจะมีภัย จึงได้ทรงลาพระราชบิดาไปและก่อนไปได้ตรัสว่า “อีก 500 ปีข้างหน้าจะกลับมา” ซึ่งข้อนี้ชาวชวาถือว่าเป็นการพยากรณ์อย่างหนึ่งในบรรดาคำพยากรณ์ว่า พุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรื่องขึ้นอีกครั้งหนึ่งในอินโดนีเซีย (และถ้าจะนับเวลาที่พุทธศาสนาหายไปแล้วก็เป็นเวลา 500 ปีแล้ว พุทธศาสนาก็ค่อยๆเริ่มปรากฏขึ้นจริงๆดังคำทำนาย - ผู้เขียน)

เมื่อพระมหากษัตริย์ได้ทรงหันไปนับถือศาสนาอิสลามเสียแล้ว จึงเป็นการเปิดช่องทางให้ศาสนาอิสลามเข้ามามีอิทธพลเหนือจิตใจคนอินโดนีเซียทั้งหมดจนถึงทุกวันนี้

                จากเรื่องดังกล่าว ผมเห็นว่าการที่ศาสนาพุทธได้ดับหายไปจากอินโดนีเซียนั้น ไม่ได้เป็นการเสื่อมของศาสนาหรอก มนุษย์ต่างหากที่เสื่อมลง จิตใจเสื่อมลง คำสอนนั้นไม่ได้เสื่อมไปด้วย ไม่ได้เปลี่ยนตามกาลเวลา เพราะสัจธรรมเป็นสิ่งที่อยู่เหนือกาลเวลา เหนือยุคสมัย

                ศาสนาพุทธได้ปรากฏตัวอีกครั้งหนึ่ง เมื่ออินโดนีเซียประกาศเอกราชและได้ประกาศใช้หลัก ปัญจศีล 5  เป็นหลักปรัชญาในการปกครองประเทศ คือ

1.       เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า

2.       ความเป็นมนุษย์ผู้มีความยุติธรรมและอารยะธรรม

3.       ชาตินิยม

4.       อธิปไตยแห่งปวงชน

5.       ความยุติธรรมในสังคม

 

ด้วยหลักดังกล่าวนี้เอง รัฐบาลได้ให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา รวมทั้งมีเสรีภาพในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอันไม่ขัดต่อหลักกฏหมายของประเทศ และได้รับรองศาสนาต่างๆ 5 ศาสนาดังนี้

                ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ

                ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค

                ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์

                ศาสนาฮินดูหรือพราหมณี

                ศาสนาพุทธหรือขงจื้อ

 

นอกจากศาสนาที่กล่าวมานี้ ถือว่ากฎหมายไม่รับรอง จากหลักดังกล่าวนี้เอง จึงเปิดโอกาสให้ศาสนาพุทธค่อยๆเริ่มฉายแสงขึ้นทีละน้อยๆ ตั้งแต่ปี 2488 ได้มีสมาคมสตรีธรรมะขึ้นเป็นแห่งแรก โดยยึดปฏิบัติตามหลักคำสอนของขงจื้อ เล่าจื้อ และพุทธ ต่อมา ได้มีชาวอินโดนีเซียเชื้อชาติจีนได้ไปบวชเป็นพระที่พม่า เป็นพระภิกษุรูปแรกเมื่อ พ.ศ. 2497 มีฉายานามว่า พระชินรักขิต ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มฟื้นฟูศาสนาพุทธอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในอินโดนีเซีย หลักจากนั้นได้มีสมาคมทางพุทธศาสนาเกิดขึ้นหลายสมาคม ได้มีการบวชกุลบุตรเป็นพระภิกษุ ทั้งได้มีการแต่งตั้งบัณฑิตทางศาสนาเป็นจำนวนมากเพื่อเป็นผู้ช่วยพระภิกษุในการเผยแพร่พุทธศาสนา แต่ถึงกระนั้นก็ดี การฟื้นฟูก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควรเพราะขาดกำลังคน

                มาถึงตอนนี้ ผมอยากจะบอกซิวเตอร์ว่า ชาวอินโดนีเซียนั้น โชคยังดีที่พุทธศาสนาหายไปเพียง 500 ปี และก็สามารถกลับมาฟื้นฟูอีกครั้งหนึ่ง เราอาจจะกล่าวได้ว่า โดยส่วนลึกแล้ว ความเป็นพุทธอยู่ในจิตใจของชาวอินโดมาตลอด แต่เขาไม่รู้ว่านั่นคือพุทธและผู้ที่จะสอนให้เขารู้ถึงธรรมะก็ไม่มี ฉะนั้น ในระยะแรกของการฟื้นฟูจึงไม่ได้ผลเท่าที่ควร

ในจุดนี้ผมจะขอวกมาถึงชาวพุทธไทยว่า ชาวไทยนั้นโชคดีกว่าชาวพุทธอินโดนีเซียมากที่พุทธศาสนาได้ฝังรากมั่นคงมาเป็นเวลาช้านาน เป็นศาสนาประจำชาติ แต่...อนิจจา คนไทยกลับไม่ตระหนักถึงความโชคดีนี้ คนไทยพอใจที่จะเป็นพุทธแต่เพียงในนาม แต่วิถีชีวิตทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ไม่ได้เป็นพุทธเลย

ลองดูซิครับ ในสังคมไทยปัจจุบันนี้ มีอะไรเหลือให้เราภูมิใจบ้าง นับกันลงมาตั้งแต่ผู้บริหารประเทศทั้งหลายที่มีเกียรติ วันๆหนึ่งทำอะไรบ้าง นอกจากออกงานสังคม โกงกิน ใช้อิทธิพลค้าของเถื่อน เล่นการพนัน สารพัดจะเป็น ล้วนเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีทั้งนั้น ข้าราชการก็เหมือนกัน ทำเสียชื่อเสียงเสียเกียรติยศ ไม่รับผิดชอบในหน้าที่ ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ยิ่งเอกชนยิ่งแล้วใหญ่ ทำทุกอย่างเพื่อเงิน ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเลย ผลจากการที่ผู้ใหญ่ที่อ้างตนว่าเป็นชาวพุทธกระทำนี้เอง ทำให้เด็กๆและเยาวชนไทยได้รับแบบอย่างที่ไม่ดี นอกจากนั้นสิ่งแวดล้อมต่างๆก็ยังเอื้ออำนวยไปในทางที่ไม่ดีอีก ผมขอยกตัวอย่างเล็กๆน้อยเช่น หนังสือ ต่างๆที่ปรากฏบนแผงหนังสือทั่วไปในกรุงเทพฯและทั่วประเทศนั้น เป็นหนังสือที่เป็นพิษเป็นภัยต่อเยาวชนทั้งนั้น ตั้งแต่หน้าปกที่นำเอาภาพผู้หญิงแต่งตัวในชุดแทบจะเปลือย และแสดงท่าทางไปในทางอนาจาร ลามก ฯลฯ หนังสือเหล่านี้ ผ่านการตรวจมาได้อย่างไร ยิ่งเนื้อหาด้วยแล้ว ทำให้คิดว่าสังคมเรานี้เป็นสังคมพุทธหรือเปล่า ยังเป็นอยู่หรือเปล่า นอกจากหนังสือแล้วก็ยังมี วีดีโอ ภาพยนตร์ต่างๆ ซึ่งล้วนแต่ไม่เหมาะกับเด็กและเยาวชนไทยเลย แต่ก็ดูไม่มีใครเดือดร้อน หรอคิดที่จะแก้ไข หรือปรับปรุงสิ่งเหล่านี้เลย ผลจากการที่ผู้ใหญ่รับผิดชอบในเรื่องเหล่านี้ละเลยต่อหน้าที่ ก็คือข่าวที่ลงในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกๆวันนั่นเอง เป็นข่าวเกี่ยวกับอะไรรู้ไหมครับ ผมจะเรียกว่าข่าวที่ประจานความเป็นพุทธของเรา เพราะล้วนเป็นการผิดศีล 5 ทั้งนั้นเลย ศีล 5 เป็นศีลของฆารวาสที่ปฏิบัติง่ายที่สุดแล้ว เป็นทางสายกลางที่มนุษย์ที่ยังไม่หมดกิเลสอย่างพอที่จะรับได้ แต่...อนิจจา ปัจจุบันนี้ ไม่มีใครพูดถึงเรื่องศีลเลย มีแต่พูดถึงเรื่องเงิน เรื่องความฟุ้งเฟ้อ เรื่องเริงร่าทั้งหลาย ความมีหน้ามีตา ความมีเกียรติ และความมีอำนาจ ฯลฯ

                ผมมีความรู้สึกว่า ถึงแม้ว่าประเทศไทยเราจะเป็นประเทศที่นับถือศาสนาพุทธมาเป็นเวาลาช้านานก็ตาม แต่เราเห็นจะต้องมาฟื้นฟูศาสนาพุทธกันใหม่ เพราะความเป็นพุทธที่เรามีอยู่นั้น มันแทบจะไม่เหลือร่องรอยอยู่เลย มันเหือดแห้งไปกับลมกิเลสทั้งหลายที่พัดกระหน่ำอยู่ทุกวัน ฟังดูก็ตลกดีนะครับ ฟื้นฟูศาสนาพุทธในเมืองพุทธเช่นประเทศไทยนี้ แต่ผมเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องฟื้นฟูศาสนาพุทธขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่มันจะสายเกินไป ฟื้นฟูให้ความเป็นพุทธของชาวพุทธไทยมีมากขึ้น ฉะนั้น การมาเที่ยวอินโดนีเซียครั้งนี้ จึงนับว่าเป็นประโยชน์ในแง่ได้ดูการฟื้นฟูศาสนาพุทธในอินโดนีเซีย เพื่อนำมาฟื้นฟูในประเทศไทยบ้าน ซิสเตอร์ ว่าดีไหมครับ

                เรามาดูกันต่อนะครับ ว่าพระชินรักขิตได้บวชเป็นพระภิกษุองค์แรกของอินโดนีเซียและเป็นผู้ที่พยายามฟื้นฟูพุทธศาสนาในดินแดนแห่งนี้ให้กลับเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง ตามคำทำนายว่า 500 ปีจะกลับมาอีก แต่งานนี้เป็นงานใหญ่มาก ลำพังพระชินรักขิตองค์เดียวไม่สามารถจะทำได้แน่ แต่จะทำอย่างไรล่ะ จะขอความช่วยเหลือจากใครได้ พระพุทธศาสนาในประเทศแถบนี้มีที่ไหนที่เจริญรุ่งเรืองและมั่นคงพอที่จะช่วยได้บ้าง พระชินรักขิตพิจารณาดูแล้ว พม่าเองก็เป็นประเทศที่ปิด มีปัญหาภายใน อินเดียเองก็อยู่ในสภาพที่พราหมณ์ครองบ้านครองเมืองอยู่ พุทธศาสนาแทบจะไม่มีบทบาทเลย ลังกาเองก็ไม่มั่นคงพอที่จะช่วยได้ ลาว เขมร เวียดนามก็พังไปหมดไม่ต้องพูดถึง ก็มีเหลืออยู่แต่ประเทศไทยที่ศาสนาพุทธมั่นคง และบ้านเมืองสงบพอที่จะช่วยเหลือได้ และก็เป็นการบังเอิญเหลือเกินครับที่ว่า ในปี 2511 เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร(สุวฑฒนเถร) วัดบวรนิเวศวิหาร ครั้งยังดำรงสมณศักดิ์ที่พระสาสโสภณ พร้อมด้วยคณะได้เดินทางไปดูกิจกรรมพุทธศาสนาที่ประเทศอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์ และได้มีโอกาสพบกับพระชินรักขิต พระชินรักขิตจึงได้ขอให้ทางคณะสงฆ์ไทยจัดส่งพระธรรมทูตไปช่วยฟื้นฟูศาสนาพุทธในอินโดนีเซีย ซึ่งเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรก็ได้รับหลักการมาดำเนินการ

                ต่อมาในปี 2512 พระชินรักขิต ได้เดินทางมาประเทศไทย และได้ยกเรื่องที่เคยขอไว้ พร้อมกับทำหนังสือยื่นต่อสมเด็จพระญาณสังวร เพื่อขอพระธรรมทูตไทยไปช่วยฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินโดนีเซียอีกครั้งหนึ่ง ทางคณะสงฆ์ไทย ร่วมกับกรมศาสนาในนามของรัฐบาลไทยจึงได้ตกลงส่งพระธรรมทูตไทยชุดแรก จำนวน 4 รูปไปสู่ประเทศอินโดนีเซีย สนองความต้องการของชาวพุทธอินโดนีเซีย พระสงฆ์ 4 รูป ในครั้งนั้นคือ             1. พระครูปลัดอรรถจริยานุกิจ (วิญญ์  วิชาโน) วัดบวรนิเวศ (ต่อมาเป็นพระราชาคณะที่ พระวิธูร  ธรรมมาพรณ์)

                2. พระครูปลัดสัมพิพัฒน์วิริยาจารย์ (บุญเรือง ปุญญโชโต) วัดพระศรีมหาธาตุ ต่อมาเป็นพระราชาคณะที่ พระสุวีรญาณ

                3. พระมหาประแทน  เขมทสสี   วัดยานนาวา ต่อมาเป็นพระครูศรีวิเทศธรรมคุณ

                4. พระมหาสุชีพ  เขมจาโร   วัดระฆังโฆษิตาราม

 

                พระธรรมทูตทั้ง 4 รูป ได้ออกเดินทางไปสู่นครจาการ์ต้าเมื่อวันที่ 25 กรกฏาคม 2512 นั่นเอง

                นี่คือจุดเริ่มต้นการเผยแพร่และฟื้นฟูพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทยในอินโดนีเซีย ซึ่งมีประวัติการต่อสู้ที่ยาวนานอย่างน่าสรรเสริญ โดยเฉพาะพระวิธูรธรรมาภรณ์ ซึ่งตั้งแต่ 2512 เป็นต้นมา ท่านได้ยืนหยัดปฏิบัติภาระกิจอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ในบางช่วงปรากฏว่าเหลือท่านอยู่องค์เดียว แต่ท่านก็ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว

                การที่พระธรรมทูตไปฟื้นฟูพุทธศาสนาในต่างประเทศนี้ ถือได้ว่าประเทศไทยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ว่าได้ ที่ทรงแนะทางสว่าง หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดให้ เพราะการที่ประเทศไทยได้รับพุทธศาสนาและเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะได้รับการเผยแพร่จากพระสมณทูตจากลังกา คือ พระสมณทูตโสภณเถระ และอุตตราเถระ เช่นเดียวกัน

                พระพุทธเจ้านั้น ท่านได้ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณในวันเพ็ญเดือน 6 เป็นเวลา 2572 ปีมาแล้ว พระองค์ได้เสียสละลำบากพระวรกายเป็นเวลา 45 ปี เพื่อทรงประกาศพระพุทธศาสนาแก่ชาวโลก รวมทั้งได้ส่งพระสาวกออกไปประกาศพุทธศาสนาครั้งแรกด้วย 60 องค์ ด้วยพระพุทธดำรัสที่ปรากฏในพระไตรปิฏก เล่ม 4 มหาวรรค หน้า 39 ว่า “จรถ ภิกขเว จาริก พหุชนหิตาย พหิชนสุขาย โลกานกมปาย ตถถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสสาน..” ซึ่งแปลว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ขอท่านจงเที่ยวไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่อสงเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย... “แม้เราก็จะไปสู่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม...” อันมีผลให้พระพุทธศาสนาแผ่ไปทั่วประเทศอินเดียและบริเวณใกล้เคียง

                เป็นอย่างไรบ้างครับ ประวัติความเป็นมาของการฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินโดนีเซีย น่าสนใจมากใช่ไหมครับ ฉบับนี้เลยไม่มีโอกาสเล่าเรื่องงานวิสาขะเมื่อตอนให้ฟังเลย เอาไว้ฉบับหน้าก็แล้วกันครับ เป็นงานที่น่าประทับใจมาก สวัสดีครับ

 

                                                                                                ธรรมะจงมีแด่ ซิสเตอร์

                                                                                                             จากผม

 

 

ฉบับที่ 4 “วิสาขะที่จาการ์ต้า”

 

เรียน ซิสเตอร์

 

                เช้านี้เป็นเช้าแรกของผมในจาการ์ต้า เมื่อคืนนี้นอนหลับสบายมากครับ และก็เป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งของชาวพุทธที่ก่อนนอนจะต้องสวดมนต์ระลึกถึงคุณของพระพุทธธรรม พระสงฆ์ ตบท้ายด้วยการแผ่ส่วนกุศลที่ทำมาให้แก่เจ้าที่เจ้าทาง ทั้งหลาย พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย พี่น้อง ญาติสนิทมิตรสหาย ตลอดจนสัตว์ทั้งหลายในสากลโลก ผมว่าเสียยาวเลยครับ ทั้งนี้ไม่ลืมที่จะแผ่ส่วนกุศลให้ ซิสเตอร์ ด้วย ด้วยความคิดถึง ถึงแม้ ซิสเตอร์ จะนับถือศาสนาอื่น คนละศาสนากับผม แต่ถ้าคิดว่ายังเป็นมนุษย์อยู่ก็ต้องได้รับส่วนกุศลที่ผมแผ่ให้อย่างแน่นอน การแผ่ส่วนกุศลในศาสนาพุทธเป็นสิ่งสำคัญมาก เป็นการแสดงความเมตตาหรือกรให้ทานอย่างหนึ่ง เมื่อเราทำดีหรือทำบุญกุศล เราก็ไม่คิดจะเก็บความดีนั้นไว้คนเดียว แต่เรายินดีจะแผ่ความดีและความสุขนั้นให้แก่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามที่ต้องการ เปรียบเสมือนการแบ่งอาหารให้แก่ผู้ที่หิวโหย มีบางคนครับที่สงสัยว่า ถ้าเราทำบุญแล้วแผ่ส่วนกุศลบุญนั้นให้บุคคลต่างๆ จะไม่ทำให้บุญที่เราทำได้รับน้อยลงหรือ...ไม่เลยครับ บุญที่คนเราทำนั้น ถ้าทำครบองค์ กล่าวคือ ถึงพร้อมทั้งการกระทำและจิตใจ ก็จะได้บุญเต็มที่ เปรียบเสมือน เราจุดเทียนขึ้นมา 1 แท่ง ผลบุญที่เราได้รับก็คือเทียนแท่งนี้เอง เทียนที่จุดติดก็จะทำให้เกิดแสงสว่าง และความร้อน สามารถใช้ประโยชน์ได้ตามปรารถนา ดวงไฟและแสงเทียนและคุณประโยชน์เหมือนกันทุกประการ การต่อเทียนของเขานี้ก็มิได้ทำให้เทียนเล่มแรกของเราลดความร้อน หรือลดความสว่างลงไปเลย และแม้จะมีคนมาต่อเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนคน แสงสว่างของเทียนก็ยังเหมือนเดิม ไม่ได้หายไปไหน นี่แหละครับการแผ่ส่วนกุศล ส่วนบุญอันยิ่งใหญ่และมีพลังยิ่งนัก ฉะนั้น ผมจึงอยากจะพูดว่า จงสร้างดวงไฟดวงน้อยๆนี้ในใจของตนเอง ทุกวัน ทุกเดือน ทุกเวลา และจงยื่นดวงไฟนี้ให้แก่ทุกคนที่ต้องการ ซิสเตอร์ คงจะคิดว่า ผมนี่ พอตื่นขึ้นมาก็พล่ามใหญ่ ครับ ก็เจ้ามหามันจัดห้องให้ผมนานราวกับผมเป็นบุคคลสำคัญมาจากไหนก็ไม่รู้ บ้านเจ้ามหาเองก็เป็นบ้านสองชั้นสวยงามมาก ราวกับถอดแบบมาจากยุโรป

                แม้จะเป็นเพียงวันแรกของการเที่ยวอินโดนีเซีย แต่ผมบอกได้ว่า สิ่งที่ผมประทับใจมากที่สุดนั้น ไม่ใช่ความสวยงามของตึกรามบ้านช่องที่ใหญ่โต ไม่ใช่ถนนหนทางที่เรียบร้อย ไม่ใช่ผู้หญิงที่หน้าตาจิ้มลิ้ม นัยตาหวานกึ่งแขกกึ่งจีนและก็ไม่ใช่หมูสะเต๊ะที่ขึ้นชื่อลือ ชาด้วย แต่ความประทับใจของผมคือ ชาวพุทธอินโดนีเซียและพระธรรมทูตไทย ประทับใจมากที่สุดเลย ใครก็ตามที่มีหัวใจ ถ้ามาพบก็จะต้องประทับใจเช่นเดียวกัน พูดถึงเรื่องพระธรรมทูตแล้ว ผมก็อยากจะบอกให้ฟังว่า ผมเคยพบและเห็นการทำงานของพระธรรมทูตไทยในต่างแดนมาหลายประเทศ ซึ่งพระธรรมทูตทั้งหมดก็ล้วนเป็นผู้ที่ควรยกย่องในความเสียสละ ที่ท่านกระทำอยู่ แต่ถ้าจะพูดถึงความลำบากแล้ว อินโดนีเซียเป็นประเทศหนึ่งที่การเผยแพร่พุทธศาสนาเป็นไปด้วยความยากลำบาก ผมตั้งใจจะพูดว่า พระธรรมทูตอินโดไทยในอินโดนีเซียนั้น นับว่าสุดยอดแล้ว เพราะในประเทศอื่นๆนั้น เป็นประเทศที่เจริญแล้ว และพระธรรมทูตก็มักจะอยู่ในที่ที่มีคนไทยอาศัยอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นที่พึ่งของคนไทยที่อยู่ต่างแดนได้ดี ซึ่งความลำบากต่างๆก็คงจะมีบ้างแต่คงไม่มาก แต่สำหรับที่อินโดนีเซียแล้ว นอกจากจะเป็นประเทศมุสลิม ซึ่งเป็นพวกที่เคร่งศาสนามากแล้ว ยังเป็นประเทศที่ยังไม่เจริญ คนไทยก็ไม่มีมากเหมือนประเทศอื่นๆ ความเป็นอยู่ของประชาชนอยู่ในสภาพแย่เป็นปรกติ ดังนั้น ความเป็นอยู่ของพระธรรมทูตจึงไม่ต่างกับความเป็นอยู่ของคนอินโดฯเท่าไหร่ คือลำบากมาก จำนวนพระธรรมทูตก็น้อย และรู้สึกว่าจะยังไม่มีมูลนิธิ หรือกองทุนช่วยเหลือเลย ผิดกับวัดไทยในประเทศอื่นๆที่ดูจะมีความพร้อมความสบาย มีปัจจัยมากกว่าวัดในเมืองไทยบางวัดเสียอีก ถ้าจะพูดให้ตรงจุดก็คือ วัดไทยในอินโดนีเซียนั้นไม่ได้รับการเหลียวแลเลย และงานที่พระธรรมทูตปฏิบัติอยู่นี้ก็หนักมาก ถ้าคิดว่าในขณะนี้มีชาวพุทธอินโดนีเซียประมาณ 10 ล้านคน แต่มีพระธรรมทูตอย่างเพียง 2 องค์ พระอินโดนีเซียอีกประมาณ 3- 4 รูป สรุปแล้ว 14 ต่อหนึ่งล้าน ไม่ใช่เรื่องสนุกเลย เท่าที่ผมทราบมา ในแต่ละวันพระสงฆ์จะรับนิมนต์จากชาวพุทธอินโดฯแทบจะ 24 ชั่วโมงเลย เพราะความศรัทธาและความต้องการ ผู้รู้ที่จะแนะนำแนวทางปฏิบัติทางพุทธศาสนามีมาก บางครั้งผู้นิมนต์ก็ไม่ค่อยรู้ประเพณีเท่าไหร่ จึงทำให้เกิดความลำบากแก่พระธรรมทูตเป็นอย่างยิ่ง เช่น ไม่รู้ว่าพระจะฉันอาหารได้ก่อนเวลาเพลเท่านั้น หลังเพลไปแล้วฉันไม่ได้ ฉะนั้นเวลาที่เขานิมนต์ใกล้เวลาเพล พระสงฆ์ก็จำเป็นต้องไป ซึ่งบางครั้งก็อยู่ไกลวัดมาก ระยะเวลาที่เดินทางไปถึงก็เพลพอดี หรือหลังเพลแล้ว พระก็เลยอดฉันสำหรับวันนั้น ยิ่งกว่านั้น ฆาราวาสบางคนก็ไม่ทราบว่าจะต้องถวายอะไรแก่พระสงฆ์บ้าง ตามปรกติคนที่นี่ไม่นิยมถวายของพระ คือทำทานไม่เป็น นิมนต์พระไป ก็ปล่อยให้พระไปเอง พระไปถึงก็ไม่ถวายอะไรแก่พระเลย ดังนี้เป็นต้น ฉะนั้น การเผยแพร่พุทธศาสนาในอินโดนีเซียจึงไม่ใช่เรื่องสบายและง่ายเลย จึงไม่น่าแปลกที่หลังจากพระธรรมทูต 4 รูปได้ไปปฏิบัติศาสนากิจได้ไม่กี่ปี ก็เหลือท่านเจ้าคุณวิญญ์ ต่อสู้ต่อไปอยู่รูปเดียว

                เอาละครับผมจะเล่าเรื่องงานวิสาขะที่วัดเมื่อเย็นวานให้ฟัง...ผมกับเจ้ามหาไปถึงวัดอีกครั้งหนึ่งประมาณหกโมงเย็น ผู้คนเริ่มทะยอยกันมาบ้างแล้ว ตั้งแต่หน้าประตูรั้งเลยครับ มีหนุ่มสาวทั้งจีนและแขก หน้าตาสดใส ยืนให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเอง โดยทราบว่าเป็นนักเรียนอาสาสมัคร มีการแจกหนังสือสวดมนต์และประวัติความเป็นมาของวันวิสาขะด้วย เท่าที่ผมสังเกตุดู รู้สึกว่ามีการทำงานที่ดีมาก คือ แบ่งระบบกันได้ดี และดูทุกคนแข็งขัน ตั้งใจทำงานมาก ภายในโบสถ์ บัดนี้มีชาวพุทธทั้งชาวหญิงจับจองที่นั่งกันจนเต็มไปหมด โดยเขาแบ่งไว้เลยว่า ผู้หญิงนั่งทางขวา ผู้ชายนั่งทางซ้าย ห้ามปะปนกัน ซึ่งดูเป็นระเบียบดี  ผมกับเจ้ามหายืนสังเกตุการณ์อยู่สักพักหนึ่งจึงค่อยๆพาตัวเองเลาะตามทางเดินข้างนอกๆไปนั่งข้างหน้า ติดกับพระประธาน อาศัยที่มีกล้องถ่ายภาพคล้องคออยู่ด้วย เลยไม่เป็นที่หมั่นไส้ของใครเท่าไหร่ (ผมคิดไปเอง) ครับ ผมจะสารภาพบาปอันหนึ่งกับ ซิสเตอร์ คือว่า ในขณะที่ผมนั่งอยู่ข้างหน้าติดกับพระประธานนั้น ผมมีความรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า ผมมีศักดิ์ศรีสูงกว่าพวกชาวพุทธอินโดนีเซียที่นั่งกันหน้าสลอนอยู่นี้ ถ้าพูดกันตามประสาชาวบ้านก็ทำนอง “ข้าดีกว่าเอง มันคนละชั้นกันโว้ย ข้ามันชาวพุทธสยาม ชาวพุทธที่เจริญแล้ว ส่วนเอ็งมันเริ่มจะเป็นพุทธไม่นานนี้เอง...” มันเป็นความรู้สึกเลวๆที่แว๊บเข้ามาในตัวสมองจริงๆ ความคิดที่หลงผิดช่างน่าละอายเสียจริงๆ เพราะถ้าจะพูดกันแล้ว ชาวพุทธบ้านเราที่นับถือไปอย่างนั้น ไม่เคยสนใจเลย ถ้าไม่เดือดร้อนจริงๆละก้อไม่เคยเข้าวัดเลย

