Polpage............................................................................เพจรวมความคิดที่สร้างสรรค์ / about me / home ................................................................................................................................................ |
|
|
|
ยิ่งตามล่า............ยิ่งเจอเหยื่อ เมื่อได้หนังสือเก่าเล่มแรก ก็เป็นสัญญานที่ดีทำให้เราค้นหาหนังสือเก่าต่อไปและต่อมาก็ได้เจอหนังสือเก่าเล่มอื่นๆ อีกอย่างต่อเนื่อง ดังจะยกตัวอย่างเฉพาะที่น่าสนใจพอหอมปากหอมคอ ดังนี้Lillustration หนังสือพิมพ์เก่าเล่มที่สองที่เราได้คือหนังสือพิมพ์ยอดนิยมของฝรั่งเศสในยุคนั้นฉบับครึ่งปี 1905 ในฉบับวันเสาร์ที่ 21 เดือนมกราคม 1905 หน้า 44-45 มีเรื่องราวเกี่ยวกับสยามที่น่าดูมากถึง 2 หน้าเต็ม รวมทั้งมีภาพประกอบเรื่องขาว-ดำถึง 7 ภาพ ล้วนเป็นภาพที่หาดูได้ยากและในฉบับวันที่ 15 เมษายน 1905 หน้า 247 มีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมคำบรรยายภาพ เหมือนเป็นเรื่องที่บังเอิญจริงๆ ที่ว่าพอเริ่มได้เป็นเจ้าของหนังสือเก่าเล่มหนึ่ง ก็มักจะเกิดพลังดึงดูดให้มีโชคได้เจอหนังสือเก่าทุกครั้งที่ไปเดินตามตลาดของเก่า แต่คราวนี้ ไม่ใช่หนังสือในยุครัชกาลที่ 5 แต่เป็นนิตยสารเก่าในยุครัชกาลปัจจุบัน คือ Le Patriote Illustre ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ. 1960 มีภาพปกพระบรมฉายาลักษณ์ของพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถและมีคำบรรยายในแถบล่างของปกว่าพระมหากษัตริย์ไทยในเบลเยียม นิตยสารดังกล่าวผมและภรรยาพบในตลาดของเก่าแห่งหนึ่งซึ่งผู้ขายกำหนดราคาไว้เพียง 20 ฟรังก์เบลเยียม ช่างเป็นเรื่องที่บังเอิญจริงๆ ที่ในกองหนังสือเก่ากองโตที่วางขายอยู่นั้น นิตยสารฉบับนั้นวางเป็นฉบับแรกอยู่บนกองหนังสือ จึงทำให้สะดุดสายตาดุจเหยี่ยวเช่นภรรยาของผม นิตยสารเป็นฉบับปี ค.ศ. 1960 นับเวลาถึงปัจจุบันก็ 39 ปีแล้ว บางคนอาจจะบอกว่า ไม่เห็นจะเก่าเท่าไหร่นัก แต่สำหรับผมและภรรยา ถือว่าเก่าแล้วและมีความหมายยิ่ง เนื่องจากเป็นฉบับที่พระมหากษัตริย์ไทยองค์ปัจจุบันเสด็จประพาสเยือนเบลเยียม ถ้าจะว่าไปแล้วผมเองก็เกิดได้ไม่กี่ปี ยิ่งภรรยาของผมยังไม่เกิดด้วยซ้ำไป การพบนิตยสารดังกล่าวในเวลานี้จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับเราทั้งสองคนในการที่จะเป็นนักสะสมหนังสือเก่าต่อไปในอนาคต อีกเล่มหนึ่งที่ได้มาอย่างบังเอิญเป็นหนังสือเกี่ยวกับการบันทึกการเดินทางของ Le Comte de Beauvoir พิมพ์ในปี ค.