Polpage............................................................................เพจรวมความคิดที่สร้างสรรค์ / about me / home ................................................................................................................................................ |
|
|
|
กลุ่มประเทศกับเกมการเจรจาในเวทีการค้าโลก
พอล เลอมัง/poldejw@hotmail.com
การรวมตัวของกลุ่มประเทศในโลกมีมานานแล้ววัตถุประสงค์หลักก็คือเพื่อแสวงหาและปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันของกลุ่ม ไม่ว่าจะทางการเมือง การทหาร เศรษฐกิจหรือด้านอื่นๆ กลุ่มที่เกิดขึ้นนี้ประสบความสำเร็จต่างกันไป เช่นในด้านเศรษฐกิจ ในขณะที่ยุโรปประสบความสำเร็จในการรวมกลุ่มจนเป็นสหภาพยุโรป ในทางกลับกัน ทวีปอเมริกาซึ่งมีนาฟต้าและกลุ่มในระดับภูมิภาคอื่นๆ เช่นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอาเซียน และแอฟริกามีแอฟริกันยูเนียน แต่กลุ่มเหล่านี้ยังไปไม่ถึงไหนเลย ในองค์การการค้าโลกมีการรวมกลุ่มประเทศสมาชิกเหมือนกันแม้ในหลักการสมาชิกแต่ละประเทศมีอธิปไตยและถือว่าอิสระเท่าเทียมกัน แต่ด้วยคำว่าผลประโยชน์ทางการค้าที่ไม่เข้าใครออกใครทำให้เกิดการรวมกลุ่มเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนโดยผ่านกลุ่มอยู่เสมอ ก่อนที่จะมีการตั้งองค์การการค้าโลก ก็ถือได้ว่าแกตส์เป็นการรวมกลุ่มประเทศเพื่อรักษาผลประโยชน์ในเรื่องภาษีศุลกากรระหว่างกันซึ่งในครั้งนั้นมีประมาณ 23 ประเทศเท่านั้น ด้วยความต้องการที่จะผลักดันระบบศุลกากรให้กว้างมากขึ้นและให้การค้าโลกขยายตัวไปให้มากที่สุดจึงเกิดการขยายบทบาทของกลุ่มแกตส์เพื่อให้ใหญ่ขึ้น จุดนี้เองทำให้กลายเป็นองค์การระหว่างประเทศที่ถาวรและในระดับโลก
เมื่อมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นและสมาชิกนั้นมีความแตกต่างกันในฐานะทางเศรษฐกิจรวมทั้งในด้านอื่นๆ จึงเป็นเรื่องปรกติที่สมาชิกเหล่านี้จะรวมตัวกันสร้างกลุ่มขึ้นมา เพื่อหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันหรือเจรจาต่อรองในนามกลุ่มซึ่งแน่นอนว่าคุณลักษณะประเภทแรกที่แบ่งกันได้คือตามฐานะทางเศรษฐกิจคือกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วซึ่งเป็นกลุ่มคนรวยมีอันจะกิน มีบทบาทที่มักจะเป็นผู้นำในการเสนอหลักการและกฎระเบียบ ริเริ่มประเด็นการค้าใหม่ๆ และผลักดันการเปิดการค้าเสรีกับกลุ่มที่สองประเทศกำลังพัฒนาหรือกลุ่มคนจนซึ่งจะเล่นบทผู้เรียนรู้ ผู้ขอรับความช่วยเหลือหรือขอข้อยกเว้นและผู้เรียกร้องความยุติธรรมจากกฎระเบียบที่ไม่เป็นธรรม การแบ่งกลุ่มตามฐานะทางเศรษฐกิจนี้ไม่มีระเบียบชัดเจนหากแต่ใช้รูปแบบจากองค์การระหว่างประเทศอื่นที่กำหนดไว้ สังคมในองค์การการค้าโลกจึงเป็นสังคมของการต่อรองผลประโยชน์ระหว่างกันในรูปแบบของกลุ่ม หากประเทศใดมีผลประโยชน์ส่วนตัวและคิดว่าสามารถสร้างแนวร่วมได้ก็อาจจะผลักดันประเด็นนั้นได้เหมือนกัน การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มจึงมีอยู่เสมอ และเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งกลุ่มคนรวยก็ขัดแย้งกันเอง