Polpage............................................................................เพจรวมความคิดที่สร้างสรรค์ / about me / home ................................................................................................................................................ |
||
|
|
ประสบการณ์เอกอัครราชทูต
เรื่อง เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ที่พระธรรมทูตควรทราบโดย ฯพณฯ
นายธวัธชัย ทวีศรี อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย บรรยาย ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.
วังน้อย จ. พระนครศรีอยุธยา วันพุธที่ ๑๖
พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ............................................ นมัสการพระคุณเจ้า ก่อนอื่นผมขอเรียนว่า พระเดชพระคุณพระราชรัตนรังษี(วีรยุทธ) ได้ โฆษณาสรรพคุณของผมไว้มากมาย พร้อมเสริมว่าคณะพระธรรมทูตรุ่นที่ ๑๓
นี้
โชคดีที่จะได้รับฟังการบรรยายจากผม
แต่ผมคิดว่าผมโชคดีมากกว่าท่านคณะพระธรรมทูต
เพราะผมเคยบรรยายมาหลายครั้งแล้วตั้งแต่รับราชการอยู่
แต่มาครั้งนี้พึ่งมีโอกาสได้บรรยายให้พระธรรมทูตฟัง จึงนับว่าโชคดียิ่ง
หลังเกษียณอายุราชการมาแล้วเกือบ ๙ ปี เมื่อสักครู่ ท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษีได้กล่าวว่า
คนอินเดียเขาเรียกเอกอัครราชทูตว่า ราจดูต (Rajdoot) ดังนั้น พระธรรมทูต ก็คงเรียกว่าพระธรรมดูต วันนี้ผมขอถือโอกาสมาพูดคุยถึงเรื่องทั่ว ๆไปที่เกี่ยวกับประสบการณ์ที่รับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ ตลอดจนชีวิตเมื่อศึกษาอยู่ในสาธารณรัฐเยอรมัน และสหรัฐอเมริกา
ที่มีส่วนรับรู้และสนันสนุนด้านพระพุทธศาสนา
การมาเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ในวันนี้ ได้รับทราบว่า
คณะพระธรรมทูตรุ่นที่ ๑๓ นี้
ยังไม่มีใครมาบรรยายเกี่ยวกับเรื่องงานของกระทรวงการต่างประเทศ จึงขอพูดถึงกระทรวงการต่างประเทศในภาพรวมทั่ว
ๆ ไป โดยสังเขป ทุกท่านคงทราบถึงหน้าที่จากความหมายของชื่อได้เลย คืองานต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับการต่างประเทศ แต่ความจริงแล้วงานของกระทรวงนั้น
มีทั้งเรื่องที่ต้องปฏิบัติในประเทศและนอกประเทศพร้อม ๆ กัน ในที่นี้จะขอกล่าวเพียงสั้น ๆ เกี่ยวกับหน้าที่หลักในการปฏิบัติงานในต่างประเทศ
กล่าวคือเมื่อท่านเดินทางไปศึกษาหรือไปทำงานอยู่ในต่างประเทศ หากท่านมีโอกาสแจ้งชื่อและที่อยู่ให้ไว้กับสถานเอกอัครราชทูต
ก็จะเป็นการดี
เพื่อติดต่อหรือแจ้งเหตุร้าย
หากเกิดขึ้นก็จะได้ช่วยประสานระหว่างท่านและครอบครัวได้ คณะพระธรรมทูต
ที่จะเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศอย่างน้อยที่สุดควรจะทราบว่าสถานเอกอัครราชทูตมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ทำหน้าที่อะไร
เมื่อเรามีปัญหาจะติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตได้เฉพาะเรื่องอะไร
ทั้งนี้ องค์ประกอบสถานที่ทำงานราชการในต่างประเทศ ประกอบด้วย สถานเอกอัครราชทูต, สถานกงสุลใหญ่, สถานกงสุล
เป็นต้น ๑.
สถานเอกอัครราชทูต มีเอกอัครราชทูตทำหน้าที่หัวหน้าสำนักงาน
เป็นตำแหน่งที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้แทนพระองค์ ไม่ใช่ผู้แทนรัฐบาลโดยตรง ดังนั้นแม้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลก็ไม่ต้องเปลี่ยนเอกอัครราชทูต แต่ในบางประเทศเช่น สหรัฐอเมริกา
เอกอัครราชทูตเป็นผู้แทนของประธานาธิบดี เมื่อมีการเปลี่ยนประธานาธิบดี ก็จะมีการเปลี่ยนเอกอัครราชทูตตามที่เห็นสมควรไปด้วย ตำแหน่งต่าง ๆ
ในสถานเอกอัครราชทูต มีลำดับคือ อัครราชทูต ( Minister ) อัครราชทูตที่ปรึกษา( Minister
Counsellor ) เลขานุการเอก เลขานุการโท
เลขานุการตรี นายเวร เป็นต้น โดยแบ่งงานให้ดูแลรับผิดชอบ
ดังนี้ ด้านการเมือง เศรษฐกิจ
วัฒนธรรม พิธีการทูต และการกงสุล
เช่น การดูแลคนไทย โดยทั่วไป แจ้งการเกิดการตาย การหย่าร้าง
การสมรส งานทะเบียนราษฎร์ งานหนังสือเดินทาง ออกวีซ่าให้คนต่างชาติที่จะเดินทางเข้าประเทศไทย เป็นต้น
นอกจากนั้น
สถานเอกอัครทูตยังมีหน่วยงานราชการอื่น ๆ ที่มาสมทบ
เช่น ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบก,เรือ,อากาศ,พาณิชย์,เกษตร และบางประเทศจากกระทรวง การคลังก็มี
๒.