                ความคิดดังกล่าวที่ผิดของผมนั้น ผมคิดไม่ได้นานหรอก เมื่อชาวพุทธอินโดฯก็เริ่มพิธีด้วยการสวดสรรเสริญพุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณ ต่อด้วยอาราธณาศีล ทั้งชาย หญิง เด็กเล็ก รวมทั้งคนแก่ ต่างเปล่งเสียงสวดอันดังและเต็มไปด้วยความตั้งใจ ศรัทธาอย่างแรงกล้า จิตใจของผมถึงกับตะลึง ทึ่ง และยอมรับในที่สุด ว่าที่เราคิดว่าเราดีกว่าเพราะเรานับถือพุทธมานานนั้นผิดถนัดเลย ความศรัทธาของชาวพุทธที่นี่ชนะบ้านเราขาดเลย เจ้ามหาบัดนี้นั่งอมยิ้มมองดู ผมอย่างถูกใจ ราวกับจะรู้ถึงความรู้สึกของผม มิน่าล่ะ มันไม่ได้เล่าอะไรให้ผมฟังเลย ได้แต่บอกว่า เดี๋ยวได้ดูอะไรดีๆ นี่เองที่เจ้ามหามันเรียกว่าของดี ความศรัทธาไงครับ

                “ทึ่งไหม เจ้าเปรียญ” เจ้ามหาสะกิดผม กระซิบบอกอย่างชอบอกชอบใจ

                “เรามาใหม่ๆก็เหมือนอย่างนายนี่ละ แต่พอได้เห็นก็ต้องยอมรับว่าเขามีความศรัทธามากและตั้งใจปฏิบัติมาก ถ้ามีพระหรืออาจารย์ที่เก่งมาสอนนั่งสมา
ธิละก้อ คงไปกันไกลเ
ลย”

                “ใช่แล้ว ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ” ผมพนักหน้ายอมรับอย่างสุดดี

                ท่านเจ้าคุณวิธูรธรรมาภรณ์ หรือเจ้าคุณวิญญ์ หัวหน้าพระธรรมทูตไทยในอินโดนีเซีย ได้เล่าให้ฟังว่า ชาวพุทธอินโดฯมีศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก ทุกหนทุกแห่งต้องการพระ ต้องการวัด ต้องกรผู้รู้ไปนำในการปฏิบัติธรรม เขามองไม่เป็นใครนอกจากประเทศไทยเท่านั้น ที่มีพุทธศาสนามั่นคงและพร้อมที่จะช่วยเขาได้ เพื่อให้เห็นภาพพจน์ ผมจะขอยกคำพูดของท่านเจ้าคุณวิญญ์ที่พูดในโอกาสพิธีเปิดโรงเรียนพุทธศึกษาในอินโดนีเซียแห่งหนึ่ง ซึ่งมีพระสงฆ์จากประเทศไทยร่วมในพิธีด้วยหลายรูป (เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2518) น่าประทับใจมาก ดังนี้

                “ขอขอบคุณพระเดชพระคุณทั้งหลายที่ได้สละเวลามาเยี่ยมเยียนชาวพุทธในถิ่นนี้ ทำให้กระผมและชาวพุทธในถิ่นนี้รู้สึกปิติ ตื้นตันจนไม่สามารถจะอธิบายได้ ความเป็นไปของชาวพุทธในถิ่นนี้เป็นอย่างไร ท่านทั้งหลายก็ได้เห็นแล้ว พวกเขายังขาดความอบอุ่น ขาดกำลังสนับสนุน ทั้งกำลังทรัพย์ กำลังคน กำลังสติปัญญาและกำลังวัสดุอุปกรณ์ แต่ถึงแม้ว่าการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในถิ่นนี้ของโลก จะเป็นไปด้วยความยากลำบากเพียงไร กระผมจะขอยืนยันว่าจะไม่ถอยกลับเป็นอันขาด จะขออยู่เพื่อเป็นเพื่อนและให้ความอบอุ่นใจแก่ชาวพุทธในถิ่นนี้สืบไป เพื่อเป็นการบูชาคุณของพระพุทธศาสนา อนึ่ง ปัจจุบันนี้เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่า ภัยของพระพุทธศาสนาได้คืบคลาเข้ามาแล้วในประเทศเรา ฉะนั้น จึงควรได้สนับสนุนการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในถิ่นนี้และแม้ถิ่นอื่นๆของโลก เพื่อที่จะได้เป็นที่มั่นของพระพุทธศาสนาอีกแห่งหนึ่งต่อไปในอนาคต ”

                ผมอ่านแล้วรู้สึกตื้นตันและชื่นชมหลายๆอย่างด้วยกัน คือตื้นตันในความศรัทธาของชาวพุทธที่นี่ แม้เพิ่งจะเริ่มต้นก็มีความตั้งใจมาก และการที่ชาวพุทธอินโดฯร้องขอความช่วยเหลือจากไทยก็เป็นสิ่งที่น่าประทับใจมาก เพราะเป็นการขอธรรมมะ ขอความดี ขอสิ่งที่ดี นับว่ามีศรัทธามาก ลองดูสังคมบ้านเราซิครับ จะมีสักกี่คนที่ขอธรรมมะ ขอความดี ส่วนมากจะขอแต่ลาภ ยศ เงินทอง ตำแหน่งอันมีเกียรติ สิ่งอำนวยความสุขทั้งหลายที่ฟุ้งเฟ้อ ฉะนั้น การที่ชาวพุทธอินโดฯขอธรรมนี้ ชาวพุทธไทยจะใจดำได้ลงคอเชียวหรือ

                อีกอย่างหนึ่งที่ผมประทับใจ คือความเสียสละและความเด็ดเดี่ยวของท่านเจ้าคุณวิญญ์ ในการฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินโดฯ โดยเฉพาะที่ท่านพูดในวรรคสุดท้ายว่า ภัยของพระพุทธศาสนาได้คืบคลานเข้ามาแล้วในประเทศไทย ผมยิ่งชื่นชมมากยิ่งขึ้น เพราะจะหาใครที่ห่วงศาสนาประจำชาติ ห่วงประเทศชาติ เช่นนี้หาไม่ง่ายสมควรที่ชาวพุทธไทยจะตื่นจากการหลับใหลเสียที ตื่นจากความหลงว่าตัวเองเป็นพุทธแล้ว แต่เป็นแต่เปลือก คนไทยควรฟื้นฟูศาสนาพุทธเสียใหม่เพราะเท่าที่ผ่านมาไม่ได้ต่างกับคนไม่มีศาสนาเลย เป็นพุทธแต่ในนาม

                พูดถึงเรื่องการฟื้นฟูศาสนาพุทธนี้ มีหลักการบางอย่างที่เราสามารถนำมาใช้ เป็นตัวอย่างจากการฟื้นฟูศาสนาของอินโดนีเซีย คือ บัณฑิตทางพุทธศาสนา ซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นผู้ช่วยพระสงฆ์ในการสั่งสอนญาติโยม บัณฑิตทางพุทธศาสนานี้ ถ้าจะพูดไปแล้วก็คือมัคทายกบ้านเรานั่นเอง จะต่างกันก็ตรงที่ว่า มัคทายกนั้น มักจะเป็นบุคคลที่คุ้นเคยกับวัด กับพระมากที่สุดของกลุ่มชนนั้น หรือหมู่บ้านนั้น แต่บัณฑิตของอินโดฯนั้นมีระบบและขั้นตอนที่ละเอียดมาก ผมจะเล่าให้ ซิสเตอร์ ทราบดังนี้

                อุมัตพุทธ คือ บุคคลซึ่งได้รับนับถือศาสนาพุทธแล้ว คือถึงพระพุทธ

                ติ สรณะ คือ ชาวพุทธซึ่งถึงพระรัตนตรัยตามพิธีพุทธมามกะ

                พาละอุบาสก คือ ผู้ผ่านพิธีพุทธมามกะและถือศีล 5

                อุบาสก อุบาสิกา คือ ผู้ถือศีบ 5 เป็นนิจศีล

                พาละอนุบัณฑิต คือ ผู้มีความรู้ความสามารถพอสั่งสอนเขาได้ พร้อมกับ

     สามารถนำประกอบพิธีทางพุทธศาสนา

                ศรี ธรรม คือ ผู้มีความรู้ทางพุทธศาสนาสอนผู้อื่นได้ดี

                มหาบัณฑิต มหาอุบาสก อันเป็นชั้นสูงสุดของผู้เป็นพุทธมามกะ

 

                จากลำดับขั้นต่างๆนี้ พอเป็นแนวความคิดที่จะฟื้นฟูศาสนาพุทธบ้านเราได้ พูดแล้วก็อาจจะฟังดูตลก ฟื้นฟูศาสนาพุทธในเมืองพุทธเช่นประเทศไทย แต่ถ้าเรามองอย่างพิจารณาแล้ว จะเห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการฟื้นฟูศาสนาพุทธเช่นประเทศไทย เพราะยิ่งนับวัน จิตใจของคนไทยนับจะเสื่อมลงอย่างเห็นได้ชัด และเรื่องเลวร้ายต่างๆในสังคมก็ดูจะยิ่งกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปทุกที เรามัวหลงภูมิใจว่าเราเป็นเมืองพุทธ ไม่น่าห่วง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ครับ ปรากฏว่า คนทำชั่วมีมากกว่าคนดี และจะมากขึ้นเรื่อยๆถ้าเราไม่ฟื้นฟูพุทธศาสนากันใหม่ นี่เป็นความคิดธรรมดาของผม ซึ่งถ้าใครเห็นว่ามีประโยชน์ จะนำไปทดลองดูก็จะดี การแต่งตั้งเป็นบัณฑิตอาจจะช่วยให้คนหันมาสนใจพุทธศาสนามากขึ้น คล้ายว่าเป็นการทำกิจกรรม และบัณฑิตแต่ละคนก็ควรจะมีการอบรมเรื่องพุทธศาสนาให้รู้เรื่องดีพอ บัณฑิตนี้ก็จะเป็นแกนที่จะชักชวนให้คนอื่นสนใจพุทธศาสนายิ่งขึ้นต่อไป ฉะนั้น ถ้าเราสามารถสร้างบัณฑิตได้มาก โดยเฉพาะเยาวชน หนุ่มสาว ก็เชื่อว่าจะเป็นวิธีหนึ่งที่จะฟื้นฟูพุทธศาสนาในประเทศไทยได้ดี ซิสเตอร์ เห็นว่าเป็นอย่างไรบ้างครับ ถึงแม้จะเป็นคริสต์ แต่ถ้าจะให้ความคิดเห็นด้วยผมก็ยินดี ทั้งนี้เพื่อช่วยกันสร้างสรรค์สังคมไทย

                คงจะไม่เบื่อก่อนนะครับที่ผมเล่าเรื่องศาสนาพุทธให้ฟัง ผมเชื่อแน่ว่าคนไทยทุกคนเป็นคนรักสงบไม่ต้องการให้เกิดการทำลายล้างกันระหว่างคนไทยด้วยกันเอง ทั้งนี้เพราะไม่ว่าเขาจะนับถือศาสนาใดก็ตาม เขาก็ยังคงเป็นคนไทยอยู่นั่นเอง คนไทยที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร ฉะนั้นเราจึงควรรักผืนแผ่นดินไทยให้มากๆ ผมพูดในฐานะที่ ซิสเตอร์ ก็เป็นคนไทยเหมือนกัน เราอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องมาทำลายล้างกัน ผมยังจำเพลงที่ ซิสเตอร์ สอนให้ผมร้องได้ ท่อนหนึ่งมีใจความดังนี้ “สันติสุข มอบไว้แด่มนุษย์ทุกคน” นั่นก็หมายความว่า ไม่ว่ามนุษย์นั้นจะนับถือศาสนาใดก็ตาม เขาก็ควรจะได้รับสันติสุขเหมือนกัน

                ผมขอเล่าเรื่องราววิสาขะต่อ หลังจากสวดมนต์เสร็จก็เป็นพิธีเวียนเทียน นำโดยพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนอินโดทั้งหลาย ได้ทราบว่า คืนนั้น มีคนไทยที่อยู่ในจาการ์ต้าหลายคนมาร่วมงานด้วย เป็นร้อยๆคน เวียนเทียนก็ใช้การเวียนรอบบ้านก็เป็นอันเสร็จพิธี หลังจากนั้นเป็นการเทศน์โดยท่านเจ้าคุณวิญญ์ ซึ่งผมไม่ทราบรายละเอียด เพราะเจ้ามหาชวนกลับเสียก่อน โดยให้เหตุผลว่า ผมเพิ่งเดินทางมาไกลจะได้พักผ่อน และพระท่านเทศน์เป็นภาษาอินโดฯ ถึงเราอยู่ก็ฟังไม่รู้เรื่อง ผมก็เลยต้องผมกลับโดยดี จดหมายฉบับนี้จึงไม่ยาว ฉบับหน้าผมจะเล่าเรื่องบ้านเมืองในจาการ์ต้าให้ฟัง ฉบับนี้จบก่อนครับ

 

                                                                                                ธรรมะจงมีแด่ ซิสเตอร์

                                                                                                          จากผม

 

 

 

ฉบับที่ 5 “ชมเมือง”

เรียน ซิสเตอร์ ที่เคารพ

                ครับ ถ้าจะพูดไปแล้ว จาการ์ต้า เป็นเมืองที่น่าเที่ยวมาก แต่ไม่น่าอยู่ ผมหมายถึงจาการ์ต้าแห่งเดียวนะครับ บางเมืองในอินโดนีเซียน่าอยู่มากเช่น บันดุง มาลัง หรือ ปุนจัก ซึ่งเป็นเมืองที่มีอากาศเย็นสบายอย่างประหลาดแม้แต่ในหน้าร้อน จนทำให้คิดว่า ถ้าอยากจะหนีความร้อนหน้าร้อนเมืองไทยละก้อน ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปเมืองหนาวไกลๆเลย ที่อินโดนีเซียนี่เองอากาศเย็น มีหมอกลงทั้งวั้น บรรยากาศไม่แพ้ในยุโรปเลย

                นครจาการ์ต้ามีพลเมืองประมาณ 6 ล้านคน จึงเป็นธรรมดาที่ค่อนข้างจะวุ่นวายและมีความขัดแย้งกันหลายแห่งที่เห็นได้ชัด ยกตัวอย่างง่ายๆ บ้านที่เจ้ามหาเพื่อนของผมเช่นอยู่นี้ เป็นย่านที่ค่อนข้างดี คือมีแต่คนที่มีรายได้ดีเท่านั้นจึงจะอยู่ได้ แต่ห่างไปทางหลักบ้านไม่เท่าไหร่จะเป็นเขตของคนจนทันที หรือที่เราเรียกว่าสลัมก็ไม่ผิด เพราะฉะนั้น ในจาการ์ต้า ย่านใจกลางเมืองเราจะเห็นถนนที่กว้างใหญ่ ตึกรามบ้านช่องที่สูงและใหญ่โตมโหฬาร ดูแล้วน่าอยู่มาก แต่ข้างหลังฉากที่สวยงามนั้นจะเป็นแหล่งคนจนอาศัยอยู่เท่านั้น นี่คือความขัดแย้งอันแรกที่ผมสังเกตุเห็น ทั้งนี้เพราะอินโดนีเซียเป็นประเทศที่เพิ่งได้รับเอกราชเมื่อไม่นาน ประเทศกำลังพัฒนา อาศัยทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ สามารถทำให้การพัฒนาก้าวไปเร็วทางด้านวัตถุ แต่ก็เฉพาะทางด้านวัตถุเท่านั้น ทางด้านจิตใจประชาชนยังตามไม่ทัน ความเป็นอยู่ การศึกษาของประชาชนยังตามไม่ทัน เราจึงเห็นความแตกต่างดังกล่าวได้ชัด

                สถานที่แห่งแรกที่เจ้ามหาพาผมไปเที่ยวก็คืออนุเสาวรีย์แห่งชาติ หรือที่เรียกกันว่า Monas นั่นเอง  ลักษณะเป็นหอคอยสูง มียอดเป็นรูปเปลวไฟที่กำลังลุกโชติช่วงสีเหลืออร่าม หอคอยนี้ตั้งอยู่บนฐานใหญ่คล้ายพานรองรับ ตัวหอสูง 132 เมตร ทำด้วยหินอ่อนอิตาลีเชียวนะครับ บนยอดหอที่เป็นรูปเปลวไฟนั้น ทำด้วยอะไรรู้ไหมครับ เขาทำด้วยทองสัมฤทธิ์ตรงยอดนั้น เป็นทองแท้ทีเดียว หนักถึง 32 กิโลกรัม น่าสนไหมครับ แต่อย่าดีกว่า เพราะเท่าที่ดูก็เห็นมีทางเดียวคือ ใช้เฮลิคอปเตอร์บินขึ้นไป เอ๊ะนี่ผมกำลังพูดเรื่องอะไรนี่ เอาละครับ เข้าเรื่องต่อ ความสูงของหอโมนาสนี้ ถ้าขึ้นไปจนถึงฐานใต้ยอดเปลวไฟก็จะสามารถเห็นทิวทัศน์ทั่วกรุงจาการ์ต้าได้อย่างสบาย พูดถึงเรื่องขึ้นไปข้างบน ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องเดินขึ้นไปหรอกนะครับ เขามีลิฟท์พาขึ้นไป รู้สึกว่าจะเสียค่าขึ้นประมาณ 1,000 ลูเปียส คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 20 บาท ใต้ฐานที่รองรับหอนี้เป็นชั้นใต้ดิน ทำเป็นห้องแสดงประวัติศาสตร์และความเป็นมาของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเขาทำได้ดีมาก ผมอยากให้ ซิสเตอร์ ได้มาเห็นจริงๆ นับว่าเป็นความคิดที่น่านับถือมาก เป็นการสร้างสัญลักษณ์อันหนึ่งขึ้นมาเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของชาติ ซึ่งผลที่ได้ก็นับว่าคุ้มค่า เท่าที่ผมสังเกตุดูนะครับ สิ่งก่อสร้างต่างๆที่สร้างขึ้นในอินโดนีเซียมักจะมีลักษณะเด่นตรงที่เน้นเรื่องความใหญ่โตเป็นอันดับแรก จะสร้างอะไรก็ตามสิ่งนั้นจะต้องใหญ่โตที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าเป็นตึกก็จะต้องสูงใหญ่แบบฝรั่ง ถ้าเป็นรูปปั้นก็ต้องใหญ่โตมโหฬาร หรือเป็นอนุสาวรีย์ก็ต้องใหญ่โต สูง แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ มีอำนาจ มีพลัง ส่วนลักษณะที่เด่นรองลงมาก็ได้แก่ความรักชาติ คือมักจะเป็นเรื่องความรักชาติ วีรบุรุษในสงครามหรือวีรบุรุษประจำเมือง  สรุปก็เพื่อให้คนระลึกถึงความรักชาติ มีอนุสาวรีย์แห่งหนึ่งที่นับว่าแปลกดีคือ อนุสาวรีย์แห่งความก้าวหน้า ซึ่งสร้างเป็นรูปแท่งหินสูงใหญ่ แต่โค้งเป็นรูปคล้ายเลขเจ็ดอาราบิค บนยอดมีรูปปั้นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ราวกับยักษ์ใหญ่ ยืนในท่ากำลังก้าวเดิน จุดมุ่งหมายของการสร้างอนุเสาวรีย์นี้ก็คือต้องการให้ประชาชนและประเทศอินโดฯก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง แต่คนชอบเรียกอนุสาวรีย์นี้ว่า อนุสาวรีย์เซเว่นอัพมากกว่า  ซึ่งผมก็เห็นด้วยเพราะดูแล้วทำให้คิดถึงตราน้ำอัดลมเซเว่นอัพจริงๆ

                ผมขึ้นไปบนยอดของหอสูงนั้นและใช้เวลาอยู่บนหอค่อนข้างนาน เพราะรู้สึกมีความสุขมากที่ได้ขึ้นไปอยู่บนที่สูงๆ มีความรู้สึกว่าสงบกว่าอยู่ข้างล่างมาก ไม่ทราบว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างผมไหม เวลาเรามองลงมาจากที่สูงจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเล็กไปหมด ทั้งตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทาง แม่น้ำ ผู้คน รถยนต์ ผมมีความรู้สึกว่า เราได้แยกตัวออกมาจากสิ่งเหล่านั้น มาอยู่ ณ ที่นี้ ซึ่งไม่มีอะไรเลย นอกจากความสงบ ท้องฟ้าสีคราม เมฆขาวที่ลอยอยู่แค่เอื้อม มันเป็นความสุขที่สุขจริงๆ แต่มันก็เป็นความทุกข์อย่างมหันต์ด้วยเมื่อพบว่าเราต้องกลับลงไปอยู่ข้างล่างอีกและอยู่ตลอดไป นี่ซิครับทุกข์ ทำให้เห็นว่าเมื่อมีสุขก็ต้องมีทุกข์เป็นของคู่กัน เป็นของธรรมดา พอลงมาถึงข้างล่าง ผมก็ชวนเจ้ามหาลงไปดูห้องแสดงประวัติศาสตร์ใต้ดินเลย พูดง่ายๆก็คือจากฟ้าก็ลงสู่บาดาลเลย ห้องแสดงข้างล่างเป็นห้องโถงใหญ่มาก ทำด้วยหินอ่อนเช่นเดียวกัน แต่ละด้านเป็นตู้แสดงเหตุการณ์ตู้และเหตุการณ์ แบ่งออกเป็น 48 ตู้ เรียงรายรอบกำแพงทั้งสี่ด้าน ภายในแต่ละตู้จะจัดฉากและตัวละครขนาดเล็ก ตกแต่งประดับประดาด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ตลอดจนแสงสีเหมือนกับของจริงมาก ดูแล้วมีชีวิตชีวาและประทับใจมาก อย่างเช่น ฉากการสู้รบระหว่างฮอลันดากับทหารอินโดนีเซีย เขาก็ทำเป็นตัวทหารทั้งสองฝ่าย ถือปืนบ้าน ถือหอกไม้ไผ่บ้าง มีรถถัง มีปืนใหญ่ ตลอดจนระเบิดที่กำลังระเบิด ก็ทำแสดงเสียงประกอบด้วย ซึ่งนับว่าทำให้คนดูดูแล้วเข้าใจได้ดีกว่าดูรูปภาพธรรมดา ในระหว่างที่ผมเดินดูอยู่นั้น ก็มีนักเรียนอินโดฯตัวเล็กๆมาดูกันเป็นคณะ ทำให้รู้สึกว่าเยาวชนเขามีความสนใจที่จะศึกษาหาความรู้ดี การดูตู้แสดงประวัติศาสตร์นี้ก็คงจะเป็นวิธีการเรียนประวัติศาสตร์ที่ได้ผลอย่างหนึ่ง ทุกครั้งที่ผมได้เห็นอะไรดีๆในต่างประเทศ และเกิดความประทับใจขึ้นมา ความคิดจะผุดขึ้นมาทันทีเลยว่า ประเทศเราไม่มีอย่างนี้ น่าเสียดาย...น่าจะมีบ้าง ก็จะดี...คราวนี้ผมก็คิดอย่างนี้เช่นเดียวกัน แต่ผมคิดไกลไปกว่านั้นอีก คือ นอกจากจะมีตู้แสดงประวัติศาสตร์ของประเทศไทยแล้ว เราน่าจะสร้างตู้แสดงพุทธประวัติและประวัติพุทธศาสนาในเมืองไทยด้วย เท่าที่ผมทราบมา บางวัดของเราก็มีการปั้นรูปเรื่องราวต่างๆอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่เป็นระบบ และส่วนมากจะเป็นการแสดงรูปปั้นกลางแจ้ง อย่างเช่นวัดไผ่โรงวัว

                ตู้แสดงประวัติศาสตร์หรือแสดงพุทธประวัตินี้ ผมคิดว่าหากทำได้ก็จะเป็นประโยชน์แก่เยาวชนไทยมาก ทั้งในการเรียนประวัติศาสตร์หรือการเรียนพุทธประวัติ เพราะเยาวชนในสมัยนี้พัฒนาไปรวดเร็วมาก เพราะฉะนั้นการที่จะทำให้เขาสนใจที่จะใฝ่หาความรู้ หรือสนใจในพุทธศาสนาจึงควรจะเสนอในวิธีการที่ทันสมัยพอๆกับสิ่งแวดล้อมที่เขาเป็นอยู่ ในสมัยนี้ เราจะสอนพุทธศาสนาโดยการเทศน์แบบรุ่นคุณปู่คุณย่าคงจะไม่ได้ผล แต่ต้องเทศน์แบบพระพยอมจึงจะได้ผล หรือต้องมีการประกอบการสอนโดยใช้สื่อการสอนต่างๆ ฉะนั้นการสร้างตู้แสดงพุทธประวัติจึงน่าสนใจมาก หากเศรษฐีท่านใดเห็นด้วยกับความคิดนี้ จะลองสร้างขึ้นเป็นพุทธบูชาและเป็นธรรมทานก็เป็นการดี และน่าอนุโมทนาด้วยเป็นอย่างยิ่ง

                ขึ้นมาจากใต้ดิน เจ้ามหาก็พาผมนั่งรถต่อไปดูสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าซารีน่า ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าของรัฐบาล รถแล่นไปตามถนนสายหนึ่ง กว้างใหญ่มาก สองข้างมีตึก อาคารสูงใหญ่ตั้งเรียงรายกันไปตลอดแนว ถนนนี้มีชื่อว่า ถนนธัมรินทร์ (Thamrin) เจ้ามหาบอกว่าถนนสายนี้เปรียบเหมือนถนนราชดำเนินของบ้านเราก็ไม่ผิด เพราะเป็นถนนที่สวยที่สุดและมีหน้ามีตาที่สุดของอินโดนีเซียก็ว่าได้ ตึกทั้งหลายที่ตั้งอยู่บนถนนนี้ก็จะเป็นที่ทำงาน ธนาคาร สถานทูต หรือองค์การระหว่างประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่ เป็นถนนขนาด 8 เลน ประดับประดาด้วยต้นไม้หลากสี ดูสวยงามสมกับเป็นถนนหลักของประเทศ ห้างสรรพสินค้าซารีน่าตั้งอยู่ใจกลางเมืองไม่ห่างจากอนุสาวรีย์แห่งชาติเท่าใดนัก ลักษณะอาคารเป็นตึกสูงใหญ่หลายสิบชั้น เป็นห้างสรรพสินค้าเสีย 5 ชั้น นอกนั้นเป็นที่ทำงาน ผมเดินดูสินค้าจนเพลิน เจ้ามหาบอกว่าสินค้าห้างนี้ เนื่องจากเป็นของรัฐบาล ราคาจึงกำหนดไว้ตายตัวและดูจะแพงกว่าข้างนอกเสียอีก แต่ปรากฏว่าคนก็ยังชอบที่จะซื้อของรัฐบาลมากกว่าซื้อข้างนอก คนอินโดฯชอบอะไรๆที่เป็นทางการหน่อยๆ อย่างเช่นเครื่องแบบ ไม่ว่าจะมีอาชีพอะไรก็ตามเป็นต้องมีเครื่องแบบใส่ซิน่า ตั้งแต่ คนขับรถบ้าน คนขับรถเมล์ คนเฝ้ารถ คนทำความสะอาด คนขายของ แม้แต่คนขับตุ๊กตุ๊กก็ยังมีเครื่องแบบ ผมเคยเห็นเด็กขายหนังสือพิมพ์อินโดฯแต่งเครื่องแบบก็มี ดูแล้วก็เห่อเครื่องแบบดี

                ตกลงบ่ายวันนั้น ผมและเจ้ามหาก็เดินดูของจนบ่ายแก่ๆแล้วก็กลับบ้าน

 