บางครั้งก็ผสมผสานกันได้ ส่วนกลุ่มคนจนส่วนใหญ่จะอยู่ตรงข้ามกับกลุ่มคนรวยเสมอแต่บางครั้งก็แตกกันไปเข้ากับกลุ่มคนรวยก็มี จนกล่าวได้ว่าในที่สุดแล้วแม้จะมีการรวมกลุ่มกันแต่เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจในนาทีสุดท้ายของการเจรจาก็มีเหมือนกันที่บางประเทศยืนยันถึงผลประโยชน์ของตนมากกว่ากลุ่ม กระนั้นก็ตามไม่ใช่ว่าการรวมกลุ่มไม่ดี การเจรจาการค้าโลกหลายครั้งอาจไม่ประสบผลสำเร็จเลยหากไม่มีการรวมกลุ่มของประเทศสมาชิกต่างๆ เหล่านี้โดยกลุ่มทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมในการเจรจาได้เป็นอย่างดี กลุ่มมหาอำนาจ-คนรวย ในแง่เศรษฐกิจโลก กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก 8 ประเทศเป็นกลุ่มที่มีอำนาจและบทบาทในทางการเศรษฐกิจ การลงทุนและการเงินของโลกนั้นชัดเจน กลุ่มนี้กุมชะตาระบบเศรษฐกิจและการค้าโลกด้วย นอกจากจะรักษาผลประโยชน์ของตนอย่างเหนี่ยวแน่นแล้วยังชอบรุกรานกลุ่มประเทศอื่นๆเพื่อหาผลประโยชน์ที่มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ดีในองค์การการค้าโลก มีการรวมกลุ่มมากมายและหลากหลายตั้งแต่กลุ่มที่มีความสำคัญแบบถาวรกับกลุ่มที่เกิดขึ้นตามสถานการณ์ กลุ่มที่สำคัญถาวรระดับยักษ์ใหญ่ทางการค้าได้แก่กลุ่ม 4 Quad ได้แก่สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่นและแคนาดา ที่มักจะเป็นประเทศที่มีเรื่องต้องเจรจากับประเทศอื่นๆ มากมาย ถ้าเปรียบเป็นแม่ค้าในตลาดก็ต้องบอกว่าเป็นแผงที่มีคนมารุมแย่งกันซื้อของมากที่สุด สำหรับกลุ่มสหภาพยุโรปนั้นมีสถานะค่อนข้างพิเศษ คือนอกจากแต่ละประเทศในกลุ่มจำนวน 25 ประเทศมีผู้แทนของตนเอง มีท่าทีของตนเองได้แล้ว ในขณะเดียวกันในนามกลุ่ม สหภาพยุโรปก็ถือเป็นสมาชิกด้วยทำให้กลุ่มนี้มีจำนวน 25 ประเทศบวกกับอีก 1 ในนามกลุ่ม ทั้งนี้ส่วนใหญ่แล้วการเจรจาและตัดสินใจจะทำในฐานะกลุ่มซึ่งทำให้สหภาพยุโรปจัดว่าเป็นมหาอำนาจหนึ่งในองค์การ นอกจากนี้ก็มีประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีรายได้สูงประมาณ 20 ประเทศกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ จัดอยู่ในกลุ่มคนรวยนี้เหมือนกัน กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา-คนจน นอกจากกลุ่มมหาอำนาจกับสหภาพยุโรปและประเทศที่มีรายได้สูงที่กล่าวมาแล้ว ประเทศที่เหลือส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ปานกลางและต่ำประมาณ 70 ประเทศ ประเทศไทยก็จัดอยู่ในกลุ่มรายได้ต่ำ ประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้มีการรวมเป็นกลุ่มในระดับภูมิภาคที่ชัดเจนได้แก่กลุ่มอาเซียน กลุ่มแอฟริกัน กลุ่มประเทศเอซีพี(แอฟริกัน แคริบเบียนและแปซิฟิก) กลุ่มประเทศละติน เป็นต้น กลุ่มสุดท้ายที่ถูกจัดรายชื่อแยกอย่างชัดเจนคือกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด Lease Developed Countries จำนวนประมาณ 30 ประเทศเป็นกลุ่มที่ยากจนที่สุด แต่บทบาทไม่น้อยเลยเพราะในการประชุมหลายครั้งที่ผ่านมา