ศ.1874 โดยสำนักพิมพ์ E. Plon et Cie Imprimeurs.editrurs จากข้อมูลในปกระบุว่าเป็นการพิมพ์ครั้งที่ 9 แล้ว ถือว่าเก่าสุดในบรรดาหนังสือเก่าที่ผมพบ หนังสือเล่มนี้ เป็นเล่มที่สองของสองเล่มของชุดที่ชื่อว่า Java Siam Canton เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องการเดินทางและภาพประกอบเรื่องที่สวยงามและน่าชมมาก โดยเฉพาะการเยือนสยาม มีภาพเขียนลายเส้นที่งดงามมากหลายภาพ ซึ่งหาดูยาก หนังสือเล่มนี้ มีรอยดินสอเขียนบนปกด้านใน บอกตัวเลข 3000 ฟรังก์เบลเยียม และมีรอยขีดฆ่า ถัดลงมาข้างล่างมีตัวเลข 1000 ฟรังก์ ซึ่งแสดงว่า คงจะลดราคาเนื่องจากขายไม่ออก ผมจึงรีบถามคนขายว่าลดราคาอีกได้ไหม (ตามประสาคนไทยชอบต่อ) ผู้ขายมองหน้านิดหนึ่งตามธรรมเนียมของคนขายที่มีประสบการณ์ เสมือนชั่งใจว่าจะสมควรให้หรือไม่ ผมก็รู้ทันทำหน้าตาและสายตาไร้เดียงสา พยายามทำตัวว่าเป็นนักศึกษาจนๆ คนหนึ่ง ซึ่งคนขายก็คงจะหลงกล จึงพยักหน้าตกลง และบอกว่า ลดให้เหลือ 900 ฟรังก์ ผมรีบควักเงินให้ทันที โดยไม่รอช้า ก็จะไม่ให้รีบได้อย่างไร ก็หนังสือที่มีอายุถึง 124 ปี ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ให้ลูกหลานชาวสยามได้ชื่นชม ในปี พ.ศ. 2542 นี้ ด้วยราคาเพียงไม่ถึงพันบาท ใครบ้างจะไม่รีบคว้า นับเป็นบุญเหลือเกินแล้ว เรื่องราวของการเดินทางเยือนสยามของ Le Comte de Beauvoir เป็นอย่างไร คงต้องเก็บไว้เล่าในโอกาสอื่นต่อไป เนื่องจากมีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะการบรรยายถึงสภาพบ้านเมืองในสยามช่วงรัชกาลที่ 4 แต่ที่น่าตื่นเต้นมากก็คือภาพเขียนลายเส้นประกอบเรื่องในหนังสือเล่มนี้ ที่มีความละเอียดงดงามยิ่งนัก ผมเชื่อว่า ในปัจจุบันหนังสือดังกล่าวคงเหลืออยู่เพียงไม่กี่เล่ม เนื่องจากมีอายุนานกว่าร้อยยี่สิบปีแล้ว ผมลองหลับตานึกภาพดูว่าหากเก็บหนังสือเล่มนี้ให้แก่ลูกหลานต่อไป อีกประมาณ 50 ปี หนังสือเล่มนี้ก็จะมีอายุกว่า 170 ปี ก็ไม่รู้ว่าลูกหลานในอนาคตจะรู้สึกรู้สาถึงคุณค่าของหนังสือเก่าบ้างหรือไม่ นอกจากหนังสือเก่าที่ได้เป็นเจ้าของและนำมาเล่าสู่กันฟังส่วนหนึ่งพอเป็นสังเขปแล้ว สิ่งที่ได้มีโอกาสสะสมควบคู่ไปด้วยก็คือแสตมป์เก่า ธนบัตรเก่า โปสการด์เก่า รวมทั้งอัลบั้มภาพเก่า ซึ่งล้วนแต่ได้พบจากตลาดของเก่าในเบลเยียมทั้งนั้น ซึ่งก็อดที่จะเล่าให้ฟังมิได้ ล่าแสตมป์เก่า วันอาทิตย์นอกจากจะเป็นวันพักผ่อนที่วิเศษสุดของครอบครัวแล้ว ยังเป็นวันเสี่ยงโชคที่สำคัญด้วย ไม่ใช่เสี่ยงโชคจากการพนันหรือสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่เป็นการเสี่ยงโชคในการหาหนังสือเก่าจากตลาดของเก่า ซึ่งผมมักจะถามภรรยาก่อนออกเดินทางไปตลาดของเก่าเสมอว่า ลองเดาซิว่าวันนี้จะได้ของดีหรือไม่ ถ้าภรรยาตอบว่าสังหรณ์ว่าจะได้ละก้อ เป็นอันใช้ได้ ไม่หนังสือเก่ามากก็เก่าน้อยหน่อย แต่มักจะได้เสมอ เช่น หนังสือที่ระลึกงานมหกรรมโลก กรุงบรัสเซลส์ ปี ค..ศ. 1958 ซึ่งประเทศไทยได้จัดสร้างศาลาไทยร่วมแสดงในงานครั้งนั้นด้วย ภาพศาลาไทยที่สวยเด่นและสง่างามทำให้เราไม่รอช้าที่จะควักเงินซื้อหนังสือดังกล่าวมาเป็นเจ้าของด้วยราคาที่ถูกมาก จากคำบรรยายภาพระบุว่า ผู้ออกแบบศาลาไทยดังกล่าวได้แก่ สถาปนิก B. SAMPATISIRI น่าเสียดายที่ว่า เมื่องานมหกรรมโลกสิ้นสุดลง ศาลาไทยก็ถูกรื้อถอน ทำให้ไม่มีอนุสรณ์ทิ้งเหลือไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดูกัน คงเหลือแต่อะโตเมี่ยมของประเทศเจ้าภาพ ที่ยังคงเป็นอนุสรณ์ถึงความยิ่งใหญ่ของมหกรรมโลกในอดีต วกกลับมาเรื่องแสตมป์เก่าดีกว่า ไม่เคยคิดอีกเช่นกันว่าจะมาพบแสตมป์เก่าสยามในคินแดนที่ห่างไกลเป็นหมื่นๆ ไมล์เช่นนี้ แสตมป์เก่าดวงแรกที่พบ แสตมป์เก่าดวงแรกได้มาจากตลาดแสตมป์เก่าแห่งหนึ่งของบรัสเซลส์ เป็นแสตมป์ในรัชกาลปัจจุบัน แต่ดูสะดุดตาตรงที่หมึกพิมพ์ค่อนข้างจะเลอะเทอะ รวมทั้งพระบรมรูปในหลวงที่ปรากฎบนแสตมป์ดูพระเยาว์มาก จนเราไม่แน่ใจว่าเป็นแสตมป์ไทยของแท้หรือเปล่า แต่ก็อดใจที่จะซื้อเอาไว้ไม่ได้ วิธีที่จะรู้ว่าแท้หรือไม่ก็คงต้องถามผู้รู้ แต่ว่าจะถามใครล่ะ ก็อยู่ไกลประเทศไทยเป็นหมื่นๆ ไมล์ จะไปถามใคร แว๊บหนึ่งของความคิด นึกถึงคุณสุมิตรา จันทร์เงาแห่งศิลปวัฒนธรรมเจ้าเก่า ประกอบกับเคยอ่านศิลปวัฒนธรรมเห็นมีคอลัมน์สโมสรศิลปวัฒนธรรม เขียนโดยนายดินจร ว่าด้วยแสตมป์ทั้งเก่าและใหม่จึงส่งสำเนาแสตมป์ดังกล่าวไปให้คุณสุมิตราฯ ฝากให้คุณดินจรช่วยอนุเคราะห์ดูให้ที ไม่นานหรอกครับ ศิลปวัฒนธรรมฉบับที่ 4 กุมภาพันธ์ 2542 ฉบับว่าด้วยเซ๊กซ์ในสยาม คุณดินจรได้เล่าในคอลัมน์สโมสรศิลปวัฒนธรรม ดังนี้ เมื่อวันก่อนนู้นมีเพื่อนแสตมป์จากแดนไกลส่งแสตมป์ภาพเขียนของเรเน่ มากริตต์มาให้จากเบลเยียม แสตมป์ชุดนี้สวยแต่ไม่น่าสนใจเพราะเธอไม่ได้ส่งให้นายดินจร ผู้ได้รับเป็นป้าแหม่มสหายเก่าของเธอต่างหาก นอกจากแสตมป์เธอยังฝากบอกมาว่า ก่อนคริสต์มาสที่ผ่านมา ไปเดินตลาดของเก่าในเมืองบรัสเซลส์ มีหนังสือเก่าเกี่ยวกับ สยาม เยอะมาก แถมยังมีแสตมป์เก่าๆ ของไทยวางอยู่หลายชุด แสตมป์ที่เธอปิ้งและซื้อมาครอบครองหนึ่งชุด เป็นแสตมป์ในหลวงรัชกาลปัจจุบัน แต่เหตุที่หมึกพิมพ์บนหน้าแสตมป์เลอะเทอะและไม่คุ้นตาตรงที่พระบรมรูปดูพระเยาว์อยู่มาก เลยไม่แน่ใจว่าใช่เแสตมป์ไทยแท้หรือเปล่า .. คุณดินจรให้ความเห็นว่า นักเล่นแสตมป์รุ่นใหม่กว่าครึ่ง แรกเห็นก็คงคิดเช่นนี้ เนื่องว่าไม่คุ้นตา แต่ของแท้แน่นอน แถมเป็นพิมพ์ที่นิยม หายากอีกชุดหนึ่งด้วย เป็นแสตมป์เก่า ชุดบรรลุราชนิติภาวะ ออกเมื่อ 5 ธันวาคม 2490 แต่ที่ดูเลอะๆเทอะๆ ไม่สวยเนี้ยบก็ด้วยเหตุจากเทคนิคการพิมพ์ไม่ทันสมัย เป็นอีกชุดหนึ่งที่กรมแผนที่ทหารบกดำเนินการ แสตมป์ชุดนี้มีอยู่ 5 ดวงคือ ดวงราคา 5 20 และ 50 สตางค์ ส่วนดวงราคา 10 สตางค์จะมี 2 แบบ ดวงหนึ่งพิมพ์ด้วยสีเขียวอ่อน อีกดวงพิมพ์ด้วยสีน้ำตาล สำหรับราคาสะสมในปัจจุบันจะตกในราว 3000 บาทและที่น่าสนใจคือดวงละ 10 สตางค์(สีน้ำตาล) แค่ดวงเดียวโด่ดๆ ราคาปาเข้าไปกว่า 2000 บาท อาจจะเป็นเพราะว่าพิมพ์แค่ 2 แสนดวงเท่านั้น แต่ที่ไม่เข้าใจทำไมตลาดถึงได้ตีค่าแสตมป์ดวงนี้ ให้ราคาแสตมป์ใหม่ถูกกว่าแสตมป์ที่ใช้แล้ว แปลกประหลาดอยู่นะครับ . นอกจากจะไขข้อข้องใจแล้วคุณดินจรยังแสดงความเห็นต่อไปว่า .ปัญหาแสตมป์ปลอมในวงการสะสมอาจไม่รุนแรงเท่ากับเครื่องรางของขลังในวงการพระเครื่องที่พวกเล่นปลอมเป็นอาชีพแต่ใช่ว่าจะไม่มีเสียทีเดียว โดยเฉพาะกับแสตมป์เก่าราคาดวงหนึ่งเรื่อนหมื่นเรือนแสน ของใหม่ทำให้ดูเก่าเป็นธรรมชาติทำยาก แต่ทำได้ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สมัยใหม่ เรื่องพรรค์นี้ตัวเองยังไม่เคยเจอ(ใจไม่กล้า-เงินไม่ถึง) แต่เท่าที่ฟังจากคนในวงการบอกว่า มีแน่ๆ แต่ไม่มาก และจากเหตุที่นักเล่นส่วนหนึ่งมักไม่ค่อยยอมเสียเวลาศึกษารายละเอียดข้อเท็จจริง พอไม่คุ้นตาเลยไม่อมเล่นแสตมป์เก่าไปเลย .. คุณดินจรสรุปไว้อย่างน่าสนใจและสะใจว่า ผมว่าน่าเสียดายนะครับ หากแสตมป์อายุเกือบร้อยปีบางชุด เจ้าของแทนที่จะเป็นคนไทยกลับกลายเป็นฝรั่งอั้งม้อไปเสียหมด ก็ถือโอกาสนี้ขอบคุณคุณดินจรมากที่ให้ทั้งความรู้ในเรื่องแสตมป์และข้อคิด ทำให้เรารู้สึกว่าการแสวงหาแสตมป์เก่าในต่างแดนนี้เป็นเสมือนการพลิกสถานการณ์ที่ว่าฝรั่งอั้งม้อเป็นเจ้าของให้กลับมาเป็นคนไทยอีกครั้งหนึ่ง ก็ต้องอาศัยดวงช่วยด้วยกระมั้ง แสตมป์ดวงต่อไปที่เราได้มาเป็นแสตมป์ชุดบนซองจดหมายเก่า เป็นแสตมป์รัชกาลปัจจุบัน ไทย-สยาม ราคา 20 สตางค์และ 1 บาท อีกชุดหนึ่งที่น่าสนใจบนซองจดหมายเก่า ส่งจากสยามไปยังสวิสเซอร์แลนด์ มีแสตมป์สยามราคา 5 สตางค์และอากาศไปรษณี-สยามราคา 2 , 3 และ 5 สตางค์ ที่โชคดีที่สุดเห็นจะเป็นการได้แสตมป์สยามรัชกาลที่ 5 ราคา 3 และ 12 สตางค์ รัชกาลที่ 6 ราคา 15 สตางค์ และรัชกาลที่ 7 ราคา 3, 5 และ 80 สตางค์ แสตมป์เหล่านี้มีค่าสำหรับเฉพาะผู้สะสมเป็นการส่วนตัวตรงที่ว่า การได้มานั้นได้มาจากดินแดนที่ห่างไกลต้นกำเนิดถึงหมื่นๆ ไมล์ เรียกว่าต้องข้ามน้ำข้ามทะเล กว่าจะไปปรากฏในดินแดนที่เราอยู่เป็นการชั่วคราว จะเรียกว่าเป็นความบังเอิญหรืออย่างไรก็สุดจะเดา แต่สิ่งเหล่านี้ มีค่าต่อจิตใจของเราเป็นอย่างมาก การสะสมแสตมป์เก่าของเรานั้น ปรากฎว่าชั่วเวลาไม่นานที่เราออกตามหาแสตมป์เก่าทำให้เราได้แสตมป์ไทยเก่าจำนวนมากพอสมควร ทั้งสมัยที่ยังเป็นสยามประเทศและในรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งคงจะได้มีโอกาสนำเสนอต่อไป
|