 

ฉบับที่ 6 “บาหลีมืองสวรรค์”

เรียน ซิสเตอร์

                เมื่อคืนนี้ผมกับเจ้ามหานั่งคุยกันจนดึกถึงเรื่องต่างๆ มีเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่น่าจะเล่าให้ฟัง ก็เรื่องภัยของศาสนา ภัยอันนี้หมายถึงภัยของทั้งศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์ ไม่ใช่แต่เพียงของพุทธเท่านั้น ถ้าจะสังเกตุแล้ว ผมพยายามเล่าเรื่องความขัดแย้งของชาวพุทธกับชาวคาทอลิคให้ฟังอยู่เสมอ ทำไมผมจึงต้องเล่าให้ ซิสเตอร์ ฟังด้วยล่ะ ผมน่าจะไปปลุกระดมชาวพุทธรวมตัวกันต่อต้านหรือโจมตีคริสต์มากกว่า จะไม่ดีกว่าหรือ

                ดังที่ผมเคยเขียนแล้วในจดหมายฉบับก่อนๆ ผมถือว่าเราเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เป็นเพื่อนมนุษย์ที่ดีด้วย ยึดมั่นในคำสอนของศาสดาของตน ซึ่งต่างก็สอนให้คนเป็นคนดีทั้งนั้น เช่น ของพุทธ พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า จงทำแต่ความดี ละเว้นกระทำสั่งชั่ว และทำจิตใจให้ผ่องใส เห็นไหมครับก็ในเมื่อพระพุทธเจ้าท่านสอนให้ทำแต่ความดี แล้วผมจะคิดไปโจมตีหรือทำลายคาทอลิคทำไม ผมภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทย ซึ่งเป็นดินแดนที่ให้สิทธิ เสรีภาพในการนับถือศาสนาอย่างเต็มที่ ใครใคร่นับถือพุทธก็เป็นพุทธ ใครใคร่นับถือคริสต์ก็เป็นคริสต์ ใครใคร่นับถืออิสลาม ก็เป็นอิสลาม หรือใครไม่ใคร่นับถืออะไรเลย ก็ย่อมได้ และทั้งหมดนี้อยู่ร่วมกันบนผืนแผ่นดินเดียวกัน คือแผ่นดินไทยนี้ ผมเชื่อแน่ว่า ถ้าพระเจ้ามีจริง ท่านคงไม่มีความคิดที่จะทำลายศาสนาอื่นหรอก แต่ความคิดที่จะทำลายหรือแก่งแย่งชิงดีกันนั้น เป็นความคิดระดับมนุษย์เราๆนี่เอง มนุษย์ที่มีกิเลส เต็มไปด้วยโลภะ โทสะ โมหะ มนุษย์พวกนี้ต่างหากครับที่แฝงมาในรูปสาวกของศาสดานั้น ศาสดานี้ และพยายามบิดเบือนคำสอนอันบริสุทธิ์ให้เข้ากับผลประโยชน์ของตนพวกนี้ เราควรจะเรียกว่าอะไรดี เราอาจจะเรียกว่า สัตว์นรก มาร ซาตาน หรือผีร้ายก็คงได้

                แทนที่ชาวพุทธกับคริสต์จะมานั่งระแวงหรือทะเลาะกัน หรือเตรียมทำลายล้างกัน ผมว่า เรามาพยายามเข้าใจกันดีกว่า ช่วยกันกำจัดเศษมนุษย์ในแต่ละศาสนาของตนดีกว่า การที่ผมยังคงติดต่อกับ ซิสเตอร์ ก็เพื่อจะสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างชาวพุทธกับชาวคริสต์ให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในสังคมไทย ที่จะยังเป็นไทยไปตลอดกาล ตราบเท่าที่ยังมีพุทธศาสนาอยู่ในโลกนี้

                ผมกับเจ้ามหาเห็นพ้องต้องกันว่า คนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ มุสลิม ควรจะรักประเทศไทยให้มาก เพราะเราเป็นหนี้บุญคุณประเทศชาติอย่างมหาศาล พ่อ แม่เรา ปู่ย่า ตายายของเรา ล้วนเกิดและอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทยมาด้วยความร่มเย็นเป็นสุขมาเป็นเวลาช้านานแล้ว พระคุณของพระมหากษัตริย์ทุกๆพระองค์ที่ทรงใช้พระปรีชาญาณรักษาบ้านเมืองให้เป็นเอกราช ไม่ตกอยู่ใต้การปกครองของใคร ทำให้เราได้อยู่อย่างไทมาได้จนถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว เราจะมีโอกาสได้เห็นวันนี้หรอกหรือ โดยเฉพาะพวกที่คิดจะทำลายศาสนาในชาติ พวกนี้ไม่เคยคิดถึงบุญคุณของแผ่นดินไทยเลย แต่ก็ยังไม่สายเกินไปหรอกครับถ้าจะกลับใจมาช่วยกันสร้างสรรสังคมไทย

                ฉบับนี้ พอเริ่มต้นก็ร่ายยาวเลยนะครับ เอาละครับ มาฟังเรื่องสวยๆงามดีกว่า ผมจะพา ซิสเตอร์ ไปบาหลี เกาะแห่งสวรรค์ เกาะอันลี้ลับ อบอวลไปด้วยกลิ่นดอกไม้และรอยยิ้ม...แหม...สุดจะพรรณนา บาหลีเป็นเกาะเล็กๆอยู่ทางตอนปลายด้านตะวันออกของเกาะชวา มีพลเมือง 3 ล้านคน มีเนื้อที่ 2220 ตารางไมล์ สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน มีทั้งภูเขาธรรมดาและภูเขาไฟ โดยเฉพาะภูเขาไฟ มีภูเขาไฟที่ดับแล้วชื่อ กุนุงอากุง ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่สูงสุดของเกาะ คือสูงประมาณหนึ่งหมื่นฟุต และเป็นสัญญลักษณ์ของเกาะเช่นเดียวกับภูเขาไฟฟูจิของญี่ปุ่น แต่ที่น่ากลัวก็คือ ภูเขาไฟบาตูร์ (Batur) ซึ่งเป็นภูเขาไฟลูกเดียวที่ยังไม่ดับ ถ้าเปรียบเหมือนกับความรักก็คงจะเป็นความรักที่ยังคุกรุ่นอยู่ ยังไม่มอด พร้อมที่จะระเบิดได้ทุกเวลา น่ากลัวจัง (ภูเขาไฟนะครับไม่ใช่ความรัก) หรือถ้าจะบอกว่าผมมีภูเขาไฟอยู่เต็มอก ก็ฟังดูตลกดี

                เอาละครับ ผมกับเจ้ามหาตกลงเดินทางไปเกาะบาหลีโดยเครื่องบิน เพราะเป็นทางเดียวที่สะดวกที่สุด และเป็นที่นิยมกันทั่วไป เครื่องบินที่ผมนั่งไปนั้น เป็นเครื่องบินภายในประเทศ ชื่อบริษัทแปลว่า นกพิราบ ทางการอินโดนีเซีย อนุญาติให้เอกชนดำเนินการสายการบินได้เพราะความที่ประเทศเป็นหมู่เกาะอันกว้างใหญ่ไพศาล การเดินทางโดยทางบกหรือทางน้ำไม่สะดวก คนอินโดฯจึงชอบเดินทางโดยเครื่องบิน ซึ่งก็มีอยู่ด้วยกันหลายบริษัท เช่น เมอร์ปาตี มันดาลา ซัมปาตี ฯลฯ รวมทั้งหมดประมาณ 7 บริษัท เท่าที่ผมได้ประสบมา การบินและการบริการอยู่ในขั้นพอใช้ได้ ถึงแม้จะไม่ดีเท่าที่ควรและเครื่องบินไม่ใหม่เท่าเอื้องหลวงของเรา เนื่องจากเป็นระยะสั้นจึงพอทนได้ แต่ก็อยากจะตำหนิหน่อยก็คือสภาพภายในเครื่องบิน ซึ่งหลายอย่างอยู่ในสภาพที่ใช้การไม่ค่อยได้ เช่น สายรัดที่นั่งบางที่นั่งมีอยู่ข้างเดียว เก้าอี้ก็เอนไม่ได้ ห้องน้ำใช้การไม่ได้เลย อะไรทำนองนี้ อย่างไรก็ดี กัปตันก็สามารถนำเครื่องบินลงสู่สนามบินริมทะเลของบาหลีได้อย่างปลอดภัย

                เด็นปาร์ซา เมืองหลวงของบาหลีเกาะสวรรค์ที่ทุกคนใฝ่ฝันจะมาเยือน ทันทีที่เครื่องบินล่อนลงสัมผัสกับพื้นดินแห่งนี้ ความรู้สึกก็บอกผมว่าบรรยากาศช่างสดชื่นเสียจริงๆภาพต้นไม้เขียวชะอุ่มขึ้นเต็มไปหมดใบไม้ไหวไปมาเมื่อต้องลม เสียงนกร้อง แสงแดดที่สาดส่องไปทั่วเกาะ ทุกอย่างดูสดใส เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว ผมรู้สึกฮึกเหิมด้วยความสุข เหมือนกับเรากำลังเดินเข้าสู่สวนสนุกหรืองานวัดที่ไหนสักแห่ง ฉะนั้น มองไปทางไหนก็เจอแต่ใบหน้าที่ยิ้มแย้ม อิ่มเอิบ และเต็มไปด้วยสีสันของเสื้อผ้าแบบพื้นเมือง ผมบรรยายคุณภาพของบาหลีเสียจนยืดยาว  ถ้าไม่เชื่อดูรูปที่ผมส่งมาด้วยก็จะรู้ผมอยากจะเรียกรูปนี้ว่า “ยิ้มบาหลี”

                จากสนามบินเจ้ามหาก็พาผมนั่งรถแท็กซี่ไปยังบ้านพักทันทีผมเกือบลืมบอกไปว่าเจ้ามหามันมีบ้านพักอยู่ที่บาหลีอยู่หลังหนึ่ง ถ้าจะพูดไปแล้ว ก็เป็นธรรมเนียมของคนที่มีฐานะในอินโดนีเซีย ที่จะมีบ้านพักตากอากาศอยู่ในเมืองอื่นสักหลังหนึ่งหรือสองหลัง พวกที่รวยก็รวยเหลือล้น ส่วนคนจนก็จนสุดขีดเหมือนกัน พูดถึงคนจนแล้ว นับว่าจนจริงๆ อย่างเช่นในจาการ์ต้า เราจะเห็นคนจรจัดเดินเพ่นพ่านตามถนนหนทางใจกลางเมืองจาการ์ต้ามากมาย คนเหล่านี้ อย่าว่าแต่บ้านช่องไม่มีเลย แม้แต่เสื้อผ้าก็ยังไม่ค่อยจะมีนุ่งในถนนบางสายเราจะเห็นคนอินโดฯอาบน้ำในคลองข้างถนนอย่างหน้าตาเฉย ความจริงก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่มันขัดลูกตาอย่างยิ่ง เพราะว่าในย่านที่มีความเจริญสุดขีดมีตึกสูงใหญ่ถนนหนทางทันสมัยแต่ข้างๆสิ่งเหล่านั้น ผู้คนเปลือยกายอาบน้ำ บ้างถ่ายอุจจาระหันก้นลงในแม่น้ำจนแทบจะเรียกว่าเป็นประเพณีเสียแล้ว ที่บาหลีก็เช่นกัน การอาบน้ำเปลือยกายในลำธารยังเป็นที่นิยมอยู่ โดยไม่สนใจว่าใครจะเห็น โดยเฉพาะลำธารที่มีน้ำไหลลงมาจากเขา ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในบาหลี และเขาก็ช่างทำถนนให้ตัดผ่านลำธารเหล่านี้เสียด้วย เพราะฉะนั้น เวลาผ่านลำธารในบาหลี ถ้าอยากดูคนอาบน้ำก็แวะดูตามสะพานข้ามลำธารเหล่านี้ รับรองว่าได้เห็นแน่ อย่างไรก็ดี การเปลือยกายอาบน้ำก็คงไม่มีมากเหมือนสมัยก่อน เพราะอารยะธรรมที่เจริญได้เริ่มแผ่เข้าไปสู่บาหลี มีอิทธิพลให้คนรุ่นใหม่พัฒนาการดำเนินชีวิตให้ทันสมัยเหมือนกัน ที่เห็นก็คือซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดย่อมๆ ซึ่งผมเห็นว่ากำลังจะกลายเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวันของชาวบาหลีต่อไป

                บาหลีนับว่าเป็นเกาะเดียวของอินโดนีเซียที่ไม่ได้กลายเป็นนับถืออิสลามดังเช่น เกาะชวา หรือเกาะอื่นๆ ดังที่ผมเคยเล่าให้ฟังแล้วว่า อิทธิพลของศาสนาฮินดูได้แพร่เข้ามาสู่เกาะชวาในศตวรรษที่ 21 ในสมัยของกษัตริย์ราชวงศ์มัชชปหิตองค์หนึ่ง ซึ่งได้เปลี่ยนจากศาสนาพุทธมาเป็นนับถือศาสนาอิสลามตามมเหสีและบังคับให้เมืองต่างๆนับถืออิสลามด้วย ทำให้เจ้าชายชวาจำนวนมากอพยพมาอยู่เกาะบาหลีพร้อมด้วยข้าราชสำนักติดตามอีกมากมาย ซึ่งมีทั้งนักดนตรี กวี นักเต้นระบำ นักแสดง จิตกรและช่าง ซึ่งคนเหล่านี้ก็ได้ฝังสัญลักษณ์ของตนไว้ในวัฒนธรรมของบาลหีและกลายมาเป็นวัฒนธรรมของบาหลีสืบตากันมาจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะศาสนาฮินดูซึ่งชาวบาหลีนับถืออย่างเหนียวแน่น ก้าวแรกที่เหยียบย่างลงบนเกาะบาหลี เราจะพบกับศิลปกรรมแบบฮินดูทั่วทุกหนทุกแห่ง ตามบ้านเรือน ถนนหนทาง แม้แต่ในทุ่งนาก็ยังมีสัญลักษณ์ฮินดูปรากฏอยู่ นั่นคือเขานิยมตั้งเสาแบบศาลพระภูมิไว้ตามทุ่งนา เพราะคนบาหลีเป็นคนที่เชื่อถือในเรื่องเจ้า เรื่องผี วิญญาณมาก และเชื่อว่าถ้าได้ปฏิบัติต่อพวกวิญญาณเหล่านี้อย่างดีแล้วก็จะอยู่เย็นเป็นสุข