ประเทศที่ได้ชื่อว่าจนเหล่านี้ได้รวมกลุ่มกับประเทศกำลังพัฒนาผลักดันประเด็นการค้าหลายเรื่องจนประสบความสำเร็จทั้งนี้เพราะหลักการที่ว่าสมาชิกแต่ละประเทศมี 1 เสียงและ การพิจารณาเรื่องใดในองค์การที่เกี่ยวกับการค้าจะต้องได้รับฉันทามติจากสมาชิกทุกประเทศเมื่อรวมกลุ่มกันได้ก็มีเสียงมากจึงสามารถที่จะแสดงพลังค้านหรือต่อรองในเรื่องใดได้อย่างมีน้ำหนัก กลุ่มตามฤดูกาลและเฉพาะเรื่ององค์การการค้าโลกมีการประชุมระดับรัฐมนตรีทุก 2 ปี ตั้งแต่ก่อตั้งจัดมาแล้ว 5 ครั้ง การประชุมระดับนี้จะกำหนดให้มีการเปิดการเจรจาที่เรียกว่า รอบการเจรจา ซึ่งรอบการเจรจานี้อาจกินเวลานานหลายปี กว่าจะจบรอบ ในระหว่างรอบนั่นเองมักจะเกิดการรวมกลุ่มของประเทศสมาชิกที่มีผลประโยชน์ร่วมกันเฉพาะเรื่องหรือเฉพาะด้านจนเกิดเป็นกลุ่มใหม่ๆที่ผมขอเรียกว่ากลุ่มเฉพาะรอบหรือกลุ่มตามฤดูกาล เช่นในรอบการเจรจาการค้าโดฮา การประชุมระดับรัฐมนตรีที่แคนคูนทำให้เกิดกลุ่มเฉพาะกาลหลายกลุ่มเช่นกลุ่มจี 21 (หรือกลุ่ม 22)ได้แก่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนารวมตัวกันกับกลุ่มแครนส์บางประเทศและกลุ่มประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าอาหารสุทธิ ได้เรียกร้องให้ยกเลิกการอุดหนุนภายในและอุดหนุนส่งออกในเรื่องเกษตร..........กลุ่ม จี 77 กลุ่มแอฟริกา แคริบเบียนและแปซิฟิกเป็นกลุ่มที่เกิดจากการประชุมที่แคนคูนเช่นกัน......................กลุ่มจี 10 ได้แก่กลุ่มประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าอาหารเป็นหลักเช่นญี่ปุ่น เกาหลี นอร์เวยและสวิตเซอร์แลนด์ กลุ่มจี 90 คือกลุ่มประเทศแอฟริกันบวกกับกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุดบวกกับกลุ่มแคริบเบียนและแปซิฟิกรวมทั้งเอเชียบางประเทศได้รวมตัวกันในการประชุมที่มอริเชียสต้นเดือนกรกาคม 2547 และ กลุ่มฝ้ายจากแอฟริกา 4 ประเทศได้แก่ประเทศมาลี เบนิน ชาดและบูร์กินาฟาโซที่เรียกร้องในเรื่องฝ้ายโดยเฉพาะเป็นต้น นอกจากกลุ่มฤดูกาลแล้วยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกเรียกว่ากลุ่มคิดเหมือนกัน Like-Minded Group (LMG) ซึ่งหมายถึงกลุ่มหัวแข็ง (จากมุมมองของประเทศพัฒนาแล้ว) กลุ่มนี้เป็นที่รู้กันว่าเน้นประเด็นการพัฒนาทางการค้าเป็นหลักและโดยเฉพาะความยุติธรรมที่จะต้องให้ความสำคัญก่อนสิ่งอื่นใดจนบางครั้งถูกมองว่าสุดโต่ง อย่างไรก็ดีบางประเทศที่เคยสุดโต่งก็สามารถที่จะกลับลำท่าทีของตนในช่วงสุดท้ายของการต่อรองได้เหมือนกัน ปรากฏการณ์ใหม่ในการเจรจาเดือนกรกฎาคม 2547 หรือที่เรียกว่าเพคเกจเดือนกรกฎาคม 2547 ได้เกิดปรากฏการณ์ใหม่คือเกิดกลุ่มประเทศที่เรียกว่า กลุ่ม 5 Non Group of Five ( NG5) หรือ Five Interested Parties (FIPs) คือประเทศที่มีผลประโยชน์ 5 ประเทศได้แก่สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย บราซิลและอินเดีย ได้รวมตัวเจรจากันในระดับสูงกันเองก่อนที่จะนำผลการเจรจามาแจ้งและหารือกับประเทศสมาชิกที่เหลืออีกที รูปแบบการเจรจานี้น่าจะเกิดจากความจำเป็นที่ว่าหากจะปล่อยให้สมาชิกทั้ง 147 ประเทศเจรจากันและให้ได้ฉันทามติจากสมาชิกทุกประเทศ โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญ ในเวลาที่จำกัดคงไปไม่รอด จึงเกิดการเสนอตัวเองขึ้นมาซึ่งรูปแบบนี้ก็ได้รับการวิพากย์วิจารณ์เป็นอย่างมากจากสมาชิกอื่นๆว่าไม่ยุติธรรมแต่ด้วยระยะเวลาเจรจาที่กระชั้นและการโน้มน้าวของคนกลางเช่นผู้อำนวยการใหญ่และประธานมนตรีทั่วไปประกอบกับความต้องการของทุกประเทศที่จะให้การเจรจารอบโดฮาคืบหน้าทำให้เกิดบรรยากาศของการรอมชอม จึงทำให้กลุ่มนี้เกิดขึ้นและอยู่ได้จนต้องเป็นที่ยอมรับไปโดยปริยาย บางคนถึงกับใช้คำว่าประเทศที่มีบทบาทสำคัญในองค์การ 5 ประเทศ ไทยอยู่กลุ่มใดบ้าง มีเหตุผลสมควรอย่างไรประเทศไทยอยู่ในโลกเศรษฐกิจคนเดียวคงไม่ได้ จึงยอมที่จะเข้ากลุ่มมาตั้งแต่เป็นแกตส์ และต่อมาในองค์การการค้าโลกไทยได้เลือกเข้ากลุ่มตามผลประโยชน์ของไทยอย่างชัดเจนและตลอดมาที่สำคัญที่สุดคือกลุ่มเกษตรหรือกลุ่มแคนส์ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญของโลกมีทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาในทวีปต่างๆรวมกัน ทำให้บางเรื่องและในบางครั้งขัดแย้งกันเองก็มี นอกจากนั้นไทยยังอยู่ในกลุ่มเฉพาะเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ของไทย ยกตัวอย่างเช่น กลุ่ม 21 ผลักดันการเจรจาสินค้าเกษตร กลุ่มเพื่อน AD ตอบโต้การทุ่มตลาด กลุ่มเพื่อนจีไอ (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) ที่เรียกร้องให้มีการขยายการคุ้มครองให้ครอบคลุมสินค้าทั้งหมดแทนที่จะมีเฉพาะไวน์และสุรา ซึ่งไทยได้ร่วมอยู่ในกลุ่มนี้มาโดยตลอด เนื่องจากไทยหวังว่าหากมีการขยายการคุ้มครองนี้ได้สำเร็จก็จะทำให้ข้าวหอมมะลิไทยและไหมไทยได้รับสิทธินี้ด้วยในฐานะสินค้าจีไอ เป็นต้นอนาคตของการเจรจา-เกมที่ไม่มีวันสมดุลย์การเจรจาการค้าโลกเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางการค้าล้วนๆ แต่ก็โยงกับสภาพการเมืองระหว่างประเทศแบบตัดไม่ขาด ซึ่งแน่นอนว่าตัวเล่นสำคัญยังคงเป็นประเทศมหาอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจทั้งหลาย การเจรจาจึงไม่มีทางจะสมดุลย์ ในการประชุมเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาขององค์การการค้าโลกแสดงให้เห็นถึงพลังของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้อย่างชัดเจน แม้จะถูกมองว่าเป็นความสำเร็จก้าวเล็กๆ แต่หากคำนึงว่านี่เป็นครั้งแรกที่กลุ่มคนจนซึ่งเป็นสมาชิกส่วนใหญ่ (กลุ่มจี 20 บวก กลุ่มจี 90) สามารถทำให้ยักษ์ใหญ่หรือคนรวยสะดุดและยอมถอยได้ ก็ถือเป็นชัยชนะที่สำคัญยิ่ง ที่ต้องจับตาดูต่อไปก็คือหวังว่าพลังนี้จะไม่เป็นพลังชั่วคราวในระยะสั้นๆ แล้วก็หายไปดั่งกระแสคลื่น ประเทศกำลังพัฒนาทุกกลุ่มจะต้องรวมพลังกันต่อไปและให้แน่นแฟ้นมั่นคงยิ่งขึ้นเพื่อที่จะเรียกร้องผลักดันประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ของตนรวมทั้งให้เกิดความยุติธรรมทางการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น ตราบใดที่ประเทศจนทั้งหลายยังไม่สามารถรวมตัวกันได้ เกมการต่อรองทางการค้าระหว่างประเทศก็จะยังคงรูปแบบที่ไม่สมดุลย์ต่อไป .........................................................................
|