สถานกงสุลใหญ่, สถานกงสุล
ก็เช่นกันมีงานในหน้าที่คล้ายสถานเอกอัครราชทูต แต่ในวงงานจะแคบกว่า และขอบเขตของเมืองที่รับผิดชอบ จำกัด
ซึ่งการจัดตั้งต้องพิจารณาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ รวมทั้งคนไทยในเมืองนั้น ๆ เช่น
สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอลเจลีสกงสุลใหญ่ ณ
เมืองโอซากา, กงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ และกงสุลใหญ่ ณ สุวรรณเขต เป็นต้น ๓. ทำเนียบเอกอัครราชทูต คือที่อยู่ของเอกอัครราชทูต ในที่นี้จะขอกล่าวเพียงย่อ ๆ
เกี่ยวกับงานที่รับผิดชอบของข้าราชการที่ไปประจำการในต่างประเทศ กล่าวคือข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศทุกคน
ก่อนจะออกไปประจำการในต่างประเทศก็จะได้รับการอบรมหรือที่เรียกกันว่า
ติวเข้มเลยทีเดียว ทั้งงานด้านการเมืองเศรษฐกิจและวัฒนธรรม บางคนที่จะต้องไปปฏิบัติงานเฉพาะเรื่อง ก็ต้องเข้าอบรมในเรื่องนั้น ๆ อย่างจริงจัง
เพื่อพร้อมไปปฏิบัติหน้าที่ได้ทันทีเมื่อไปถึงสำหรับการอบรมพระธรรมทูตรุ่น
๑๓ นี้ จำนวน ๘๐ รูป คงจะได้เดินทางไปต่างประเทศกันทุกท่าน ผมทราบว่ามีการขอมาจากวัดในต่างประเทศ ซึ่งบางประเทศความเป็นอยู่ลำบากมาก เช่น
ที่อินเดีย ก็ขอมาลำบากมากไม่มีใครอยากไป ซึ่งเมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา
หรือยุโรป ดังนั้น จึงต้องมีผู้ที่เสียสละจริง
ๆ ประกอบกับกิจของสงฆ์ในแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน พระธรรมทูตบางรูป พร้อมที่จะเดินทาง
แต่ก็ไม่มีใครขอมาซึ่งในที่นี้ คงไม่ใช่พระธรรมทูตเหลือขอ สิ่งที่ผู้เดินทางต้องปฏิบัติและพึงทราบ เพื่อเป็นความรู้เบื้องต้นก็คือ เรื่องหนังสือเดินทาง(Passport) มีเรื่องเล่าว่า
สมัยหนึ่ง หนุ่มต่างจังหวัดจะไปจีบสาว จะต้องไปทำ Passport เสียก่อนแล้วพกติดตัวไปอวดสาว เพื่อแสดงว่า ตนเองจะไปทำงานเมืองนอก ให้สาว ๆ เกิดความสนใจเพิ่มขึ้น หนังสือเดินทาง หรือ Passport ก็คือบัตรแสดงตนหรือบัตรประชาชน ที่ใช้ไปแสดงตนในต่างประเทศ สำหรับพระสงฆ์ที่จะเดินทางไปต่างประเทศ
จำเป็นต้องทำเรื่องขอเดินทางไปต่าง ประเทศกับเถระสมาคมก่อน
และเมื่อเถระสมาคมออกหนังสืออนุมัติให้เดินทางได้ ก็นำหนังสือนั้นไปแสดงที่กองหนังสือเดินทาง
กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
เหตุที่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากเถระสมาคมก่อน
ก็เพื่อป้องกันและเป็นการสอดส่องดูแลคณะสงฆ์ที่จะเดินทางไปต่างประเทศกับทั้งเพื่อป้องกันการปฏิบัติศาสนกิจในทางที่ผิด ที่อาจทำความเสียหายแก่ศาสนาและประเทศชาติ ในกรณีที่คนไทย ทำหนังสือเดินทางหายในต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตก็จะมีการพิจารณาออกหนังสือเดินทางให้ใหม่
เป็นกรณี ๆ ไป
ตามความเป็นจริงและความเหมาะสม
แต่บางครั้งก็ออก CI คือ Certificate of Identity เป็นเอกสารแสดงตน ที่ใช้ชั่วคราว เพื่อเดินทางกลับประเทศไทยเท่านั้น ส่วนการเข้าออกตามชายแดนเพื่อนบ้าน
ที่มีเขตแดนติดต่อกัน ทางราชการก็จะออกใบผ่านแดน(Border Pass) คือใบผ่านแดนชั่วคราว
ที่เข้าไปประเทศอื่นได้ชั่วคราวตามเวลาที่กำหนด และระยะห่างจากชายแดนเข้าไปตามที่กำหนด
เช่น ระยะ ๕ หรือ ๑๐ กิโลเมตร เป็นต้น หากใครใช้นอกเหนือจากเวลาและระยะทางที่กำหนดไว้
ถือว่าผิดกฎหมาย ขอยกตัวอย่างเช่น
แรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยถือว่าผิดกฎหมายเกือบทุกคน เพราะไม่มีหนังสือเดินทาง ไม่มีใบผ่านแดน
เพียงแต่มาแจ้งการทำงานกับแรงงานจังหวัดกับการรับเข้าทำงานของนายจ้าง เรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นแรงงานผิดกฎหมายทั้งสิ้น
เพราะขั้นตอนการเข้าเมืองด้านเอกสารการเข้าเมืองตั้งแต่เริ่มต้นเข้ามาในประเทศไทย
ก็ผิดขั้นตอนแล้ว ตามที่ท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี ได้กล่าวแนะนำผมในเบื้องต้น เกี่ยวกับการสร้างวัดในต่างประเทศนั้น ตั้งแต่ผมเป็นนักศึกษาอยู่ในนครลอสแอลเจลีส สหรัฐอเมริกา เมื่อครั้งหลวงเตี่ย (พระธรรมราชานุวัตร) วัดโพธิ์ เดินทางไปสหรัฐอเมริกาครั้งแรก ผมและคณะกรรมการสมาคมนักเรียนไทยในลอสแอลเจลีส ได้ให้การต้อนรับ และจัดให้มีการเทศน์ครั้งแรก ตลอดจนหาลู่ทางที่จะจัดสร้างวัดไทยต่อไป และเมื่อสำเร็จการศึกษากลับมารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ ขณะนั้นเป็นเวลาที่คุณแม่และครอบครัวได้ให้การอุปถัมภ์ในการสร้างวัดทุ่งลานนา ผมได้เข้าไปเป็นส่วนช่วยเหลืออย่างเต็มตัว หลังจากนั้นผมไปรับราชการในต่างประเทศ ที่มาเลเซีย ผมก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลวัดไทยในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมพรรษา ครบ ๖๐ พรรษา ผมได้เป็นผู้บุกเบิกที่จะสร้างวัดพุทธ ถวายฯ ในวโรกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ จึงได้ไปขอที่ดินจากผู้ปกครองนครเบอร์ลิน ซึ่งขณะนั้น นครเบอร์ลินยังแบ่งเป็นตะวันตก-ตะวันออก โอกาสนั้นผมได้จัดทำเหรียญพระพุทธรูป ภ.ป.ร. ในวโรกาส ๖๐ พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เวลานั้นนครเบอร์ลินก็เฉลิมฉลอง ๗๕๐ ปี และเพื่อหาทุนทรัพย์ก่อสร้างวัด จึงได้นำเหรียญมอบให้วัดพุทธวิหาร ณ กรุงเบอร์ลิน (สำหรับที่ดินเดิมที่ขอจากผู้ปกครองนครเบอร์ลินขณะนั้น เป็นที่ชานเมืองใกล้ป่าช้า การเจรจายุ่งยากมาก เพราะรัฐบาลเยอรมัน เกรงว่า ทางศาสนาอื่น ๆ จะขอบ้าง จึงทำให้การเจรจาต้องหยุดชะงัก เมื่อผมต้องเดินทางกลับไปรับราชการในเมืองไทย) ช่วงที่ผมรับราชการอยู่ในเยอรมัน ประชาชนของเยอรมันระส่ำระสายมากบางคนแทบไม่มีศาสนายึดเหนี่ยว ไม่รู้ว่าศาสนาจะช่วยอะไรได้ ผลจากการพ่ายแพ้สงครามโลกถึง ๒ ครั้งทำให้ประชาชนรู้สับสนทางด้านจิตใจ จึงแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยวต่อไป สำหรับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอินเดีย ปัจจุบันนี้ไม่ง่ายอย่างที่เราเข้าใจ เพราะชาวอินเดียยุคนี้
กับสมัยพุทธกาลนั้นต่างกันมาก
สมัยพุทธกาลชาวอินเดียนับถือศาสนาฮินดู และลัทธิอื่น ๆ ดั้งเดิม และขณะนั้นยังไม่มีศาสนาคริสต์หรืออิสลามเกิดขึ้น
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจึงได้ผลกว่า
และเมื่อเรานำพระพุทธศาสนากลับคืนอินเดียในวันนี้ เสมือนว่าในมือเขาไม่ว่างเสียแล้ว
มีอะไรอยู่ในมือหลายอย่าง การจะรับของใหม่ก็ต้องวางของเก่าก่อน
แต่สำหรับผลงานของท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี(วีรยุทธ วีรยุตฺโต) ได้รับความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม
ซึ่งจะขอกล่าวในโอกาสต่อไป ประสบการณ์ที่ผมได้รับ ขณะที่ไปเป็นกงสุลใหญ่นครเบอร์ลินนั้นมีมากมาย เช่น ครั้งหนึ่งมีนักเรียนไทยในนครเบอร์ลินมาหาผม และกล่าวว่า ท่านกงสุลใหญ่ครับ มีเรื่องแล้วล่ะ ร้านขายของเก่าแถวบ้านพักของผม เขาเอาพระพุทธรูปวางไว้หน้าประตู ใครเดินเข้าออกก็โดนเศียรพระโดยเฉพาะผู้หญิงเดินผ่านไม่เหมาะสมเลย ผมอยากให้ท่านไปช่วยเจรจา ไม่เช่นนั้นผมจะถ่ายรูปส่งไปลงหนังสือพิมพ์ที่เมืองไทย พอฟังแล้ว ผมไม่ได้รับปากอะไรมาก เพียงแต่สอบถามสถานที่ตั้งของร้านดังกล่าว จากนั้นต่อมาผมได้ไปพบเจ้าของร้านขายของเก่านั้น สอบถามได้ความว่าไปซื้อพระพุทธรูปนี้มาจากเมืองไทย จึงได้ถามเขาว่าช่วงนี้การขายของที่ร้านของเขาเป็นอย่างไร เขาตอบว่ารายได้ตกลงไปมากจากเดือนก่อน ๆ ผมจึงบอกเขาว่า คนไทยเรานับถือพระพุทธศาสนา และเราจะนำพระพุทธรูปวางไว้ที่สูง เพื่อเป็นการแสดงความเคารพสักการะในเบื้องต้น แล้วจึงจะทำให้การค้าขายดีขึ้นเรื่อย ๆ เขาทำท่าว่าเข้าใจดี หลังจากนั้น ๒ วัน ผมได้ผ่านไปที่ร้านเดิม เห็นพระพุทธรูปนั้น ถูกย้ายขึ้นไปไว้บนหลังตู้ ซึ่งดูแล้วสง่างาม ผมจึงได้อธิบายให้นักศึกษาไทยฟังในภายหลังว่า ความเชื่อความศรัทธา ต้องให้เขาเข้าใจเอง มิใช่บังคับหรือสั่งให้เชื่อให้นับถือ การที่ผมไปเป็นกงสุลใหญ่และเอกอัครราชทูต ดังที่ท่านทั้งหลายทราบแล้ว นั่นคือหัวหน้าสำนักงาน ซึ่งจะมีเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์สารพัดเรื่อง สำหรับท่านที่จะไปเป็นพระธรรมทูต
ต้องอบรมรับรู้และรับทราบสถานที่
บุคคล ประชาชนที่จะต้องสัมผัส ซึ่งต้องปรับสภาพตัวเอง
โดยปรับตัวเองให้เป็นหลักที่ต้องใช้เวลาพอสมควร
อาจจะรู้สึกอึดอัด
ไปอยู่สามเดือนก็คิดว่าตนยังไม่ได้อะไรเลย
ภาษาก็ยังไม่ได้
แต่ผมขอเรียนว่า
ท่านได้สำเร็จไปหลายอย่างแล้ว เช่น เข้ากับดิน ฟ้า อากาศเขาได้ ขึ้นรถไฟฟ้า-ใต้ดิน ติดต่อกับผู้อื่นได้ และไม่มีปัญหาเรื่องภัตตาหารการเป็นอยู่ สิ่งเหล่านี้ผมถือว่าสำเร็จแล้ว อย่าท้อแท้
การไปอยู่ในแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน
ส่วนมากก็คงประสงค์อยากไปสหรัฐอเมริกา
เพราะคิดว่าสะดวกสบายกว่ามีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม บางสิ่งก็เป็นจริง เพราะชาวไทยที่ไปอยู่อเมริกานั้นมีจำนวนมากกว่าประเทศอื่น
ๆ ส่วนมากก็เดินทางไปทั้งครอบครัว บ้างก็ไปเรียนหนังสือ บ้างก็ไปหางานทำ
หรือบ้างก็ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ถาวรเลย เป็นต้น
ดังนั้น คณะพระธรรมทูตที่จะไปปฏิบัติศาสนกิจก็ไม่ลำบาก
เพราะคนไทยเข้าใจขนบธรรมเนียมการทำบุญดีอยู่แล้ว
เช่นสมัยที่เริ่มหาทุนสร้างวัดไทยในลอสแอลเจลีส นางพยาบาลบางคนทำงานหาเงินได้ชั่วโมงละ ๔-๕
เหรียญ ก็ร่วมทำบุญ หลวงเตี่ยจึงเสนอนางพยาบาลที่จะช่วยบริจาคในการสร้างวัด คนละ ๑ เหรียญสหรัฐต่อวัน เป็นต้น
สำหรับประเทศแถบยุโรปนั้นการบริจาคทำบุญค่อนข้างลำบาก
อีกประการหนึ่งผู้หญิงไทยที่ไปแต่งงานกับชาวต่างชาติ
ซึ่งสามีเขาก็ยังไม่เข้าใจวัฒนธรรมและประเพณีงานทำบุญต่าง ๆ
ของชาวพุทธไทยดีพอ ประสบการณ์การเป็นกงสุลใหญ่ ณ เมืองฮ่องกง ก็ได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นหลายอย่าง
ชาวฮ่องกงยังนับถือพระพุทธศาสนาอยู่มากพอสมควร การไหว้พระไหว้เจ้าถือเป็นของคู่กัน เหมือนชาวจีนในประเทศไทยและมีคนไทยชักชวนให้สร้างวัดพุทธ
แต่เนื่องจากผมไปรับราชการที่นั่นอยู่เพียงปีเศษ หลังจากนั้นก็ไปเป็นเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล
ประเทศ สาธารณรัฐเกาหลี
ซึ่งเป็นประเทศที่น่าสนใจ ทั้งด้านวัฒนธรรม ศาสนาและด้านอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่
และเป็นคู่แข่งที่สำคัญของญี่ปุ่น เกาหลีนั้นศาสนาพุทธรุ่งเรืองที่สุดในระยะหนึ่ง เคยมีพระเป็นผู้ปกครองแผ่นดิน
ปัจจุบันก็ยังมีผู้ที่เคร่งในศาสนาทั้งชายและหญิง ยังไหว้พระอยู่ ตามวัดต่าง ๆ เกาหลีมีพระพุทธศาสนาหลายนิกาย ซึ่งมีมากกว่า
๘๐-๑๐๐ นิกาย หลังสงครามเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้
ประชาชนเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์คาทอลิกและโปแตสแตนส์
เป็นจำนวนมากเมื่อผมไปอยู่ใหม่ ๆ
ผมไปไหว้พระและเข้าไปเยี่ยมชมวัดพุทธในเกาหลีแล้วเกิดศรัทธาอยากจะสร้างวัดพุทธไทยขึ้นบ้าง แต่เมื่อศึกษาดูแล้วจากนิกายที่มากมาย
จึงคิดว่าควรให้การสนับสนุนวัดพุทธทั่วไปในเกาหลีที่อยากให้สถานเอกอัครราชทูตช่วยเหลือติดต่อประสานงานกับรัฐบาลไทยเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนกิจกรรมด้านศาสนาและวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ
โดยมิได้มุ่งมองถึงความแตกต่างระหว่างนิกาย แต่มุ่งส่งเสริมให้พระสงฆ์เกาหลีและพระสงฆ์ไทยได้มีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิด ซึ่งบางครั้งก็นิมนต์มาสวดมนต์ที่เมืองไทย
เป็นต้น ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ได้ให้การสนับสนุนและอุปถัมภ์วัดพุทธวาวู (Wawoo Buddhist Temple) โดยร่วมจัดตั้ง
ศูนย์รวมพระพุทธปฏิมากรรมนานาชาติ ขึ้น
ซึ่งได้ร่วมกับวัดช่วยกันจัดหาพระพุทธรูปจากประเทศต่าง ๆ อาทิ อินเดีย
พม่า ลาว และไทย สำหรับประเทศไทยได้รวบรวมพระพุทธรูปจากจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งมีผู้ร่วมบริจาครวมทั้งสิ้น ๕๔๓ องค์
ปัจจุบันโครงการนี้ยังดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง ทางศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติของเกาหลี
จะให้การสนับสนุนแก่วัด Wawoo ต่อไป โดยจะจัดสรรงบประมาณสร้างอาคารในรูปแบบภายนอก
เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมเกาหลี
แต่ผมได้เสนอขอชั้นล่างของอาคารให้สร้างสูง ๖
เมตร เป็นห้องโถงใหญ่
เพื่อตบแต่งภายใน ให้เหมือนบรรยากาศแบบโบสถ์ทั่วไปในประเทศไทย ซึ่งยังอยู่ในโครงการที่จะจัดสร้าง สถาปัตยกรรมนำศาสนา
คือสร้างแบบศิลปะสถาปัตยกรรมไทย ที่มองแล้วก็ทราบได้เลยว่าเป็นวัดไทย ทั้งนี้
ศูนย์รวมพระพุทธปฏิมากรรมนานาชาติ
ก็คือปฏิมากรรมนำศาสนา คือนำปฏิมากรรมของพระพุทธรูปจากทั่วโลกมารวมไว้ให้ประชาชนได้มาสักการะบูชา เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๔๘ พระมหาพยอม เจ้าอาวาสวัดพุทธวิหาร กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ได้มาเล่าให้ฟังว่า คณะกรรมการวัดพุทธวิหาร จะจัดซื้อที่แห่งใหม่ เพื่อสร้างวัด ซึ่งเป็นพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมเก่า โครงสร้างแข็งแรงมาก เหมาะที่จะย้ายวัดไปอยู่ที่ใหม่ ผมจึงได้เสนอว่าโครงสร้างของโรงงานที่ยังมีสภาพสมบูรณ์อยู่อย่ารื้อ ให้ตบแต่งภายในให้เหมือนวัดและโบสถ์ของไทยเราทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายการตบแต่งและค่าก่อสร้างจะเป็นการประหยัดได้มาก เมื่อครั้งที่ผมเป็นกงสุลใหญ่นครเบอร์ลิน ก่อนที่ผมจะติดต่อเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่รับผิดชอบเรื่องที่ดิน ผมได้ให้สถาปนิกไทยวาดภาพโบสถ์และวัดไทยไปแสดงให้เขาดู เจ้าหน้าที่ให้ความสนใจอย่างมาก เพราะเมื่อสร้างเสร็จก็จะกลายเป็นจุดท่องเที่ยวของนครเบอร์ลินได้อีกแห่งหนึ่ง อย่างน้อยที่สุด เจ้าหน้าที่ ที่ไปเจรจาด้วยก็เห็นด้วยในเรื่องนี้ สิ่งที่อยากจะพูดเพิ่มเติมการบรรยายในวันนี้ก็คือ ชีวิตของคนเรานั้นสั้นมาก หากคำนวณจากชีวิตอายุแค่ ๖๐ ปี คิดง่าย ๆ เรานอนคนละ ๘ ชั่วโมง คือ ๑ ใน ๓
ของวัน เวลา ๖๐ ปี เรานอนไปแล้ว ๑๕ ปี เวลาจริง ๆ มีเพียง ๔๕
ปี เสียเวลาอิจฉา โมโห โกรธ หลง
ริษยา ฯลฯ อย่างละ ๑-๒ นาที
ก็เสียเวลาไปอีก๒ ปี รวมแล้วชีวิต ๖๐ ปี มีเวลาเป็นของเราเพียง ๔๓ ปี เท่านั้น เวลานั้นสั้นมากจริง ๆ แล้วมนุษย์ธรรมดา จะทำอะไรเล่า
ที่เป็นประโยชน์ ที่มนุษย์ทุกคนทุกชนชาติสามารถทำได้ ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนไหนของสังคม
ส่วนไหนของประเทศ หรือส่วนไหนของโลก
ซึ่งสิ่งที่กระทำนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเองต่อคนรอบ ๆ ด้าน และต่อสังคมมนุษย์ทั่ว ๆ ไป นั้นคือการที่เราจะทำอะไร มีหน้าที่อะไร เราจะต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังตัวอย่างเช่น เราเป็นลูก ก็จงทำตัวเป็นลูกที่ดีที่สุดตามหน้าที่ของลูกที่ดีของครอบพ่อแม่และครอบครัว
ก็จะมีความสุข เราเป็นพ่อหรือแม่ ก็ทำหน้าที่พ่อหรือแม่ที่ดีที่สุดตามหน้าที่
ที่มีต่อลูกต่อสังคม
ทุกคนก็จะมีความสุข เราเป็นสามีหรือภรรยา
ก็ปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุดครอบครัวก็จะได้มีความสุขทั่วกัน เราเป็นครู ก็เป็นครูที่ดีที่สุด ที่เราสามารถจะทำได้
ก็จะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนและต่อโรงเรียน
ในที่สุดก็จะดีต่อตำแหน่งหน้าที่ของตนและสังคม เราเป็นนักเรียน ก็ทำหน้าที่ของนักเรียนที่ดีที่สุด
ที่สามารถกระทำได้ ก็จะไม่เป็นภาระแก่ใครในอนาคต
อีกทั้งการเรียนก็ก้าวหน้าและสำเร็จในที่สุด เราเป็นคนขับรถแท็กซี่ ก็เป็นคนขับที่ดีที่สุด โดยเฉพาะการเคารพกฎจราจรและคำนึงถึงความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นดีที่สุด หมายความว่าไม่ประมาทและมีสติทุกเมื่อ ผู้โดยสารก็ปลอดภัย คนขับรถก็หาเงินได้รถยนต์ก็ไม่ชำรุดเสียหาย นับว่าเป็นคุณแก่ตนเองและแก่ผู้อื่น เราทุกคนเป็นพลเมือง ต่างก็ทำหน้าที่ของตนเอง คือหน้าที่พลเมืองที่ดีที่สุด ก็จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนร่วมชาติโดยส่วนรวมได้เป็นอย่างดี รวมความว่า เราทุกคนสามารถที่จะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่แผ่นดินและชาวโลกทั่วไปได้ทุกคน ทั้งนี้ เราต้องพิจารณาตัวเราเองเสียก่อน ถึงความมีคุณค่าของชีวิตที่ได้เกิดมาบนโลกใบนี้ ความดีเท่านั้นที่จะคงอยู่อย่างเที่ยงแท้ นอกนั้นคือความสลายหรือความตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกไปไม่พ้น สรุปในส่วนนี้ก็คือ ตัวเราเองมีหน้าที่อะไรให้ทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ สมอย่างคำที่ว่า Do your bestผลลัพธ์ก็จะออกมาดี จะเป็นคุณประโยชน์ทั้งปัจจุบันและอนาคตของสังคม ผมขอเรียนว่า พระธรรมทูตทุกรูป จะเป็นพระธรรมทูตที่ได้รับความสำเร็จ หากทุกรูปปฏิบัติศาสนกิจถูกหลักถูกหน้าที่และทำดีที่สุดในทุก ๆ เรื่อง ตลอดไป การไปอยู่ในต่างประเทศ พระธรรมทูตต้องระวังเนื้อระวังตัวให้มาก เพราะพระในต่างประเทศมีน้อยมาก คนไทยขณะอยู่ในเมืองไทยจะให้ความสนใจพระสงฆ์ไม่มาก แต่พอไปอยู่ต่างประเทศ จะรู้สึกคิดถึงพระ อยากมีที่พึ่งทางด้านจิตใจ เพราะฉะนั้นเมื่อได้พบพระก็จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษกว่าพระสงฆ์ที่อยู่ในเมืองไทย ดังนั้น พระควรระมัดระวังวัตรปฏิบัติ ให้สำรวมในอ ิริยาบถเป็นทวีคูณ ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่า ว่าเขาจะลองดีหรือจับผิด แต่เพราะคนไทยในต่างแดนก็ยังแบ่งก๊กแบ่งเหล่าเป็นพวกนั้นพวกนี้ หากท่านสามารถวางตัวเป็นกลางจะเป็นการดีที่สุด ถ้าท่านให้ความสนิทสนมกับใครเป็นพิเศษก็จะถูกกล่าวหาว่าฝักใฝ่พวกนั้นพวกนี้ จึงขอให้ระมัดระวัง อีกเรื่องหนึ่งคือการดูดวง ดูหมอ ดีไม่ดีอาจะจะถูกตำหนิเอาได้ ผมขอเล่าเป็นเกร็ดความรู้
เมื่อครั้งที่ผมรับราชการเป็นกงสุลใหญ่นครเบอร์ลิน บังเอิญช่วงนั้นพระพยอม กัลยาโณ มีชื่อเสียงในการเทศน์มาก
จึงมีคนไทยนิมนต์ท่านให้มาเทศน์ให้คนไทยและนักศึกษาไทยฟัง ที่นครเบอร์ลิน
อีกทั้งผู้นิมนต์ก็อยากให้ท่านนำเทปที่ท่านเทศน์ในเมืองไทย
ไปให้คนไทยที่นั่นได้ซื้อเทปนั้น
ด้วยความนิยมชมชอบในเนื้อหาที่ท่านเทศน์ ท่านก็นำเทปมาประมาณ ๒๐๐ ม้วน ก็มีคนหวังดีมาบอกผมว่า ทางเยอรมันเขาเข้มงวดมากในเรื่องการนำเข้า ท่านกงสุลใหญ่ ให้นำเข้าเยอรมันในนามสถานกงสุลใหญ่ ย่อมจะถูกทางศุลกากรเพ่งเล็ง พอทราบเรื่องผมเองก็ไม่สบายใจ
จึงไปแจ้งต่อศุลกากร เป็นการ (Declare) การนำเข้า
หากนำมาจำหน่ายต้องเสียภาษี จึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรว่า เทปทั้งหมดนี้เป็นคำสอนคำเทศน์ของพระเพื่อให้คนเป็นคนดี ไม่มีเพลงบรรเลงใด ๆ ทั้งสิ้น หากพระท่านสอนให้คนไทยในเบอร์ลินเป็นคนดี ทุกคนก็มีความสุข ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจของท่านก็ไม่ต้องทำงานหนักทางเจ้าหน้าที่ฯ
ก็ถามว่าแล้วมา Declare ทำไม ท่านส่งมาในนามสถานกงสุลใหญ่
เราก็ไม่ตรวจสอบอยู่แล้ว ที่นำมาเล่าก็ช่วยเป็นอุทาหรณ์ให้รู้ว่า หากเราไปปฏิบัติหน้าที่อะไร
เราก็ต้องทำหน้าที่นั้นให้ชัดเจนและมีความโปร่งใส ถึงแม้เราไม่ได้เป็นข้าราชการ
ก็ต้องระมัดระวัง
เพราะหากเขากล่าวหาท่าน
เขาไม่ได้ว่าท่าน
แต่เวลาพูดเขาจะว่าคนไทย ซึ่งจะทำให้เสียชื่อคนไทยไปทั้งหมด อีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นที่สาธารณรัฐอินเดีย ขณะที่ผมปฏิบัติหน้าที่เอกอัครราชทูต ก็มีสุภาพสตรีผู้หวังดีท่านหนึ่ง
ได้มาขอเข้าพบผม และได้เล่าให้ฟังว่า ท่านทูต คะ
หนูไม่ค่อยสบายใจเลย ที่เห็นพระที่มาศึกษาในอินเดีย ปริญญาโท
และปริญญาเอกก็มี บางรูปจบการศึกษาแล้ว
ยังไม่ยอมกลับเมืองไทย ทำตัวเป็นมัคคุเทศก์นำคนไทยเที่ยวสังเวชนียสถาน
หาเงินร่วมกับบริษัทท่องเที่ยวจากเมืองไทย
อยากให้ท่านทูตช่วยกำชับและตักเตือนให้ด้วยค่ะ บางรูปเปรียญ ๙ จบปริญญาเอกก็ไม่ยอมกลับ ก่อนที่ผมจะตอบคำถามของสุภาพสตรีท่านนั้น ผมขอเล่าเรื่องภูมิหลังของนักท่องเที่ยว หรือพุทธศาสนิกชนไทย
ที่มักจะเดินทางไปแสวงบุญ และท่องเที่ยวสาธารณรัฐอินเดียพร้อมกัน
กล่าวคือช่วงระหว่างเดือนตุลาคม ถึงปลายเดือนมีนาคม รวม ๖ เดือนของทุกปี
จะมีชาวไทยเดินทางไปในช่วงนี้มากที่สุด เพราะหลังเดือนมีนาคม แล้วอากาศจะร้อนมาก
และส่วนใหญ่คนไทยจะไปนมัสการสังเวชนียสถาน อันมีสถานที่ประสูติ ลุมพินี สถานที่ตรัสรู้ โพธิมณฑลคยา สถานที่แสดงปฐมเทศนา พาราณสี และสถานที่ปรินิพพาน กุสินารา เป็นต้น
ผู้ที่เดินทางไปแสวงบุญจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี
อาจจะเพราะมีจิตศรัทธาและเมื่อกลับไปเมืองไทยแล้ว ก็รู้สึกมีความสุข
มีความอิ่มเอิบต่อการได้ไปทำบุญในดินแดนพุทธภูมิ
รวมทั้งการได้เข้าไปสัมผัสพบเห็น
ได้กราบไหว้สังเวชนียสถาน
ได้เข้าถึงและเข้าใจพุทธประวัติทุกขั้นทุกตอน จากผู้บรรยายอย่างละเอียด
ในสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน
อันแท้จริง ความซาบซึ้งนี้
ถือว่าเป็นมหามงคลชีวิตของตนเองที่ได้มากราบไหว้บูชา
พร้อมทั้งพบเห็นสัจธรรมของชีวิตในบรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ในระหว่างการเดินทางก็ได้สวดมนต์ภาวนาเพื่อให้เกิดสติ
และได้ซักถามสิ่งที่อยากจะรู้จากผู้บรรยายตลอดการเดินทาง
จึงนับว่าคุ้มค่าของชีวิตที่ได้มานมัสการและสักการะ เมื่อผมได้ฟังคำถามสุภาพสตรีผู้หวังดี เกี่ยวกับมัคคุเทศก์ ที่จบการศึกษาระดับปริญญาสูง ๆและเป็นพระ นำคณะผู้แสวงบุญ หรือเรียกว่านักท่องเที่ยว ไปในสถานที่ต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น ผมจึงได้อธิบายให้สุภาพสตรีผู้หวังดีคนนั้นฟังว่า การที่ท่านมาแจ้งให้ผมทราบถึงพฤติกรรมของพระสงฆ์ที่ทำตัวเป็นไกด์ พานักท่องเที่ยวไปยังสังเวชนียสถานต่าง ๆ ดูไม่เหมาะสมนั้น ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณ เกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะผมก็ได้เห็นและทราบด้วยตนเองเหมือนกัน แต่จะขอเรียนให้ทราบว่า หากเราเปิดใจให้กว้าง มองดูและคิดให้ละเอียดว่า ที่ท่านผู้บรรยายเป็นพระสงฆ์ เป็นคำเทศน์ คำสอนที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา และพุทธปรัชญา ซึ่งคณะนักท่องเที่ยวสามารถสอบถามได้ตลอดเวลา อีกทั้งผู้บรรยายก็สาธกยกให้เห็นอย่างละเอียดถูกต้อง รวมทั้งมีการทำวัตร เช้า-เย็น บนรถโดยสารขนาดใหญ่ ที่บรรจุคนได้ ๔๐-๖๐ คน โดยสมมุติเอาว่า รถโดยสารคันนั้นคือโบสถ์ หรือศาลาที่มีผู้มาฟังเทศน์ ๔๐-๖๐ คน และผู้ที่ฟังเทศน์คณะนี้ จะฟังเทศน์ราว ๔-๖ ชั่วโมง จึงจะออกจากโบสถ์สมมุตินี้ เพื่อไปเปลี่ยนอิริยาบถและปลดทุกข์เท่านั้น หรือแม้แต่อาหาร ก็รับประทานในโบสถ์ คือบนรถโดยสารดังกล่าวนั่นเอง และเมื่อสิ้นสุดการเดินทาง อย่างน้อยก็ ๕-๑๒ วัน หรือมากกว่านั้น สุดแต่กลุ่มคณะท่องเที่ยว จะจัดวันเวลาที่เหมาะสมของตน หลังจากนั้นบริษัทท่องเที่ยวก็จะจัดหาปัจจัยให้แก่ผู้บรรยาย หากจะมองว่าเป็นการร่วมบริจาค จากคณะนักท่องเที่ยวก็คิดเสียว่าเป็นเงินติดกัณฑ์เทศน์พระก็แล้วกัน เนื่องจากพระผู้บรรยายบางรูปก็ยังศึกษาอยู่ก็มี เช่น ที่ มหาวิทยาลัยนิวเดลี, พาราณสี, โกรักกปู เป็นต้น ก่อนที่ผู้บรรยายจะได้รับนิมนต์บรรยายบนรถโดยสาร ท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี จะเป็นผู้พิจารณาซึ่งต้องได้รับการคัดเลือกจากผู้ที่มีความสามารถเป็นพิเศษเฉพาะตัวโดยการผ่านการฝึกฝนติวเข้มเป็นเวลานาน กว่าจะได้รับอนุญาตนิมนต์จากท่านเจ้าคุณดังนั้น จึงถือได้ว่าผู้ได้รับฟังเทศน์ในโบสถ์สมมุติคือรถโดยสาร ย่อมเป็นผู้ที่มีอานิสงส์สูงมาก ที่ได้อยู่ในโบสถ์พิเศษ พร้อมทั้งได้ ฟังเทศน์ เป็นเวลาหลายวัน ซึ่งไม่เคยได้สัมผัสแบบนี้มาก่อนในชีวิต ที่นำมาเล่าทั้งหมดนี้ ก็เพื่อมองให้เห็นว่า การไปเป็นพระธรรมทูตนั้น กิจกรรมที่ไปปฏิบัติจะเป็นกิจกรรมสงฆ์ หรือกิจกรรมส่วนตัวก็ดี ใคร่ขอให้ระมัดระวังไว้ เพราะผู้มองต่างมุม จะมองและคิดต่างจิตต่างใจทั้งทางบวกและลบ ดังนั้น ผู้ปฏิบัติหรือผู้กระทำจะไม่ทราบและรู้ตัวว่ามีผู้จ้องมองอยู่จึงเห็นสมควรว่า ให้สำรวมวัตรปฏิบัติของท่านให้ดี แล้วความศรัทธาเลื่อมใสจะหลั่งไหลมาเอง ให้ถือคติว่า Do your best ตลอดเวลา ด้วยการ คิดดี พูดดี ทำดี และบริสุทธิ์ใจเป็นที่ตั้ง ระหว่างที่ผมอยู่อินเดีย บางครั้งมีอาคันตุกะ ทั้งราชการและโดยส่วนตัวมาเยี่ยมมากมายหลายคณะ บางคณะก็มีข้าราชการผู้ใหญ่ ที่รู้ภาษาอังกฤษแข็งแรงหน่อย ผมก็จัดหามัคคุเทศก์ชาวอินเดียที่พูดภาษาอังกฤษได้ดี ไปด้วย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการบรรยายที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา หากไปชมสังเวชนียสถานเป็นที่น่าสังเกตว่าเขาบรรยายแทบจะไม่รู้เรื่อง และไม่ลึกซึ้งดีพอ บางครั้งไปได้ครึ่งทางจำต้องเปลี่ยนมัคคุเทศก์ โดยไปนิมนต์พระไทยที่จำพรรษาอยู่ที่สารนาถเป็นผู้บรรยายแทน ที่นำมาเล่าเป็นเกร็ดความรู้ ที่ได้ประสบการณ์มาด้วยตนเอง ขณะที่ผมมารับราชการเป็นเอกอัครราชทูตอยู่สาธารณรัฐอินเดีย ได้มีส่วนรวมประสานงานและช่วยเหลือทุกเรื่องที่ได้รับมอบหมาย
ด้านศาสนาและวัฒนธรรม
รวมทั้งการก่อสร้างวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์
รัฐอุตตรประเทศเมืองกุสินารา และบัดนี้วัดก็ได้สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ถือได้ว่าเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมไทยที่สวยงามที่สุดในต่างประเทศ พระอุโบสถออกแบบโดย รศ.ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี ศิลปินแห่งชาติ พระมหาเจดีย์ออกแบบในเบื้องต้นโดย น.ส. วนิดา
พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแบบแปลนพระมหาเจดีย์ นามว่า
พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา ทรงตรวจแก้แบบแปลนด้วยพระองค์เอง
และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุและเส้นพระเจ้า(เส้นผม)
ของพระองค์อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา ทรงโปรดให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ในการนี้ใคร่ขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติม
เกี่ยวกับพระบรมสารีริกธาตุ
ที่พระราชทานมานี้ให้เป็นที่เข้าใจว่า
จากจดหมายเหตุของอินเดีย เมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๑ นั้น ได้มีผู้ขุดพบพระอบที่บรรจุอัฐิธาตุ
ที่เนินพระสถูปเก่าแก่แห่งหนึ่งในเมืองกบิลพัสดุ์
มีอักษรจารึก ซึ่งเป็นตัวหนังสือเก่าแก่ที่สุดในอินเดีย
บอกกำกับไว้ว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุ
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อันเป็นส่วนแบ่ง ซึ่งกษัตริย์ศากยราชได้ไป แต่เมื่อครั้งถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ
ณ กรุงกุสินารา ขณะนั้น นาย มาร์ควิส
เดอริซัน อุปราชอังกฤษประจำประเทศอินเดีย
( ซึ่งช่วงนั้นอินเดียตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ) ซึ่งมีความคุ้นเคยกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นอย่างดี ได้ปรารภว่า
พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นพุทธศาสนูปถัมภก
ที่มีอยู่ในโลกในขณะนั้น
ก็มีแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียวจึงแจ้งตามความประสงค์ที่จะ
ถวายพระบรมสารีริกธาตุ แด่พระองค์
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)
ซึ่งขณะนั้นยังมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาสุขุมนัยวินิต เป็นผู้แทนประเทศไทย
เดินทางไปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ
เข้ามาถึงกรุงเทพมหานครฯ
เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๔๔๒
เรื่องดังกล่าวนี้คือความเกี่ยวเนื่องกับวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์
และนอกจากนั้น มูลนิธิวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์
ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระบรมราชานุญาต
ให้จัดสร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมอาคารประดิษฐานพระบรมรูปฯ บริเวณวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ซึ่งจะอยู่ข้างเจดีย์
พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา
เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม
๒๕๕๐ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างและปั้นพระบรมรูปฯ คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณ เดือน ธันวาคม ๒๕๕๐ ภายในวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์
ยังประกอบไปด้วยกิจกรรมที่สำคัญสำหรับชาวอินเดีย กล่าวคือ มีสถานพยาบาลกุสินาราคลินิก สร้างขึ้นด้วยความร่วมมือของมูลนิธิ ฮารนาม ซิงห์ อาร์บันส์กอร์ โดยมีนาย กูรมัด ซิงห์
สัจจเทพ ประธานมูลนิธิฯ
โดยการชักชวนของผมขณะที่ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ให้มาร่วมจัดสร้างสถานพยาบาล
เพื่อช่วยเหลือคนยากจนในท้องถิ่น และดูแลรักษาชาวพุทธไทยและชาวต่างประเทศที่ไปแสวงบุญ ให้บริการรักษาโดยไม่คิดมูลค่า
แก่คนเจ็บป่วยในท้องถิ่น แต่จำเป็นต้องเก็บค่ายา ๕
รูปี
เพราะมิเช่นนั้นคนไข้บางคนมักจะเอายาไปทิ้ง
ซึ่งอาจเป็นเพราะขาดความรับผิดชอบจึงไม่รู้คุณประโยชน์ของยา ปัจจุบัน มูลนิธิ
วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ร่วมกันมูลนิธิ
ฮารนาม ซิงห์ อาร์บันส์ กอร์ ได้จัดตั้ง มูลนิธิ Wat Thai Kusinara Charitable
Trust ขึ้น
และได้ซื้อที่ฝั่งตรงข้ามวัด
สร้างกุสินาราคลินิก เป็นสถานพยาบาลให้ใหญ่ขึ้น
โดยเพิ่มแพทย์และเครื่องมือแพทย์อีกด้วย เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๐
ประธานาธิบดีสาธารณรัฐอินเดีย ฯพณฯ ดร. เอ.พี.เจ อับดุลคาลัม ได้มาประกอบพิธีเปิดสถานพยาบาล
ที่ก่อสร้างเสร็จเป็นบางส่วน ซึ่งถือว่ากิจกรรมของวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์
ได้ประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง จนถึงปัจจุบันนี้ ด้วยเวลาอันสมควร ผมขอจบการบรรยายในวันนี้ ไว้เพียงเท่านี้ และโอกาสนี้หากท่านพระธรรมทูตจะสอบถามข้อสงสัยประการใด ขออาราธนานิมนต์ สอบถามได้ตามที่เวลาจะอำนวยให้
....................................................................................
สรุปคำถามคำถาม ซึ่งส่วนมากจะเป็นเรื่องความรู้ทั่วไปที่เกี่ยวกับหนังสือเดินทาง หรือ Passport ชนิดของหนังสือเดินทางมีกี่ชนิด หนังสือเดินทางทูต เล่มสีแดง ออกให้คณะทูตที่จะออกเดินทางไปต่างประเทศ หรือออกให้แก่ราชวงศ์ ผู้แทนพระองค์ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และผู้แทนประเทศที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรณีพิเศษ หนังสือเดินทางราชการ ออกให้แก่ราชการทั่ว ๆ ที่มีความประสงค์จะเดินทางไปราชการ มีรูปเล่มสีน้ำตาล หนังสือเดินทางของประชาชนทั่วไป ออกให้ประชาชนชาวไทยที่มีความประสงค์ จะเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งมีอายุ ๕ ปี เรื่อง วีซ่า การที่จะเดินทางไปต่างประเทศนั้น นอกจากท่านมีหนังสือเดินทางแล้ว ยังจะต้องไปขอวีซ่าจากประเทศที่ท่านจะเดินทางไป ทั้งนี้ ระเบียบการขอวีซ่าก็จะต่างกันไปบ้าง ตามกฎระเบียบการออกวีซ่าของประเทศนั้น ๆ ที่วางกฎระเบียบไว้ ซึ่งไม่เหมือนกันทุกประเทศ และบางประเทศได้มีข้อตกลงระหว่างประเทศกับประเทศไทย การเข้าเมืองก็ไม่ต้องทำวีซ่า ซึ่งมีอยู่หลายประเทศ และเพิ่มจำนวนประเทศอยู่เสมอ จึงขอให้ตรวจสอบดูให้ดีก่อนจะไปขอวีซ่า สำหรับพระธรรมทูตนั้น เรื่องวีซ่าก็ยังมีปัญหาอยู่เสมอ เพราะบางประเทศก็ให้ความร่วมมือดี บางประเทศก็ไม่เข้าใจ ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างต้องศึกษารายละเอียดให้ดี และถือนโยบายถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน ตัวอย่างเช่น คนอินเดียผู้สวดมนต์ของศาสนาซิกข์ ทางเราก็ออกวีซ่าให้เขา ตามจำนวนและวันเวลาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ฝ่ายอินเดียก็พร้อมออกวีซ่าให้พระสงฆ์ไทยที่ไปปฏิบัติศาสนกิจเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ บางครั้งก็ยุ่งยาก บางทีก็ต้องทำความเข้าใจ เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องเจรจากับสถานทูตต่างประเทศในประเทศไทย ทางที่ดีขอให้ผู้แทนสงฆ์หรือเถะสมาคมติดต่อสอบถามขอคำแนะนำจากกระทรวงการต่างประเทศ หรือแจ้งเรื่องและปัญหาความเป็นไปต่าง ๆ ซึ่งบางเรื่องอ่อนไหวอาจจะต้องให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้แทนเข้าร่วมในการเจรจาตกลงด้วย การมาบรรยายถวายในวันนี้ ผมรู้สึกปลื้มปิติและยินดีเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสายพระธรรมทูต ผมเคยปรารภกับท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษีว่า ขณะนี้เรากำลังก่อสร้างสถานพยาบาลกุสินาราคลินิก เราควรจัดสร้างหอประชุมใหญ่ไว้ด้วย เพื่อใช้เป็นสถานที่อบรมพระธรรมทูตรุ่นต่อ ๆ ไป ผมอยากเห็นพระธรรมทูต ที่จะเดินทางไปประกอบศาสนกิจในต่างประเทศทั่วโลก ได้มามีโอกาสไปอบรมในประเทศอินเดียสัก ๑ พรรษา โดยพักอยู่ในอินเดียตลอดพรรษา และนิมนต์พระผู้ใหญ่ หรือผู้เชี่ยวชาญในแขนงวิชาที่จะบรรยายไปบรรยายที่อินเดีย เพราะผมคิดว่า ใครก็ตามที่เคยไปอินเดียหรืออยู่ในอินเดียได้ แล้วจะไปอยู่ที่ไหนในโลกก็ได้ทั้งนั้น จะถือว่าคือทรัพยากรพระที่มีศักยภาพที่สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระธรรมทูตทุกรูป ควรที่จะได้มาสัมผัสและใช้ชีวิตในดินแดนพุทธภูมิ สักระยะหนึ่ง ทั้งหลายทั้งปวงดังได้บรรยายมา ผมคิดว่าคงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยและผมหวังว่าท่านทั้งหลายคงจะได้ข้อคิด เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ต่อไป ขอนมัสการพระคุณเจ้าทุกรูปด้วยความเคารพ ภาคผนวก : รายละเอียดเกี่ยวกับประเภทหนังสือเดินทาง
1) หนังสือเดินทางทูต (Diplomatic Passport) ผู้มีสิทธิขอหนังสือเดินทางทูต ได้แก่
1.
พระบรมวงศ์และพระนัดดาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2. พระอนุวงศ์ชั้นพระองค์เจ้าและคู่สมรส 3. พระราชวงศ์และบุคคลสำคัญที่ราชเลขาธิการขอไปเป็นกรณีพิเศษ 4. ประธานองคมนตรี
และองคมนตรี 5. นายกรัฐมนตรี
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี 6. ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา 7. ประธานศาลฎีกา
รองประธานศาลฎีกา และประธานศาลอุทธรณ์ 8. ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
และประธานศาลปกครองสูงสุด 9. อดีตนายกรัฐมนตรี
และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ 10. ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
และผู้บัญชาการทหารเหล่าทัพ 11. ข้าราชการที่มีตำแหน่งทางการทูต ซึ่งเดินทางไปราชการในต่างประเทศ 12. ข้าราชการที่มีตำแหน่งทางการทูต ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประจำอยู่ ณ
ส่วนราชการในต่างประเทศ คู่สมรส
และบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งอยู่ในความดูแลของบิดามารดาในประเทศที่ประจำอยู่หรือทำการศึกษาอยู่ในประเทศอื่น แต่บุตรจะต้องอายุไม่เกิน 25 ปี 13. คู่สมรสที่ร่วมเดินทางไปกับบุคคลดังกล่าวในข้อ (2)
ถึงข้อ (8) 14. บุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการหรือภายใต้พันธกรณีระหว่างประเทศ หรือภายใต้สถานการณ์พิเศษที่มีความจำเป็น
หรือเกี่ยวกับการเผยแพร่ชื่อเสียงเกียรติคุณของประเทศ หรืออดีตเอกอัครราชทูต หรือในกรณีที่เห็นสมควร ให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้ที่ปลัดกระทรวงการต่างประเทศมอบหมาย
มีอำนาจใช้ดุลยพินิจในการให้ออกหนังสือเดินทางทูตได้ **
หนังสือเดินทางทูตมีอายุไม่เกิน
5 ปี (ไม่สามารถต่ออายุ) เมื่อเสร็จภารกิจหรือผู้ถือขาดคุณสมบัติที่จะถือหนังสือเดินทางทูต ให้ส่งหนังสือเดินทางทูตนั้นแก่กระทรวงการต่างประเทศ เอกสารประกอบการทำหนังสือเดินทางทูต -
หนังสือนำจากหน่วยราชการต้นสังกัดลงนามโดยปลัดกระทรวงหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายถึงปลัดกระทรวงการต่างประเทศ
แจ้งขอให้กระทรวงการต่างประเทศออกหนังสือเดินทาง โดยแจ้งการอนุมัติให้เดินทางไปราชการ ณ
ประเทศใด
พร้อมระบุวัตถุประสงค์และกำหนดการเดินทาง -
สำเนาบันทึกอนุมัติตัวบุคคลให้เดินทางไปราชการต่างประเทศ -
บัตรประจำตัวข้าราชการ พร้อมสำเนาทะเบียนบ้าน 2)
หนังสือเดินทางราชการ (Official Passport) คือ
หนังสือเดินทางที่ทางราชการออกให้แก่บุคคลดังต่อไปนี้ 1. ข้าราชการเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่จัดตั้งตามรัฐธรรมนูญและสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเดินทางไปราชการในต่างประเทศ 2. ข้าราชการซึ่งไปปฏิบัติหน้าที่ประจำอยู่ ณ
สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยหรือในคณะทูตถาวรไทยประจำองค์การระหว่างประเทศในตำแหน่งอื่นที่มิใช่ตำแหน่งทางการทูตรวมทั้งคู่สมรส
และบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งอยู่ในความดูแลของบิดามารดาในประเทศที่ประจำอยู่
หรือทำการศึกษาอยู่ในประเทศอื่นแต่บุตรจะต้องอายุไม่เกิน 25 ปี 3. บุคคลที่ได้รับมอบหมายให้ไปราชการต่างประเทศ 4. บุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการหรือในกรณีที่เห็นสมควรเป็นพิเศษ หรือ เกี่ยวกับการเผยแพร่ชื่อเสียงเกียรติคุณของประเทศให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศหรือ
ผู้ที่ปลัดกระทรวงการต่างประเทศมอบหมายมีอำนาจใช้ดุลยพินิจในการอนุมัติให้ออกหนังสือเดินทางราชการได้ การขอหนังสือเดินทางทูตและราชการในต่างประเทศผู้ขอต้องแสดงเอกสารประกอบดังนี้ 1. หนังสือนำ 2. สำเนาบัตรข้าราชการและบัตรประชาชน 3. สำเนาทะเบียนบ้าน 4. เอกสารการให้ความยินยอมของบิดาและมารดา (กรณีผู้เยาว์) และ 5. เอกสารอื่นๆ
เช่น สูติบัตร ทะเบียนสมรส
สำเนาหนังสือเดินทางฉบับเดิม ฯลฯ 3)
หนังสือเดินทางธรรมดา (Ordinary Passport) คือ หนังสือเดินทางที่ออกให้กับบุคคลสัญชาติไทยมีอายุใช้งานได้ 5
ปี และไม่สามารถต่ออายุได้อีก ปัจจุบันหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ กำหนดให้มีจำนวนหน้าเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 50
หน้าเพื่อให้สามารถประทับตราวีซ่าได้มากขึ้น แต่ยังคงคิดค่าธรรมเนียม 1,000
บาทเท่าเดิม 4)
หนังสือเดินทางชั่วคราว (Temporary Passport)
คือ
หนังสือเดินทางที่ออกให้กับบุคคลที่หนังสือเดินทางสูญหาย หรือเสียหายจนใช้การไม่ได้
หรือหนังสือเดินทางขาดอายุระหว่างอยู่ต่างประเทศ
และประสงค์จะเดินทางเป็นการเร่งด่วนไม่สามารถรอการออกหนังสือเดินทางเล่มใหม่ให้แทนได้ หนังสือเดินทางชั่วคราวมีอายุการใช้งานได้ 1
ปี และไม่สามารถต่ออายุได้อีก ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ http://www.mfa.go.th
|
|