                ชาวบาหลีส่วนใหญ่ทำการเพาะปลูกเป็นอาชีพ โดยเฉพาะปลูกข้า ปลูกได้ดีมาก เพราะไม่ว่าจะไปทางไหนก็เห็นนาขาวเขียวขจีไปหมดทั้งที่ราบ ที่ไหล่เขา ที่สูง และแม้แต่พื้นที่ริมชายหาดติดกับน้ำทะเล ชาวนาบาหลีก็ยังอุตส่าห์กั้นแนวดินปลูกข้าวได้เลย จึงนับว่าเก่งจริงเลย และเนื่องจากน้ำบนเกาะนี้อุดมมาก ไหลทั้งปีจากแหล่งน้ำบนภูเขาสูงลงมายังที่ลุ่มทั่วเกาะ นอกจากจะเก่งเรื่องเกษตรกรรมแล้ว ชาวบาหลียังมีชื่อเกี่ยวกับศิลปกรรมด้วย ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ การทอผ้า เครื่องเงิน และโดยเฉพาะการแกะสลัก ทั้งหินและไม้ ล้วนมีฝีมืออยู่ในระดับยอดทั้งนั้น ผมไม่ได้รับค่านายหน้าจากองค์การท่องเที่ยวบาหลีหรอกนะครับ แต่ต้องยอมรับว่า บาหลีเป็นเมืองที่น่าเที่ยวมาก แค่ได้มาดูศิลปะฮินดูก็คุ้มแล้ว

                พูดถึงเรื่องศาสนา ก็ต้องขอบอกว่าศาสนาพุทธกำลังจะเจริญมั่นคงในบาหลีเหมือนกัน ในวันแรกที่เรามาถึงบาหลี ก็พอดีเป็นวันจัดงานวิสาขะของชาวบาหลีเหมือนกัน เจ้ามหาถึงกับบอกผมว่ามาเที่ยวอินโดฯคราวนี้ของผมคงจะเป็นการทัวร์วิสาขะเป็นแน่ เพราะไปเที่ยวที่ไหนก็บังเอิญเป็นวันทางศาสนาเสียเรื่อย เรื่องนี้ จากการบอกเล่าของท่านพระครูสมบัติ หนึ่งในคณะพระธรรมทูตที่มาปฏิบัติศาสนากิจในอินโดนีเซียได้บอกว่า วันวิสาขะนี้อินโดนีเซียให้ความสำคัญมาก โดยถือว่าเป็นวัยหยุดราชการด้วย ซึ่งนับเป็นปีที่สองซึ่งทางการประกาศให้วันวิสาขะเป็นวันหยุด นัยเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ และแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีความเป็นธรรมต่อทุกศาสนา แต่พิธีวันวิสาขะในแต่ละเมืองก็จะไม่ตรงกัน แล้วแต่ความเหมาะสม ฉะนั้น เราจึงอาจจะไล่เที่ยววันวิสาขะไปเรื่อยได้ทั้งเดือนก็ว่าได้ งานวันวิสาขะที่บาหลีนี้สนุกมาก โดยเฉพาะในปีนี้พิเศษจริงๆ รับรองไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ก่อนที่ผมจะเล่าให้ฟังว่าพิเศษอย่างไร ผมจะเล่าถึงความเป็นมาของพุทธศาสนาในบาหลีให้ฟังก่อน

                พุทธศาสนาไม่ใช่ของใหม่สำหรับชาวบาหลี แต่ได้เจริญรุ่งเรืองอยู่ในตอนกลางของเกาะมาก่อนในสมัยหนึ่ง ได้มีการค้นพบพระสถูปเล็กๆเป็นจำนวนมาก พร้อมด้วยพระพิมพ์ดินเผาซึ่งจารึกพระคาถาติดไว้ที่องค์พระนั้นด้วยจำนวนมากที่เมืองประแจง สันนิษฐานกันว่าพระพิมพ์เหล่านี้สร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 8-9  ต่อมาพุทธศาสนาได้ถูกศาสนาฮินดูกลืนกลายเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาฮินดูไป เพราะแต่เดิมพวกบาหลีเป็นพุทธแบบนับถือผีสางและวิญญาณต่างๆ ฉะนั้นเมื่อฮินดูแพร่เข้ามา ชาวบาหลีจึงยอมรับนับถืออย่างง่ายดาย เพราะฮินดูเน้นหนักทางด้านพิธีกรรมทางศาสนาเป็นประจำ และจัดกันอย่างมโหฬาร เช่นในพิธีเฉลิมฉลองในโอกาสต่างๆ การบวงสรวงบูชาหรือพิธีศพ ซึ่งในแต่ละงานนั้นก็จะจัดให้มีการแสดงต่างๆด้วย ทั้งร้องทั้งรำน่าดูยิ่งนัก สิ่งที่ขาดไม่ได้ในงานเหล่านี้ก็คือบายศรี ชาวบาหลีทำบายศรีได้สวยงามมาก ตกแต่งด้วยผลไม้นานาชนิด ขนมฟูแบบบ้านเราแต่ว่าลูกใหญ่กว่ามากและใส่สีฉูดฉาดบาดตาดี และจะตกแต่งด้วยซางมะพร้าวอ่อน บายศรีของชาวบาหลีนี้มีขนาดใหญ่และสูงมาก บางอันสูงกว่าเก้าชั้นและดูท่าทางหนักมาก แต่ถึงจะหนักอย่างไร สาวบาหลีก็สามารถแบกขึ้นทูนหัวได้อย่างสบาย ความจริงบายศรีของอินโดฯถึงแม้จะสวยงามและเต็มไปด้วยสีสัน แต่ในด้านของความละเอียดอ่อนแล้วยังสู้บ้านเราไม่ได้ และเพื่อให้ได้เห็นภาพพจน์ ผมส่งรูปบายศรีของสาวชาวบาหลีมาให้ดูด้วย เห็นแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ

                เอาละครับ คราวนี้ก็มาฟังเรื่องงานวิสาขะที่บาหลีดีกว่าว่าพิเศษอย่างไร วัดที่จัดงานนี้เป็นวัดพุทธนิกายมหายาน มีลักษณะเป็นวัดจีนโดยแท้ ทั้งศาลา ทั้งโบสถ์ ตลอดจนลวดลายต่างตามอาคารเป็นจีนทั้งนั้น ตัวโบสถ์เป็นคล้ายศาลายกพื้นสูง ปูด้วยหินอ่อนทั้งหมด ตั้งอยู่กลางบริเวณวัดเลย ล้อมรอบด้วยศาลาสองสามหลัง ในโบสถ์มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ ได้ทราบว่าวัดนี้มีชาวพุทธเชื้อสายจีนนับถือมากและในเย็นนั้นก็ปรากฏว่ามีชาวจีนมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ทั้งเด็กเล็กและเด็กโต ดูสนุกสนานราวกับงานโรงเรียน ผมกับเจ้ามหามาถึงวัดพร้อมกับพระสงฆ์พอดี ซึ่งปรากฏว่าในเย็นนั้น คงจะเป็นความโชคดีของชาวบาหลีที่มีพระสงฆ์จากเมืองไทยไปร่วมงานด้วย จึงนับว่างานในเย็นนั้นเป็นงานที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่งของบาหลีทีเดียว

                แต่สิ่งที่พิเศษที่ว่าไม่เหมือนใครนั้นก็กำลังจะเกิดขึ้นเช่นกัน เมื่อพระสงฆ์เข้านั่งประจำที่ในโบสถ์แล้วก็ปรากฏหนุ่มสาวคู่หนึ่งก้าวขึ้นมาบนโบสถ์ ฝ่ายหญิงเป็นชาวออสเตรเลีย ฝ่ายชายเป็นชาวญี่ปุ่น ทั้งคู่แต่งงานเต็มยศ คือชายใส่สูทชุดโก้ ฝ่ายหญิงใส่ชุดขาวยาว บนศีรษะเป็นผ้าขาวบางใส พอจะเดาออกแล้วใช่ไหมครับ ทั้งคู่กำลังจะแต่งงานนั่นเองครับ ทั้งคู่จูงมือเดินขึ้นมาบนโบสถ์อย่างสงบเสงี่ยม ด้วยหน้าตาที่ซื่อๆทำเอาพระสงฆ์ถึงกับงงไปชั่วขณะหนึ่ง

                “เราต้องการแต่งงาน” เจ้าหนุ่มคุกเข่าลงโดยมีเจ้าสาวค่อยๆคุกเข่าลงข้างๆ

                “เราต้องการให้ท่านแต่งงานให้เรา” เจ้าสาวพูดขึ้นบ้าง มัคทายกบอกเนื้อความให้บรรดาพระสงฆ์ฟัง ซึ่งต่างก็อึ้งเพราะไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดี ในขณะเดียวกันชาวบ้านที่มางานต่างก็เฮโลกันมุงดูอยู่ห่างๆข้างนอกโบสถ์ ช่างเป็นเวลาที่พิเศษเสียจริงๆ ผู้ทรงศีลปรึกษากันอย่างเงียบๆ คู่บ่าวสาวก็นั่งคุกเข่ารอคำตอบจากพระสงฆ์อย่างระทึกใจ คนดูอยู่วงนอกก็นั่งลุ้น ไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย

                ในที่สุดก็ตกลงว่าพระจะสวดให้พรแก่คู่บ่าวสาว ซึ่งถ้าจะถือว่าเป็นการแต่งงานก็สุดแล้วแต่จะคิด คู่บ่าวสาวพนักหน้าตกลงด้วยความดีใจ บรรดาชาวบ้านเมื่อได้รู้ก็ต่างพากันเฮเข้ามาในโบสถ์ด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้ม ต่างก็เอาใจช่วยคู่บ่าวสาวกันเต็มที่ ผมกับเจ้ามหาเองก็พลอยรู้สึกยินดีไปกับคู่บ่าวสาวด้วย ก็คงจะแปลกดีพิลึกที่ได้แต่งงานในวันวิสาขะบนเกาะบาหลีเช่นนี้ และแล้วพิธีแต่งงานระหว่างมนุษย์ต่างเชื้อชาติ ต่างวัฒนธรรม ต่างศาสนาก็เริ่มขึ้น ทั้งคู่พนมมืออย่างเขินๆ แต่ก็ดูท่าทางตั้งอกตั้งใจดี พระเริ่มสวดด้วยเสียงอันกัง วาล สำหรับผมแล้ว ฟังดูไพเราะมาก ผมพลอยมีความสุขไปกับเขาด้วย ไม่ใช่ผมอยากจะมีความสุขเหมือนคู่บ่าวสาวคู่นี้หรอกนะครับ แต่ที่ผมมีความสุขก็เพราะเป็นนิมิตหมายอันดีจริงๆ เมื่อคิดถึงเรื่องปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธกับชาวคริสต์ แต่ภาพที่ผมกำลังเห็นอยู่เมื่อครู่นี้จะเป็นภาพของผู้ที่นับถือต่างศาสนาที่กำลังจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและสันติสุข ความรักนี้ช่างอยู่เหนือเชื้อชาติศาสนาจริงๆ หากชาวพุทธกับชาวคริสต์จะรักกันได้แบบนี้ ประเทศไทยก็คงเป็นประเทศที่มีสันติสุขเป็นแน่

                พอพระสงฆ์สวดจบ ก็ทำการพรมน้ำมนต์ให้แก่คู่บ่าวสาวซึ่งก็รีบก้มหัวลงอย่างทันอกทันใจ จนทำเอาหลายๆคนที่ดูอยู่อดหัวเราะไม่ได้ ด้วยท่าทางเก้ๆกังๆของหญิงสาวผมสีบลอนด์คนนั้น เป็นอันเสร็จพิธีด้วยการที่เจ้าสาวโผเข้าจุมพิศเจ้าบ่าวตามธรรมเนียม ต่อหน้าสักขีพยานหลายร้อยคน ผมเชื่อว่านี่คงเป็นพิธีวิสาขะครั้งแรกและครั้งเดียวที่มีการแต่งงานเช่นนี้ในบาหลี นี่ละครับที่ผมบอกว่าพิเศษจริงไหมครับ...

                หลังจากพิธีแต่งงานเสร็จแล้ว ผู้คนก็ต่างแยกย้ายออกจากโบสถ์ บ้างก็ไปรับประทานอาหารบ้างก็ไปจับจองที่นั่งบริเวณลานวัด ซึ่งบัดนี้มีเสื่อปูเต็มไปหมด กลางลานวัดยกเวทีเล็กที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ได้ทราบว่าจะมีการแสดงของเด็กๆบาหลีด้วย

                เป็นอันว่าในเย็นวันนั้น ผมและเจ้ามหาได้รับความสนุกสนามและเพลิดเพลินจากงานวิสาขะบาหลีมาเกินคาด เพราะนอกจากการแสดงที่สนุกสนานของเด็กๆแล้ว ในตอนท้ายยังมีการแสดงศิลปะอินโดนีเซียประเภทโขน ซึ่งหาดูได้ไม่ง่ายเลยถ้าหากไปเที่ยวกันเอง เรียกว่าเย็นนั้นได้ทั้งบุญทั้งสนุกและความประทับใจ ครับโลกนี้จะน่าอยู่มากถ้าทุกคนเป็นคนดี การเป็นคนดีในพุทธศาสนานั้นไม่ยากเลย พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนว่า

                จงทำแต่ความดี

                ละเว้นทำความชั่ว

                และทำใจให้ผ่องแผ้ว

                เพียงแค่นี้เราก็สามารถเป็นคนดีและมีความสุขได้อย่างสบาย เอาละครับฉบับหน้าผมจะเล่าเรื่องเมืองสิหราชาให้ฟัง เมืองที่เป็นที่ตั้งของวัดพุทธศาสนาวัดเดียวในบาหลี วัดที่จัดว่าใหญ่และสวยที่สุดในอินโดนีเซียขณะนี้ สนใจไหมครับ

 

 

                                                                                                พบกันฉบับหน้าครับ

                                                                                                 ขอธรรมจงมีแด่ ซิสเตอร์

                                                                                                          จากผม

 

7.บูโรบุดโธ ดินแดนนิพพาน

เรียน  ซิสเตอร์

                ฉบับนี้ ผมจะพา ซิสเตอร์ ไปเที่ยวสถานที่ซึ่งสำคัญที่สุดของการเยือนอินโดฯครั้งนี้ สถานที่ที่เป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดของโลกที่ยังเหลืออยู่ สถานที่ที่ทุกคนจะต้องถามถึง เวลาเอ่ยถึงประเทศอินโดนีเซีย

                ครับสถานที่นั้นคือ บูโรบูดูร์ หรือที่คนไทยเราชอบเรียกว่า บูโรพุทโธ หรือบางคนก็เรียกว่า บรมพุทโธ ซึ่งฟังดูก็เข้าท่าดีนะครับ และมีเหตุผลดีด้วย เพราะสถานที่นี้เป็นสถานที่ใหญ่โตมาก ราวกับภูเขาขนาดย่อมๆทั้งลูกเลย คำว่า บูโรบูดูร์นี้ ความจริงมาจากคำว่า บารา บวกกับ บูดูร์ คำว่า บารา นั้นมาจากภาษาสันกฤตว่า วิหาระ ซึ่งมีความหมายถึง หมู่ของกุฏิ วิหาร หรืออาคาร ส่วนคำว่า บูดูร์นั้น มาจากภาษาบาหลี ซึ่งหมายความว่า ข้างบน ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจึงหมายความถึง หมู่วิหาร เจดีย์ หรือ พุทธสถานที่อยู่บนเขาข้างบน ความกว้างใหญ่ของบูโรบูดูร์นี้ ถ้าดูกันด้วยตาเปล่าแล้วก็คือ ภูเขาหินแกะสลักเราดีๆนี่เอง เพราะใหญ่โตมากและกล่าวกันว่า ถ้าจะดูบูโรบูดูร์ให้ทั่วแล้วต้องใช้เวลา 7 วัน 7 คืนทีเดียว โดยเฉพาะพวกนักโบราณคดี หรือนักวรรณคดี เพราะมีทั้งพระพุทธรูปจำนวนหลายร้อยองค์และภาพสลักนูนเป็นร้อยๆภาพ สลักอยู่ตามกำแพงของชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 5 ถ้ามาเซอร์เคยไปดูภาพแกะสลักตามกำแพงของวัดโพธิ์ ซึ่งคนนิยมเอากระดาษฟางไปขูดด้วยเขียนไขและค็อปปี้ออกมาแล้วนั่นแหละครับ แต่ว่าที่บูโรบูดูร์นั้น ภาพมีความนูนและลึก และสวยงามมากกว่า ภาพแต่ละภาพเล่าเรื่องได้เป็นชั่วโมงๆ เกี่ยวกับมนุษย์ นรก สวรรค์ รวมทั้งพุทธประวัติอย่างละเอียด

                ผมเล่าเกริ่นเพียงแค่นี้ มาเซอร์คงอยากจะมาเองแล้วใช่ไหมครับ แต่ละศาสนาก็มีสิ่งที่คนในศาสนานั้นนับถือเลื่อมใสอยู่ ไม่ว่าจะเป็นองค์ศาสดา หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้อง เช่น ชาวมุสลิมก็มีนครเมกกะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนจะต้องไปให้ได้ อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชั่วชีวิต ศาสนาคริสต์เองก็มีกรุงโรมเป็นศูนย์กลางซึ่งเป็นที่อยู่ของพระสันตะปาปา ซึ่งชาวคริสต์ทุกคนอยากไปเช่นกัน สำหรับศาสนาพุทธนั้น สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพานในอินเดีย ก็เป็นสถานที่ที่ชาวพุทธทุกคนอยากจะไปให้ได้

                การได้เยือนสถานที่เหล่านี้ นอกจากจะทำให้ระลึกถึงอดีตอันยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองแล้ว ยังทำให้เกิดข้อคิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ เมื่อมีเกิดได้ก็ย่อมมีดับได้เป็นของธรรมดา ไม่มีอะไรจะอยู่ค้ำฟ้าได้ นั่นก็คืออนิจจัง

                อนิจจังนี่เองที่พระพุทธองค์ตั้งใจสอนพวกเราว่า สิ่งต่างๆไม่เที่ยว เราไม่ควรประมาท เพราะความไม่เที่ยวนี่เอง ทุกวันทุกเวลาที่ผ่านไปที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และที่จะผ่านเข้ามาในอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่อาจบังคับได้ ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ เพราะฉะนั้นเราจึงควรจะทำแต่ความดี ละเว้นความชั่ว เพราะสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าค้นพบคือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะทำชั่วเพื่อจะได้ชั่วทำไม มาเซอร์ครับ ในความคิดของผม คนที่ทำความชั่วนั้น บางครั้งก็ทำไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือหลงผิดนั่นเอง คิดว่าสิ่งที่ตัวทำนั้นดี อย่างเราเรียกกันว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัวนั่นเอง และก็ในสังคมเราปัจจุบันนี้ก็ดูเหมือนว่าจะมีคนที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัวมากเหลือเกินสังคมถึงวุ่นวายเช่นนี้ ก่อนที่ผมจะพามาเซอร์เที่ยวต่อ ขอพูดเรื่องความเหลวแหลกของสังคมของเราหน่อยครับ เพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนควรให้ความสนใจ และช่วยกันแก้ไข

                เรื่องที่ผมติดใจมากก็คือ เรื่องการควบคุมสิ่งตีพิมพ์ สื่อมวลชนในรูปต่างๆทั้งหมด ตั้งแต่ หนังสือพิมพ์ วารสาร วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ วีดีโอ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ นับว่าเกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก และที่สำคัญคือมีผลต่อประชาชนในสังคมมาก ซึ่งไม่ทราบผู้ที่มีหน้าที่ควบคุมปล่อยปละละเลยได้อย่างไร ตั้งแต่เช้าตื่นขึ้นมาก็เริ่มพบกับสิ่งที่เป็นพิษเลย ลองเปิดหนังสือพิมพ์ดูสิ่งที่จะเห็นก็คือ ข่าวการจี้ ปล้น ฆ่า ข่มขืน ขโมย โกงกินสารพัด ข่าวพวกนี้ นอกจากจะใช้ภาษาที่ไม่สุภาพแล้วยังก้าวร้าว โหดเหี้ยม และสะเทือนจิตใต้สำนึกของผู้อ่านเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้อ่านที่เป็นเยาวชน นอกจากนั้นยังมีรูปภาพประกอบในลักษณะที่ไม่น่าดูและสะเทือนอารมณ์มากด้วย บางคนแย้งว่าการเสนอข่าวและรูปเช่นนั้น คนอ่านจะได้ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างจะได้ระวังไว้ ความคิดเห็นนี้เป็นความเห็นที่ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการมองเพียงด้านเดียว คือไม่ได้คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดในระยะยาว การเสนอข่าวร้ายต่างๆนั้นเป็นการยัดเยียดสิ่งนั้นให้ซึมเข้าไปทีละนิดทีละวัดๆจนอาจจะทำให้รู้สึกกลายเป็นของธรรมดาได้ และเมี่อไหร่สิ่งเลวร้ายเหล่านี้กลายเป็นของธรรมดาเมื่อไหร่ บ้านเมืองก็คงสงบสุขได้ยาก

                ที่ผมพูดถึงหนังสือพิมพ์เป็นอย่างแรกก็เพราะว่าหนังสือพิมพ์เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนเรามาก ฉะนั้นหากหนังสือพิมพ์เป็นพิษต่อจิตใจแล้วสังคมก็ยากที่จะดีได้ ก็จะให้คิดอย่างไรล่ะครับ ในเมื่อตื่นขึ้นมาอ่านหนังสือพิมพ์แต่ละเช้าก็เจอแต่เรื่อง เมียยิงผัว ผัวยิงเมีย ลูกทำร้ายพ่อแม่ พ่อแม่ทำร้ายลูก ครูทำร้ายลูกศิษย์ ลูกศิษย์ทำร้ายอาจารย์ ข้าราชการโกงประชาชน ประชาชนโกงรัฐบาล ฯลฯ ถ้าจะพรรณนากับแล้ว 3 วัน 3 คืนก็ไม่หมด และทั้งหมดนี้ก็เกิดขึ้นในเมืองพุทธเช่นเมืองไทยนี่เอง ผมขอกล่าวหาผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้อย่างเปิดเผย รวมทั้งเรื่องหนังสือ วารสารต่างๆด้วย ถ้าเราดูแผงหนังสือที่ตั้งอยู่ตามที่ต่างๆแล้วจะเห็นว่าล้วนแต่เป็นพิษต่อศีลธรรมอันดีงามทั้งนั้น แผงเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปตามถนนต่างๆ ถึงแม้จะเป็นแผงหนังสือธรรมดาแต่ก็มีอิทธิพลต่อคนที่สัญจรไปมามาก ลองคิดดูซิครับว่า ถ้าคนเราต้องเดินผ่านทางนี้เป็นประจำ เห็นอยู่ทุกวันๆจะเป็นอย่างไร ภาพปกที่เน้นเรื่องเซ็กส์มากเหลือเกิน ไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบปล่อยให้หลุดออกมาได้อย่างไร ทั้งภาพปกและเนื้อหาสาระ และไม่ใช่มีเพียงสองสามฉบับ แต่นับสิบๆฉบับเลย แสดงถึงความเสื่อมโทรมของผู้ปกครองบ้านเมืองจริงๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันพวกวีดีโอเทปและภาพยนตร์บางเรื่องที่ฉายตามโรงภาพยนตร์ทั้งชั้นหนึ่งและชั้นสอง ที่พยายามสรรหาภาพยนตร์ที่พิสดาร แหวกแนว โหดเหี้ยม เพื่อดึงดูดคนดูโดยไม่คำนึงถึงจิตใจของคนดู โดยเฉพาะเยาวชน ซึ่งก็ต้องโทษเจ้าหน้าที่อีกตามเคยที่ปล่อยให้ออกมาฉายได้อย่างไร ผมจะขอยกตัวอย่างสักหน่อย เช่นการโฆษณาภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ลงทั้งรูปและคำบรรยายดังนี้ สยิม...ซู่ สดุ้ง ผวา ขนลุก ฆ่าล้างแค้น มันทำแสบ 7 คนมันต้องตาย 7 แบบ ร้อนระอุด้วยไฟสวาท เย็นเฉียบด้วยความโหดมันส์สุดด้วยสวาทเฉือนสวาท วาบหวิวสยิวหยด สายตาทุกคู่จ้องดูอย่างระทึกและคึกอารมณ์ มันส์สะใจพวกเซ็กส์ซาดิสม์ ฯลฯ มาเซอร์ครับ ลองคิดดูซิว่า ถ้าเราต้องเจอแต่สิ่งเหล่านี้ทุกวันๆจะเป็นอย่างไร ที่ผมเล่าเรื่องเหล่านี้ให้ฟังก็เพราะในขณะที่สังคมของเรากำลังเสื่อมโทรมลง สังคมอินโดนีเซียที่ผมได้ไปเห็นมาโดยเฉพาะเยาวชนกำลังพัฒนาไปในทางที่ดีงาม อย่างน้อยคนอินโดก็ไม่ทานเหล้า ถ้าจะมีที่ทานก็คงไม่ทานเหมือนบ้านเรา หนังสือพิมพ์หรือวารสารต่างๆก็ไม่มีการลงภาพที่เน้นเรื่องเซ็กส์หรือเสื่อมเสียเหมือนบ้านเรา และที่ดีก็คือโทรทัศน์เขามีช่องเดียว รายการต่างๆเน้นไปทางด้านความรู้ความบันเทิงที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อคนดู อย่างเช่น ผมจะขอยกตัวอย่างรายการโทรทัศน์ของอินโดนีเซียในวันหนึ่งมีดังนี้

                รายการสำหรับเด็ก

                ข่าวภายใน

                ภาพยนตร์

รายการความรู้ทางวิทยาศาสตร์

                รายการเพลงสำหรับเด็ก

                ข่าว

                รายการพัฒนาบ้านเมือง

                ภาพยนตร์การศึกษา

ข่าวต่างประเทศ

                ข่าวกีฬา

ภาพยนตร์/ละคร

                ข่าวรอบดึก

                ภาพยนตร์ต่างประเทศ

                รายการโทรทัศน์ดังกล่าวนี้ ไม่มีการโฆษณาเหมือนบ้านเรา เพราะมีอยู่ช่องเดียว เห็นไหมครับว่ารายการโทรทัศน์บ้านเขานั้นไม่เป็นพิษเป็นภัยเลย ถึงแม้จะมีช่องเดียวแต่ก็ยังดีกว่ามีหลายช่องแล้วไม่มีการควบคุมดูแล ปล่อยให้มีการยัดเยียดสิ่งเลวร้ายแก่คนดูเพื่อผลทางธุรกิจเท่านั้น

                เอาล่ะครับ ขอกลับมาที่บูโรบูดูร์ดีกว่า ส่วนเรื่องที่ผมเล่าให้ฟังนั้นก็ควรจะเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะต้องหาทางแก้ไขต่อไป ถ้าท่านเหล่านั้นเห็นแก่อนาคตของเยาวชนไทยหรือแม้แต่บุตรหลานของท่านเอง

                ผมและเจ้ามหาและคณะพระสงฆ์เดินทางไปถึงบูโรบูดูร์ในตอนบ่าย แดดกำลังร้อนจัดทีเดียว สองข้างทางเข้าสูบูโรบูดูร์นั้นเต็มไปด้วยไร่น่าและคูคลองสลับเป็นตอนๆแยกจากถนนใหญ่เข้าไปประมาณ 9 กิโลเมตร ก่อนจะถึงทางนั้น มีร้านขายของที่ระลึกเรียงรายไปตลอดทาง จนถึงเนินดินใหญ่อันเป็นที่ตั้งของสถูปบูโรบูดูร์ที่งดงามทางพุทธศาสนา ผู้เชี่ยวชาญได้สันนิฐานว่า บูโรบูดูร์นี้สร้างในราว ค.ส. 800 ในสมัยของกษัตริย์ราชวงศ์ไศเลนทร ซึ่งนับถือพุทธศาสนาฝ่ายมหายานและได้เป็นศูนย์กลางอันสำคัญของพุทธศาสนาในชวาราวศตวรรษครึ่ง เมื่ออาณาจักรมะตะรัมล่มเมื่อ ค.ศ. 919 บทบาททางการเมืองและวัฒนธรรมก็เปลี่ยนแปลงจากในชวาภาคกลางไปอยู่ที่ชาวภาคตะวันออก ดังนั้นปูชนีย์สถานอันศักดิ์สิทธิ์ต่างๆในชวาภาคกลางก็ด้ถูกทอดทิ้งให้ดังทะลายอย่างไม่มีใครเหลียวแล บางส่วนก็ถูกทำลายจากธรรมชาติ เช่น ภูเขาไฟระเบิดและไม่นานนักบูโรบูดูร์ก็ถูกลืมกลายเป็นที่รกร้างไป

                กระทั่งถึงตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 มีการกล่าวถึงเรื่องราวของนายมัสทานะ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้ทำการกบฏต่อปะภุ ภูวะนะ ที่ 1 และถูกจับได้ที่เนินบูโรบูดูร์ และอีก 50 ปีต่อมาได้มีบุคคลผู้สูงศักดิ์จากยอดยาการ์ต้าได้เดินทางมาถึงบูโรบูดูร์จึงได้พบพระพุทธรูป 1000 องค์ที่สถานที่แห่งนี้ และต่อมาในปี ค.ศ. 1814 ได้เริ่มมีการสนใจบูโรบูดูร์ให้การบูรณะรักษา จากการสำรวจได้พบว่า ตัวการที่ทำให้เสียหายมากที่สุดก็คือ น้ำที่กัดเซาะลาดเนินเขาภายในตัวสถูป ทำให้โครงสร้างของฐานยุบตัวลง รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่ทำให้ภาพสลักนูนกร่อนไปมากมาย แต่ก็ยังโชคดีที่ยังมีผู้ที่ให้ความสนใจและเห็นความสำคัญของพุทธสถานแห่งนี้ ในปี 2516 รัฐบาลอินโดนีเซียได้รับความช่วยเหลือทางเงินทุนจากองค์การยูเยสโกแห่งสหประชาชาติ ดำเนินการซ่อมแซมบูโรบูดูร์และเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์เมื่อปีที่แล้วนี่เอง รัฐบาลไทยเราเองก็ได้ร่วมบริจาคเงินจำนวน 500,000 บาทแก่รัฐบาลอินโดนีเซียด้วย ซึ่งทำให้ผมเดินชมบูโรบูดูร์ด้วยความภาคภูมิใจไม่น้อยว่าประเทศไทยก็เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาพุทธสถานที่สำคัญแห่งนี้

 

 

ธรรมะจงมีแด่ซิสเตอร์

 

8.ลาก่อน

 

ถึง ซิสเตอร์

                ฉบับนี่เป็นฉบับสุดท้ายของผมพร้อมด้วยคำว่า ลาก่อน(แต่ไม่ลาลับ) การเยือนของผมสิ้นสุดลงแล้ว และจะเดินทางกลับเมืองไทยในเร็วๆนี้ แต่อย่างไรก็ตามความประทับใจในสิ่งต่างๆ บ้างเมือง ผู้คน และโดยเฉพาะความเป็นพุทธของชาวพุทธอินโดฯ ยังคงอยู่ในใจของผมตลอดไป พร้อมกันนี้ ผมก็ได้ตั้งใจแน่วแน่แล้วว่า หากมีเวลาเมื่อใดจะสละแรงกาย แรงใจ แรงทรัพย์ ร่วมฟื้นฟูศาสนาพุทธในอินโดนีเซียด้วย ถึงแม้จะเป็นเพียงแรงน้อยๆแรงหนึ่งก็ตาม

                บูโรพุทโธที่ตระหง่านอยู่ท่ามกลางขุนเขาศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่เทียมฟ้า

                เด็กๆชาวพุทธอินโดฯสวดมนต์ก้องกังวาลสะท้านเข้าไปในหัวใจ

                สาวบาหลีทูนบายศรีร่วมบุญวันวิสาขะ งดงามบริสุทธิ์

                หนุ่มสาวต่างชาติต่างงานท่ามกลายผู้ทรงศีล

                ชาวพุทธอินโดฯ ทั้งจีน แขก ไทย ต่างเวียนเทียนด้วยความศรัทธา

                ภาพเหตุการณ์เหล่านี้ ผมไม่มีวันลืมได้เลย เป็นภาพเหตุการณ์ที่น่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง ทำให้มีความรู้สึกว่าเกิดมาเป็นคนสมบูรณ์และมีภาระที่ดีงานกำลังรอให้เรากระทำอีกมาก

                การมาดูสภาพพุทธศาสนาในอินโดนีเซีย ทำให้ผมย้อมกลับมาดูสภาพพุทธศาสนาในประเทศไทย แน่นอนครับกระจกส่องเงาที่ดีจริงๆ เปรียบเทียบได้อย่าชัดเจน ในขณะที่ความศรัทธาการปฏิบัติที่เคร่งครัดของชาวพุทธอินโดฯกำลังเพิ่มขึ้น เจริญมั่นคงขึ้น ชาวพุทธไทยหรือคนไทยที่แสดงตัวว่าเป็นชาวพุทธเพียงคำพูดเป็นอย่างไรบ้าง เสื่อมลงหรือเจริญขึ้น

                ผมถือว่าสิ่งนี้เป็นภาระของผม ในฐานะที่เป็นคนไทย และเป็นชาวพุทธคนหนึ่ง ภาระที่จะต้องช่วยส่งเสริม อุดหนุน ฟื้นฟู พุทธศาสนาในประเทศของเราให้เจริญมั่นคงขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ภาระที่เป็นของผมเท่าๆกับของคุณๆคนไทยทุกคน รวมทั้งมาเซอร์ด้วย ที่จะต้องทำให้คนไทยเป็นคนดี

                อาจจะคิดว่าผมคนเดียว ตัวเล็กอย่างนี้จะไปทำอะไรได้ ครับผมยอมรับว่า ผมตัวเล็กๆแรงเดียวและคงจะเป็นการโม้มากไปสักหน่อยที่จะมาฟื้นฟูพุทธศาสนาทั้งประเทศ แต่ ซิสเตอร์ ครับ หากเรามีศรัทธาและความเชื่อมั่นจริงๆแล้ว แรงเดียวนี่แหละครับที่จะชักชวนขอร้องคนหมู่มากได้ แต่ถ้ามีหลายแรงร่วมกันก็ยิ่งดีใหญ่ จริงไหมครับ ผมหวังไว้อย่างนั้น และนี่เป็นเหตุผลที่ผมเขียนมาเล่าให้ ซิสเตอร์ ฟังเกี่ยวกับการเที่ยวอินโดฯ ของผมครั้งนี้ ก็เพื่อชักชวนให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องช่วยกันฟื้นฟูจิตใจของคนในประเทศให้กลับมีความศรัทธา ความเชื่อมั่นและปฏิบัติแต่ในทางที่ดีที่ชอบ ถึงแม้จะนับถือศาสนาใดก็ตาม จะช่วยให้ประเทศไทยเราเจริญรุ่งเรืองได้อย่างแน่นอน

                ไปเที่ยวอินโดฯครั้งนี้ผมมีความภูมิใจมาก และ ซิสเตอร์ เองก็สามารถภูมิใจได้เช่นเดียวกับผม ผมท่องประโภคนี้จนขึ้นใจในขณะที่นั่งเครื่องบินกลับจากจาการ์ต้า ประโยคนี้คือ “โชคดีที่เกิดมาเป็นคนไทย” จริงไหมครับ เราทุกคนควรภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย...ว่าแล้วก็ไชโยดังๆ สามครั้ง...อุ๊บ ลืมไปว่ากำลังอยู่ในเครื่องบินที่มีคนแขก คนไทย คนจีน ต่างหันมามองต้นเสียงกันใหญ่ ลืมไปจริงๆครับกำลังคิดเพลินๆนึกว่า ซิสเตอร์ อยู่ด้วยเผลอตะโกนไชโยออกไป เขินแย่เลย แอร์โฮสเตทสาวหันมามองอย่างงง คงนึกว่าหมอนี่ถ้าจะบ้า อยู่ดีๆก็ตะโกนร้องอะไรก็ไม่รู้ ก็ดีเหมือนกัน จะได้รู้ว่าการไชโยของคนไทยนั้นมีอานุภาพแค่ไหน เคยสังเกตุไหมครับว่า เวลาคนไทยเราไชโยละก้อ แสดงว่าเรามีความสุข มีศรัทธา มีความยินดีและชัยชนะ พูดง่ายๆว่า มีคนไทยที่ไหน มีไชโยที่นั่น ไชโยคู่กับคนไทยจริงๆ ลองคิดดูซิครับ อย่างเช่นวันเฉลิมฯ คนไทยทั้งหมดต่างเปล่องเสียงไชโยกันทั้งนั้น คนไทยก็ไชโย ไทยแขกก็ไชโย ไทยจีนก็ไชโย ไทยอิสลามก็ไชโย ไทยคริสต์ก็ไชโย น่าชื่นชมไหมครับ ลองนึกภาพดูซิครับ อาบังก็ไชโย อาแป๊ะก็ไชโย อาหมัดก็ไชโย อาหรั่งก็ไชโย ผมจึงคิดว่า ตราบใดที่คนไทยยังเปล่งเสียงไชโยอยู่ ประเทศไทยยังคงเป็นไทยที่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไปตลอดกาลนาน...เอ้า ไชโย...อุ๊บ...เอาอีกแล้ว เกือบไปแล้วไหมล่ะครับ

                เมื่อกลับมาเมืองไทยเมื่อไหร่ผมจะมาไชโยกับ ซิสเตอร์

                ผมซึ้งมากกับเหตุผลของพระธรรมทูตในการไปฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินโดนีเซีย

                คงจะจำได้นะครับว่า ถ้าเปรียบประเทศไทยเป็นเรือสำเภาลำใหญ่ที่แล่นโดดเดี่ยวกลางห้วงนที เสมือนการที่พุทธศาสนาในประเทศไทยมีสภาพเจริญมั่นคงเป็นปึกแผ่นมากที่สุดประเทศหนึ่งในบรรดาประเทศที่นับถือพุทธศาสนาด้วยกันแล้ว การที่ต่างคนต่างอยู่ก็เหมือนการที่เรือสำเภาใหญ่แล่นไปกลางห้วงนทีอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีใครรับประกันได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต อาจจะมีมรสุม คลื่นยักษ์ พายุไซโคลน หรือโจรสลัดที่โหดร้าย และแม้แต่หินโสโครกที่อันตราย ล้วนแต่มีผลทำให้เรืออับปางได้ทั้งนั้น แต่หากประเทศไทยพยายามเผยแพร่พุทธศาสนาออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศต่างๆให้เป็นที่มั่นทางพุทธศาสนาต่อไปในอนาคต ก็เปรียบเสมือนเรากำลังสร้างกองเรือท่องนที มีเรือใหญ่ และเรือเล็กเรือน้อยเรียงรายล้อมรอบ แล่นไปด้วยกัน หากเรือใหญ่มีอันเป็นไป มีอะไรเกิดขึ้น ก็ยังมีเรืองเล็กที่คอยช่วยเหลือแก้ไขได้ เพราะฉะนั้นการส่งพระธรรมทูตออกไปเผยแพร่พุทธศาสนาในต่างแดนจึงเป็นการกระทำที่รอบคอบมาก มองการไกลและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและคนไทยทั้งมวล บทบาทของพระธรรมทูตไม่ผิดไปจากทหารแนวหน้าที่ออกไปเผชิญข้าศึกเพื่อป้องกันให้คนที่อยู่แนวหลังได้อยู่อย่างสบายและปลอดภัย สำหรับพระธรรมทูตนี้ เป็นกองทัพธรรม กองทัพที่มีความสำคัญไม่น้อย ก็ในเมื่อสำหรับทหารแนวหน้าเรายังมีการส่งกำลังทรัพย์ กำลังใจไปให้ แล้วทำไมกับพระธรรมทูตที่ทำหน้าที่เหมือนกัน เราจะไม่ช่วยเหลือเลยหรือ

                ผมอยากให้คนไทยได้ตระหนักว่า ในขณะที่หลายคนกำลังหลงระเริงอยู่ในความฟุ้งเฟ้อ อบายมุข แสงสีและความสุขมากมีอยู่นั้น พระธรรมทูตอินโดฯกำลังสละแรงกาย แรงใจ ต่อสู้กับความยากลำบากและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่าง พยายามตั้งที่มั่นทางธรรมเพื่อประโยชน์สุขในระยะยาวของคนไทยทุกคน สมควรที่คนไทยทุกคนจะหยุดสักนิดหนึ่ง หยุดคิดและช่วยกันสนับสนุนภารกิจของพระธรรมทูตไทยในอินโดนีเซียสักหน่อย ซิสเตอร์ เองคงจะเข้าในและตระหนักดี เพราะ ซิสเตอร์ ก็เป็นทหารแนวหน้าเหมือนกัน ระดับนายพลเสียด้วย

……………………..

 

 

back

Webpages by Poldej Worachat Copyright © 2008 All Rights Reserved.
สงวนลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย