Polpage............................................................................

เพจรวมความคิดที่สร้างสรรค์ / about me  /  home

................................................................................................................................................

 

              หอมกลิ่นดอกบัว 2

 

โดย

พลเดช วรฉัตร


 

คำนำ

การเขียน โลกสว่าง (หอมกลิ่นดอกบัว 2) นี้ ด้วยจุดประสงค์ที่จะเสนอแนะข้อคิดเห็นเรื่องการพัฒนาจิตในชีวิตประจำวันให้ผู้ที่สนใจได้รับทราบ เป็นกำลังใจในการต่อสู้ชีวิต และเช่นเดียวกับหอมกลิ่นดอกบัวเล่มแรก ผู้เขียนขอย้ำว่า ข้อเขียนนี้เป็นเพียงข้อคิดเห็นเบื้องต้นและสำหรับผู้ที่เริ่มจะสนใจในการปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะวิปัสสนากรรมฐานเบื้องต้นเท่านั้น มิต้องการและมิบังอาจไปเปรียบเทียบกับ  หนังสือธรรมะของบรรดาผู้รู้ทั้งหลายที่มีอยู่แล้วมากมายไม่ และผู้เขียนเองขอยืนยันว่ามิใช่ผู้รอบรู้ ทั้งทางปฏิบัติและปริยัติ แต่เป็นเพียงผู้สนใจธรรม ที่กำลังศึกษาและมีประสบการณ์ในการปฏิบัติในระดับหนึ่ง เพียงคนหนึ่งเท่านั้น การที่เสนอข้อเขียนนี้ให้ปรากฎ ก็ด้วยความเมตตา ต่อผู้ที่ไม่เคยสนใจธรรมะและผู้หัดใหม่ ที่มีความสนใจประการเดียวเท่านั้น

ผู้เขียนได้ตระหนักถึงคนเหล่านี้ เมื่อได้มีโอกาสแนะนำการปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐานให้กับคนทั่วไป ณ สถานที่ปฎิบัติธรรมแห่งหนึ่ง คนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่มีความตั้งใจดี ต้องการที่จะศึกษาธรรมะ ต้องการที่จะเข้าใจและได้ธรรมะเช่นทุกๆคนที่มาปฎิบัติธรรม แต่เมื่อมาปฎิบัติแล้ว อาจจะด้วยมีภูมิหลังและการศึกษาต่างระดับกัน คนเหล่านี้จึงไม่สามารถเข้าใจแนวการปฎิบัติได้ในทันที ในขณะที่คนอื่นๆที่มีระดับการศึกษาที่มาปฎิบัติร่วมกันได้เรียนรู้และปฎิบัติไปได้แล้ว ในการปฎิบัติธรรมะเป็นหมู่คณะจึงมักจะมีคนกลุ่มที่ปฎิบัติได้กลุ่มหนึ่ง  และกลุ่มผู้ที่ยังไม่เข้าใจและปฏิบัติไม่ได้อีกกลุ่มหนึ่ง  ความสงสารและเมตตาของผู้เขียนจึงเกิดขึ้นและมีต่อคนกลุ่มหลังมากกว่า

การปฏิบัติธรรมหมู่มาก บรรดาครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ ตามประสบการณ์ของผู้เขียน ไม่มีเวลาที่จะรอให้ทุกคนได้เข้าใจพร้อมกันทั้งหมด คนกลุ่มที่ไม่ค่อยจะเข้าใจจึงมักจะถูกปล่อยเอาไว้ก่อน ถ้าจะเปรียบก็เหมือนคนที่ยืนรอรถประจำทาง พอรถมาจอดยังไม่ทันขึ้นรถเช่นคนอื่น รถก็ออกไปเสียแล้ว ผู้เขียนสงสารคนที่ตกรถเหล่านี้ จึงทำใจและเสนอข้อเขียนให้ปรากฎและหวังเพียงว่าข้อเขียนนี้จะเป็นกำลังใจให้คนที่ตกรถเหล่านี้ได้มีกำลังใจในการต่อสู้ต่อไป สิ่งที่เสนอแนะในที่นี้ จึงเป็นสิ่งที่ผู้เขียนรู้ และมีประสบการณ์เป็นการส่วนตัว

โลกสว่าง (หอมกลิ่นดอกบัว 2) จึงยังคงเป็นข้อเขียนและข้อคิดเห็นที่ใช้ภาษาง่ายๆ ที่ทุกคนเข้าใจได้ โดยไม่ต้องมีการศึกษาสูงหรือคุณวุฒิอะไร  เพราะเราต่างก็เป็นมนุษย์และมีประสบการณ์ชีวิตเช่นกัน  ประสบการณ์ของคนหนึ่งอาจจะเป็นประโยชน์แก่คนอื่นได้หากท่านอ่านแล้ว มีความเข้าใจมากขึ้น อ่านแล้วให้กำลังใจท่าน ทำให้ท่านมีกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตต่อไป ก็ถือว่าตรงกับจุดประสงค์ที่วางไว้  เพราะกำลังใจนี้สำคัญมาก และผู้เขียนพร้อมเสมอที่จะให้กำลังใจแก่ทุกท่านในการต่อสู้ชีวิต หากท่านอ่านแล้วมีความคิดเห็นอย่างไร ผู้เขียนก็ยินดีน้อมรับด้วยความเต็มใจยิ่ง

โลกสว่าง เป็นคำที่หลวงปู่บุญญฤทธิ์ บัณฑิโต จันทรสมบรูณ์ได้เอ่ยถึงเป็นครั้งแรกเมื่อครั้งที่ผู้เขียนไปกราบนมัสการท่านที่วัดพุทธาราม กรุงเบอร์ลิน เยอรมนี ผู้เขียนเห็นว่าคำดังกล่าวเป็นคำที่มีความหมายดีมาก เลยขออนุญาตท่านนำมาใช้ในงานเขียน

ในโลกสว่าง  (หอมกลิ่นดอกบัว 2) นี้ ได้นำเอาสาระในคู่มือวิปัสสนากรรมฐานเบื้องต้น ซึ่งผู้เขียนได้เรียบเรียงไว้นานแล้ว มาปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมด้วย รวมทั้งกลอนธรรมะ ซึ่งผู้เขียนแต่งประกอบการเขียนคอลัมน์ “ที่มีกำลังใจให้เสมอ” ในนิตยสารฉบับหนึ่งในช่วงปี 2540 มาเพิ่มความสว่างและความหอมเป็นกำนัลแด่ผู้อ่านด้วย

          ประโยชน์และผลบุญ ที่เกิดจากหนังสือเล่มนี้ ขออุทิศให้พ่อ แม่ และภรรยาผู้เป็นกำลังใจให้เสมอมา

                                                                   ผลบุญ พลเดช

ตุลาคม 2541   บรัสเซลส์

 

สารบัญ

1.ที่สอนว่าจะทำอะไรให้กำหนดสติอยู่เสมอ และให้อยู่กับปัจจุบันเท่านั้น จะหมายความว่า ไม่ให้คิดถึงอนาคตเลยหรือ แต่ในชีวิตประจำวัน มีเรื่องที่จะต้องวางแผนหลายเรื่อง จะทำอย่างไร?

2.เป็นคนใจร้อน โกรธง่าย วิปัสสนาจะช่วยได้หรือไม่

3.เป็นคนศาสนาอื่น จะปฏิบัติวิปัสสนาได้หรือไม่?

4.การกำหนดอิริยาบทประจำวันจะทำอย่างไร?

5.ข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ในการปฏิบัติ

6.ข้อสงสัยเล็กๆ น้อยๆ ในการปฏิบัติ

7.วิปัสสนาในยุคโลกาภิวัฒน์

8.อกหัก วิปัสสนาจะช่วยได้หรือไม่ อย่างไร?

9.เป็นนักเรียน เวลาเรียนหนังสือหรือฟังอาจารย์สอนแล้วจำไม่ได้ ทั้งที่ขยันดูหนังสือ แต่พอถึงเวลาสอบกลับทำไม่ได้ดี วิปัสสนาจะช่วยได้อย่างไร


 

 

1.ที่สอนว่าจะทำอะไรให้กำหนดสติอยู่เสมอ และให้จิตอยู่กับปัจจุบันเท่านั้น จะหมายความว่า ไม่ให้คิดถึงอนาคตเลยหรือ แต่ในชีวิตประจำวัน มีเรื่องที่จะต้องวางแผนในอนาคตหลายเรื่อง จะทำอย่างไร?

          ผู้ถามเป็นนักธุรกิจ มีกิจการใหญ่โต ในทุกๆ วันมีหน้าที่ดูแลบริหารกิจการให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย การเป็นนักบริหารนั้น คนที่เป็นอยู่แล้วคงจะทราบดีว่า มีความเครียดมากเพียงใด ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่ปัญหาเรื่องคน ระบบการทำงาน การแข่งขัน ฯลฯ ล้วนทำให้นักบริหารเกิดความเครียดมากขึ้น ยิ่งมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูง ความเครียดก็สูงเพิ่มตามไปด้วย และความเครียดนี้เองที่ทำให้ร่างกายเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นาๆ

          นักบริหารที่ดีต้องวางแผน แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีกในอนาคต ฉนั้น นักบริหารจึงจำเป็นต้องคิด และคิดมากด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ จะไม่ขัดกับหลักวิปัสสนาหรอกหรือ?

          คำถามนี้น่าสนใจมาก จะแก้ไขอย่างไรให้นักบริหารสมัยใหม่มีสติอยู่กับปัจจุบันและไม่เครียดกับการทำงานในแต่ละวัน

          ก็ต้องย้อนกลับมาทำความเข้าใจในเรื่องกลไกของจิตอีกนั่นแหละ

          ความเครียดคืออะไร เกิดได้อย่างไร

          ความเครียดเกิดจากโทสะะเป็นพื้นฐาน ขอให้เราลองย้อนพิจารณาดูว่า ในแต่ละวัน ตั้งแต่เราตื่นนอนในตอนเช้า จนกระทั่งถึงตอนค่ำที่ล้มตัวลงนอนอีกครั้งหนึ่งนั้น เรามีความเครียดเกิดขึ้นในจิตใจกี่ครั้ง  ก็จะพบว่าเกิดขึ้นมากมายหลายครั้งเหลือเกิน จนนับไม่ถ้วน ความเครียดเหล่านั้นคืออะไรบ้าง ยกตัวอย่าง

                             ตื่นนอนขึ้นมา ไม่พอใจที่จะตื่น (ง่วง)

                             ไม่พอใจที่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก (หงุดหงิด)

                             ไม่พอใจในความง่วง ไม่อยากตื่น (ทรมาน)

                             ไม่พอใจที่จะต้องอาบน้ำที่เย็น (ขี้เกียจ)

                             ไม่พอใจที่หน้าตาตนเองตอนตื่นนอนดูไม่ได้ (กิเลส)

                             ไม่พอใจที่สิวขึ้น ฯลฯ

          ถ้าจะยกตัวอย่างโดยละเอียด หน้ากระดาษทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้คงจะไม่พอ จะเห็นได้ว่า เราเครียด เราไม่พอใจ เรามีโทสะในทุกๆ เรื่อง และทุกๆ เวลา โดยที่ในบางครั้งเราเองก็อาจไม่ทันรู้ตัว อารมณ์เหล่านี้เป็นอกุศล ทำให้เกิดความเครียด มีผลกระทบต่อสุขภาพจิตและร่างกายโดยตรง ซึ่งความเครียดเหล่านี้ เมื่อเกิดขึ้น สะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะสามารถทำลายระบบการทำงานของร่างกายตามปรกติได้

          คราวนี้รู้หรือยังว่าที่ปวดหัว ไม่สบาย เป็นไข้ เป็นโรคต่างๆ นาๆ ล้วนมาจากความเครียด หรือโทสะที่ก่อตัวสะสมมาเรื่อยๆ นี่เอง

          ถ้าเช่นนั้นจะทำอย่างไรไม่ให้เครียด ไม่มีโทสะ หรือมีโทสะน้อยลง

          สิ่งสำคัญสิ่งแรกที่จะต้องรู้และเข้าใจก็คือ กลไกการทำงานของจิต เพื่อที่จะเข้าใจว่า ความเครียดเกิดขึ้นกับจิตอย่างไรและขณะใด กลไกที่ว่านี้ก็คือ จิตรับอารมณ์ได้ทีละหนึ่ง ซึ่งหมายความว่า ในขณะที่จิตเกิดความเครียด อารมณ์อื่นๆ ก็ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นกับจิตได้ เช่น สุขสบาย ในทางกลับกันขณะใดที่จิตมีความสุขสบาย ขณะนั้นอารมณ์เครียด หรืออารมณ์อื่น ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นในจิตได้เช่นกัน กลไกการทำงานนี้สำคัญมาก ต้องพิจารณาให้ดี เพราะหากเข้าใจกลไกการทำงานของจิตนี้แล้ว จะทำให้เราสามารถจัดสรร หรือบริหารจิตในการรับรู้อารมณ์ต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

          เราสามารถจัดสรรจิตในการรับอารมณ์ทุกข์ อารมณ์กลุ้ม อารมณ์เซ็ง อารมณ์เครียด ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ให้รับน้อยลง และให้รับอารมณ์ปัจจุบันแทน เมื่อปัจจุบันอยู่กับจิต สติรับรู้ปัจจุบัน ในขณะนั้น อารมณ์ทุกข์ อารมณ์กลุ้ม อารมณ์เซ็ง และอารมณ์เครียด จะเกิดขึ้นกับจิตไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้บ่อยๆ เข้า ความเครียดจะเกิดขึ้นกับเราได้อย่างไร เมื่อจิตไม่เครียด จิตก็เบาสบายกว่าเดิม เมื่อจิตเบาสบาย ร่างกายสุขภาพก็ดีไปด้วย (จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว) ใครอยากสบายมีสุขภาพดี ก็จงพิจารณากลไกการทำงานของจิตให้ดี ก็จะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน ซึ่งหลักอันนี้ ไม่ได้เหมาะสำหรับนักบริหารเท่านั้นแต่สำหรับทุกคนที่ต้องการแก้ความทุกข์ในใจ

          อีกตัวอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนมักจะเล่าให้ทุกคนฟังก็คือ เรื่องลูกธนูที่ถูกยิงขึ้นไปในอากาศ

          หลวงปู่บุญฤทธิ์ จันทรสมบูรณ์ อดีตหัวหน้าพระธรรมทูตสายออสเตรเลีย เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังเมื่อถามท่านว่า ‘จิตของพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นอย่างไร’ ท่านตอบว่า สภาวะจิตของพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั้น เป็นดั่งสภาพของลูกธนูที่ถูกยิงขึ้นไปในอากาศ ธนูนั้นแหวกอากาศขึ้นไป เมื่อหมดแรงก็ตกลงมาไม่โดนอะไรเลย  ลูกธนูจะไปโดนอะไรเล่าเพราะมีแต่อากาศ หลวงปู่บุญฤทธิ์อธิบายว่า จิตของพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ก็เป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะยิงอะไรไป ก็ไม่โดนทั้งนั้น

          ผู้เขียนฟังแล้วก็เกิดความซาบซึ้งมาก เป็นการยกตัวอย่างเปรียบเทียบที่มีคุณค่ามาก เป็นภาพแห่งสัจจธรรมที่หากใครเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้ว จะทำลายความยึดมั่นถือมั่นได้มากทีเดียว ผู้เขียนได้ใช้ภาพลูกธนูที่ถูกยิงขึ้นไปในอากาศมาใช้กับการปรับความคิดและกับอารมณ์ในชีวิตประจำวันได้มาก เพราะคนเราทั่วไปซึ่งเป็นปุถุชนที่ยังมีกิเลสหนาแน่น มีความยึดมั่นถือมั่น ในแต่ละวันที่เรามีชีวิตอยู่นี้ เรามักจะมีสภาพเหมือนเป้าที่ถูกลูกธนูยิงปักอก (จิต) แทบตลอดเวลา เช่นมีใครมาชมเรา เราก็ดีใจ...ก็เท่ากับถูกธนูยิงปักอกเข้าแล้วด้วยความพอใจ ทั้งที่จริงเราถูกยิงบาดเจ็บแล้ว แต่เรารู้สึกพอใจและมีความสุข มีใครมาติหรือมาด่าว่าเรา เราเสียใจ โกรธ เราก็ถูกธนูยิงปักอกเข้าอีกแล้ว เพราะอะไร...ก็เพราะเรายังมีเป้าคือตัวตนของเรา มีอะไรมากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราก็ถูกธนูยิงบาดเจ็บ เลือดโชกทุกครั้งไป

          นอกจากจะไม่หลบธนูแล้ว หลายคนยังหลงผิดแอ่นอกวิ่งเข้าไปหาให้ถูกยิงด้วยซ้ำไป ถึงกับแย่งกันแสวงหาแหล่งที่จะถูกธนูยิงด้วยซ้ำไป...ยิงอย่างไรก็ถูกทุกที ซึ่งต่างจากสภาวะจิตของหลวงปู่ทั้งหลาย ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบยิงธนูอย่างไรก็เหมือนยิงธนูไปในอากาศ จะไปถูกอะไร...มันว่างเสียแล้ว...มันจะไปถูกได้อย่างไร

          ดังนั้นเมื่อใจสบายแล้ว เพราะมีความเข้าใจกลไกการทำงานของจิตที่ถูกต้อง เวลาจะคิดทำอะไรก็จะเกิดผลดีอย่างเต็มที่ การจะคิดหรือจะวางแผนเรื่องต่างๆ ในอนาคต หากทำในขณะใจสบายปลอดโปร่ง ก็จะทำให้คิดและวางแผนได้ชัดเจน เกิดผลดีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

          การที่บอกให้กำหนดสติ ให้อยู่กับปัจจุบัน ก็เพื่อจะนำพลังจิตใจมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ชีวิตในครอบครัว มนุษยสัมพันธ์และการเข้าสังคม รวมทั้งการวางแผนในอนาคต ซึ่งจะทำให้เราคิดอย่างมีสติเต็มร้อย และเป็นระบบมากขึ้น เมื่อจะคิดก็คิดอย่างมีสติ มีสมาธิในการคิด ไม่ใช่ว่าเวลาจะคิดเรื่องหนึ่ง จิตกลับฟุ้งเรื่องโน้นเรื่องนี้ ทั้งในอดีต ในอนาคต สับสนกันไปหมด ตาก็ฟุ้ง หูก็ฟุ้ง ร่างกายก็ฟุ้ง ยกตัวอย่างการคิดที่ไม่มีสติ ดังนี้

          ขณะที่กำลังทำงานอย่างหนึ่งอยู่แต่ใจคิดถึงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่จะมาถึง ฝันว่าจะไปเที่ยวพักผ่อนที่นั่นที่โน่น แต่ก็อดคิดถึงเมื่อวานที่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนร่วมงานจนแทบจะฆ่ากันตายไปข้างหนึ่ง ยิ่งคิดถึงตรงนี้ ก็ให้เกิดอารมณ์โกรธ หน้าแดง เสียอารมณ์จริงๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ ก็มันน่าโกรธนี่นะ ใจก็คิดถึงเหตุผลต่างๆ ที่สรรหาจะคิดมาเข้าข้างตัวเอง คิดไปคิดมาก็รู้สึกเบื่อ รู้สึกเซ็งอยากจะเดินไปเปิดเพลงเพราะๆ ฟังให้ชื่นใจ แหมถ้าได้อาหารอร่อยๆ ก็คงจะดีนะ.............ฯลฯ

          ฉากเหตุการณ์ที่เล่ามานี้จะเห็นว่าจิตใจล่องลอยไปกับเรื่องในอนาคตและในอดีตจนลืมสิ่งที่จะต้องทำในปัจจุบันเสียหมด เราเคยเป็นเช่นนี้ไหม

          หรือเราจะคิดวางแผนงานที่จะทำในอนาคต พอเริ่มจะคิดก็อดคิดถึงเมื่อวานไม่ได้ เกิดปัญหาเมื่อวานยังแก้ไม่ได้เลย แล้วนี่หากพรุ่งนี้มีปัญหาอีก เจ้านายคงจะไล่ออกแน่เลย เกิดความกลัว กลัวจะผิด กลัวคนจะนินทา กลัวคนจะหัวเราะเยาะ กลัวความล้มเหลว สารพัดที่จะคิด...คิดไปตาเหลือบไปเห็นเพื่อนร่วมงานคุยกัน อ๋อ เขาคงกำลังนินทาเรา เยาะเย้ยเราที่มีปัญหาแล้วแก้ไม่ได้ หรือสงสัยเขากำลังอิจฉาเราเป็นแน่ ตาเห็นไป หูก็แอบได้ยินเสียงเพื่อนหัวเราะ อ๋อ เขากำลังหัวเราะเยาะเย้ยเราแน่ๆ...ฯลฯ

          จากตัวอย่างดังกล่าวข้างต้นนี้ การคิดวางแผนงานในอนาคตแบบนี้ คงจะได้ผลน้อยกว่าคิดแบบมีสติ เพราะสติทำให้เราไม่ฟุ้งแต่จะอยู่กับปัจจุบัน รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ หากกำลังคิดก็จะคิดอย่างมีสติคือมีระบบ นั่นคือคิดทีละอย่างและเมื่อคิดอย่างหนึ่งเสร็จแล้วก็มีสติที่จะคิดอย่างอื่นต่อไป เหมือนลูกประคำที่ร้อยต่อกันเป็นเส้น แต่เวลาเราสัมผัสเพื่อกำหนดเราจะสัมผัสทีละลูก ไม่ใช่สัมผัสทีละหลายๆ ลูก ต่างกับใจที่ไม่มีสติ จะฟุ้งไปพร้อมกันหลายเรื่อง วิตก หวั่นไหวไปหมด ตาก็ช่วยเสริมความฟุ้ง หูก็ช่วยเสริมความฟุ้ง พลังสมองความคิดความอ่านจึงด้อยประสิทธิภาพอย่างน่าเสียดาย

          หากรู้กลไกของจิต เราก็จะรู้ว่าเวลาคิด เราควรจะปิดประตูรับรู้ทางอื่นเสียก่อนเช่น ปิดประตูตา ปิดประตูหู ปิดประตูจมูก ปิดประตูกาย แต่เปิดประตูใจอย่างเดียว มีสมาธิ และมีสติอยู่กับการคิดวางแผน เมื่อคิดจบ อยากจะฟังเพลง พักผ่อน ก็เปิดประตูหูกับประตูใจสองประตูเท่านั้น ประตูอื่นปิด ก็จะฟังเพลงอย่างมีความสุข

          การรู้กลไกของจิตดังกล่าวมาแล้วจะทำให้เราใช้งานจิตอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ ในระยะแรกอาจจะยังไม่คล่อง แต่หัดทำไปเรื่อยๆ ก็จะชำนาญเอง ขอให้มีกำลังใจและศรัทธาที่จะทำก็แล้วกัน ชีวิตก็จักประสบแต่ความเจริญรุ่งเรืองในที่สุด

*************

2.เป็นคนใจร้อน โกรธง่าย วิปัสสนาจะช่วยได้หรือไม่

 

          ผู้เขียนมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นผู้สื่อข่าว ดูลักษณะภายนอกแล้วไม่มีอะไรที่แสดงให้เห็นเลยว่าจะปฏิบัติธรรมได้ เพราะแต่งตัวก็เปรี้ยว ท่าทางก็ซ่าส์เหมือนวัยรุ่นตลอดกาล นิสัยก็ห้าวเหลือเกิน ใจก็ร้อน โกรธง่าย(แต่หายเร็ว) ใครพูดอะไรไม่เข้าหูละก้อ แสดงอาการโกรธทันที เพื่อนคนนี้ยอมรับตรงๆว่า สิ่งที่อยากจะแก้ไขมากที่สุดในชีวิตก็คือ ความเป็นคนใจร้อนนี่แหละ เพราะนับวันก็ยิ่งโกรธง่าย และโกรธแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

          ความโกรธเป็นศัตรูไม่เฉพาะกับจิตใจ แต่กับร่างกายด้วย การโกรธหนึ่งครั้งทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น เลือดถูกสูบฉีดแรงมากขึ้น ที่เรียกว่า เลือดขึ้นหน้า กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เกร็งมากขึ้น หูอื้อ สายตาพร่า ปัญญาและสติหดหาย สารพัดจะเป็นเวลาคนเราโกรธ แต่ทั้งที่รู้ว่าโกรธเป็นสิ่งไม่ดี ไม่อยากจะโกรธหรอก แต่ถึงเวลาโกรธเกิดขึ้น ก็อดใจไม่ได้เสียที ห้ามความโกรธไม่ทันเสียที จะทำอย่างไรดี?

          เราคงต้องมาวิเคราะห์ก่อนว่า การโกรธเกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมจึงเกิดความโกรธขึ้นมาได้

          อารมณ์โกรธเกิดขึ้นทางจิตใจ มาจากกิเลสที่เรียกว่าโทษะ ซึ่งแปลว่า ความคิดประทุษร้าย เป็นอารมณ์ฝ่ายอกุศล เมื่อเกิดกับผู้ใดแล้วทำให้ขาดเมตตาทันที รวมทั้งขาดสติด้วย ความเสียหายจึงมักจะเกิดขึ้นจากความโกรธ จากคนที่สวยก็จะกลายเป็นคนไม่สวยทันทีเมื่อเกิดความโกรธ จากคนที่ดีก็จะกลายเป็นคนไม่ดีทันที ก็เพราะความโกรธ จากคนที่ฉลาด กลายเป็นคนไม่ฉลาดทันที และจากอารมณ์ปรกติก็จะกลายเป็นอารมณ์ร้ายทันที

          หลายคนสารภาพว่าหากมีเรื่องที่น่าโกรธแล้วไม่โกรธ จะมีความรู้สึกเหมือนกับว่าไม่ถูกต้องเป็นการยอมอ่อนข้อ หรือยอมแพ้ หรือบางคนก็บอกว่าเป็นความโง่เอาเสียเลย ที่ไม่รู้จักโกรธ แต่ความจริงแล้ว การไม่โกรธนั่นแหละคือการชนะ ชนะใจตนเอง เพราะสามารถควบคุมใจตนเองต่อกิเลสหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำยากกว่าการยอมอ่อนต่อกิเลส นอกจากจะชนะใจตนเองแล้วสิ่งที่ได้เพิ่มก็คือความไม่ทุกข์ใจ  ความไม่เครียด ไม่เลือดขึ้นหน้าและตัดปัญหาต่างๆ ที่อาจตามมา จากการโกรธได้มาก ประสบการณ์ชีวิตของเราแต่ละคนจะยืนยันในเรื่องนี้ได้ดีว่าการโกรธของเราที่ผ่านมาในอดีตนั้นเรามักจะเสียใจที่ได้โกรธไปแล้วทั้งนั้น

          ดังนั้นจะเห็นว่า ความโกรธนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีงามเลย เราควรจะหลีกเลี่ยงการโกรธให้มากที่สุด ไม่ใช่เพื่อใครแต่เพื่อตัวของเราเอง ถึงแม้ว่าการโกรธจะดูว่ามีเหตุผล และมันน่าโกรธ! ก็ตาม แต่ถ้าเปรียบความโกรธเหมือนสิ่งที่สกปรก เราก็กำลังเอาสิ่งที่สกปรกนั้นมาป้ายตัวเราเอง...จะดีหรือ? คิดดูให้ดีนะ ไม่คุ้มเลย

          ธรรมชาตินั้นมีความยุติธรรมเหลือเกิน ใครทำอย่างไรก็จะได้ผลอย่างนั้น โดยที่เราไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวหรือมีบทบาทใดๆ ทั้งสิ้น สำคัญอยู่ที่ใจเรา ควรระวังใจของเราให้ทำแต่ความดีก็แล้วกัน

          วิปัสสนาจะช่วยได้ตรงนี้ หากเรามีความเข้าใจเรื่องกลไกของจิตแล้ว เราก็จะเข้าใจถึงเหตุผลที่เกิดจากการทำงานของจิตได้ และจากความเข้าใจและปฏิบัติที่ถูกต้องนี้เอง จะทำให้เราสามารถบริหารจิตใจของเราได้ สำหรับในประเด็นนี้ก็คือ ทำให้เรามีสติรู้ตัว เมื่อความโกรธเกิดขึ้นและมีผลให้สามารถลด หรือหยุด หรือชะลอความโกรธที่จะเกิดขึ้นได้มากทีเดียว

          คนที่รู้จักการปฏิบัติวิปัสสนาแล้วจะต้องเป็นคนที่มีการรับรู้ที่ว่องไว มีสติที่รวดเร็ว เพราะหากสติรวดเร็วเท่าใด ก็จะสามารถมีความรู้สึกตัวได้เร็วและหยุดยั้งอารมณ์ต่างๆ ได้มากเท่านั้น ความโกรธก็เป็นอารมณ์หนึ่งในหลายๆ อารมณ์ที่เกิดขึ้นกับจิตใจของเรา ซึ่งหากสติว่องไว มีพลัง  ก็จะสามารถหยุดยั้งอารมณ์โกรธได้อย่างแน่นอน

 

3.เป็นคนศาสนาอื่น จะปฏิบัติวิปัสสนาได้หรือไม่?

 

          ผู้เขียนมีเพื่อนที่นับถือศาสนาอื่นหลายคน มีทั้งคริสต์ และอิสลาม ที่นับถือคริสต์ก็ยังแยกออกเป็นหลายนิกาย มีแคททอลิค โปรเตสแตนท์ ยะโฮวา ที่เป็นอิสลามก็มีทั้งนิกายซุนหนี่ และชีอะห์

          ไม่ว่าจะแตกต่างกันอย่างไรก็ตาม แต่ที่เหมือนกันก็คือความเป็นมนุษย์ มีจิตใจรักสุข เกลียดทุกข์ ไม่เห็นมีเพื่อนต่างศาสนาคนไหนบอกเลยว่าเกลียดสุข รักทุกข์...ในเมื่อทุกคนต่างก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน ฉนั้นอะไรก็ตามที่ทำให้มนุษย์ในศาสนาพุทธมีความสุขได้ ก็น่าจะทำให้คนในศาสนาอื่นมีความสุข หรืออย่างน้อยก็เกิดประโยชน์กับคนทุกศาสนาด้วยเช่นกัน

          เพื่อนชาวมุสลิมคนหนึ่งเคยถามถึงเรื่องเหตุปัจจัย และการพัฒนาจิตเพื่อให้เกิดปัญญา และสันติสุข ผู้เขียนก็ได้อธิบายว่า ศาสนาพุทธนั้นได้ชี้ให้เห็นสัจธรรมที่ว่า

          ทุกอย่างในโลก ล้วนมีมาแต่เหตุ-ปัจจัย มีเหตุผลอธิบายได้ทั้งนั้น ศาสนาพุทธไม่มีคำว่า บังเอิญ ทุกอย่างมีที่มา มีเหตุมีผลที่ยุติธรรม และพิสูจน์ได้ด้วยตัวเองตลอดเวลา ไม่จำกัดกาลและเวลา สิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพบเป็นสัจธรรมที่ใครก็ตามหากมีปัญญา มีบุญบารมีปฏิบัติได้ ก็จะพบสิ่งเดียวกับที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบในสมัยพุทธกาล เหตุที่ศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบัน และจะเจริญต่อไปนั้น ก็เพราะว่ามีคนปฏิบัติตามได้และได้พบสัจธรรมเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ จึงเกิดการรับรอง การเชื่อถือ และความศรัทธาขึ้นเอง สัจธรรมนี้จึงไม่ใช่สำหรับคนที่นับถือศาสนาพุทธเท่านั้น แต่สำหรับมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติ สัญชาติ หรือศาสนาใดก็ตาม ปฏิบัติตามได้ทั้งนั้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนศาสนาเดิม

          สำหรับการพัฒนาจิตเพื่อให้เกิดปัญญานั้นความสำคัญอยู่ที่ว่าเมื่อ ชีวิตล้วนมีเหตุปัจจัยที่ทำให้เป็นไปต่างๆ นานา สุข ทุกข์สลับผลัดเปลี่ยนกันตลอดเวลาแล้วนั้น การพัฒนาจิตเพื่อให้เกิดปัญญาก็เพื่อที่จะให้สามารถเข้าใจและเข้าถึงความจริงของชีวิตที่มีแต่เหตุและปัจจัยนั่นเอง

          ที่ต้องพัฒนาจิตนั้นก็เพราะมนุษย์ในปัจจุบันอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เน้นความเจริญของวัตถุอย่างเดียว เพลิดเพลินไปกับกิเลสและอกุศลทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ จนอยู่ในภาวะจิตใจที่เสื่อมโทรมและวิกฤติ ซึ่งผลของความเจริญในทางวัตถุอย่างเดียวนั้นได้กลับมาทำร้ายตัวมนุษย์เอง เพราะเหตุดังกล่าว การจะเกิดปัญญาในทางธรรมจึงยาก จึงต้องมีการพัฒนาจิตก่อน และวิธีหนึ่งในการพัฒนาจิตที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลก็คือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง

          สิ่งที่จะได้จากการปฎิบัติวิปัสสนาก็คือการรู้จักการกำหนดสติในชีวิตประจำวัน เมื่อรู้จักการกำหนด ก็จะรู้จักหรือได้เห็นอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับจิตและก็จะทำให้มองเห็นข้อเท็จจริงของอารมณ์เหล่านั้นได้ว่ามีลักษณะอย่างใด (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) และที่สำคัญก็คือจะนำไปสู่การมีปัญญาในทางธรรม คนเรา ถ้ามีปัญญาในทางธรรมแล้ว ก็ถือว่าใช้ได้ จะอยู่ในโลกด้วยความสุข

          หลักสูตรวิปัสสนา 7 คืน 8 วัน ของคุณแม่สิริ กรินชัย ที่จัดขึ้น ณ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยหรือที่อื่นๆ ทั่วประเทศไทยที่ผ่านมา 40 กว่าปี จึงปรากฏว่ามิใช่มีเฉพาะชาวพุทธเท่านั้นที่พากันมาปฏิบัติ แต่ศาสนิกชนอื่นๆ เช่นคาทอลิค โปรแตสแตนท์ มุสลิม ก็มาปฏิบัติด้วยเป็นจำนวนมาก และต่างก็ได้พบกับสาระและประโยชน์ของการพัฒนาจิต นำไปปฎิบัติในชีวิตประจำวัน โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนศาสนาที่ตนนับถือ ผู้ปฏิบัติศาสนาอื่นหลายคนที่ตั้งใจปฏิบัติอย่างจริงจัง ปรากฏว่าสามารถเข้าถึงกลไกของจิต สภาวะธรรมที่ละเอียดอ่อนได้ดีกว่าชาวพุทธที่มาปฏิบัติตามแฟชั่น แต่ไม่ตั้งใจจริงด้วยซ้ำไป

          ฉะนั้นหากท่านอยากจะเรียนรู้หลักปฏิบัติพัฒนาจิตตามธรรมชาติ ก็เชิญมาลองฝึกวิปัสสนา แล้วท่านจะพบว่าสิ่งนี้จะช่วยท่านได้มากในการเป็นมนุษย์ที่ดีในสังคม

 

*****************

4.การกำหนดอิริยาบทในชีวิตประจำวันทำอย่างไร?

 

          เพื่อนต่างศาสนาของผู้เขียนคนหนึ่งถามว่า การฝึกสมาธิ ฝึกสตินั้นฝึกอย่างไร เพราะเธอสังเกตุตัวเองว่า ชีวิตของเธอนั้นดีขึ้นตั้งแต่นำหลักศาสนาพุทธบางอย่างไปใช้ แต่ที่ยังขาดอยู่ก็คือการฝึกสติ จึงอยากจะเข้าใจในจุดนี้

          การฝึกสตินั้นสำคัญที่สุดในการพัฒนาจิต สติคือความระลึกได้ ความรู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ จิตกำลังรับอารมณ์อะไรอยู่ หากจะเปรียบก็เหมือนสติมีลักษณะเหมือนยามที่เฝ้าท้องพระโรงของพระราชา ใครจะมาเข้าเฝ้าพระราชาจะต้องผ่านยามคนนี้ก่อน ยามจะทำหน้าที่ตรวจตราพิจารณาคนที่จะผ่านเข้า-ออก ถ้าเป็นคนดีก็รู้ว่าดี ถ้าเป็นคนไม่ดีมีพิรุธ ก็จะสะกัดกั้นและรีบเตือนภัยให้พระราชาทราบ หรือเปรียบเทียบอีกลักษณะหนึ่งก็คือสติ เปรียบเสมือนนายคลังของพระราชา มีหน้าที่กราบทูลพระราชาให้ทรงทราบว่าขณะนี้พระองค์มีช้าง ม้า ทองคำ เงิน อยู่ในพระคลังเท่าไหร่ ยังมีทรัพยสมบัติอุดมสมบูรณ์อยู่หรือหร่อยหรอไปแค่ไหนแล้ว เป็นการเตือนให้ทราบเพื่อจะได้รีบแก้ไข สติจึงมีลักษณะเตือนให้ทราบ ตรวจตราให้รู้ว่าเรายังเป็นคนดีหรือคนเลว มีความดีหรือไม่มีเท่าไหร่

          ในคนทั่วไป ที่ยังไม่ได้รับการฝึกสติ จะพบว่าสติเกิดขึ้นช้าเสมอ เช่น มีใครมาด่าว่าเรา ก็พบว่า ทันใดที่ได้ยินคำด่า เราก็โกรธตอบไปแล้ว และจะรู้สึกเสียใจ เมี่อได้สติในภายหลังว่าเราไม่น่าโกรธเลย หากมีสติก็คงไม่โกรธมากเช่นนี้

          การฝึกสติจึงเป็นเรื่องของวิปัสสนาโดยแท้ หลักสำคัญในการฝึกก็คือ การกำหนดอริยาบทใหญ่ ยืน เดิน นั่ง นอน และ อริยาบทย่อยทุกอย่าง ซึ่งในขั้นนี้ คำว่าปัจจุบันจะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ถ้ามีสติ ปัจจุบันจะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ถ้ามีสติในปัจจุบันอริยาบท อารมณ์อื่นๆที่ไม่ได้เป็นปัจจุบันก็จะหายไป (เพราะจิตรับอารมณ์ได้ทีละ 1 ) และถ้าจิตของเรามีสติในปัจจุบันขณะบ่อยๆ ความทุกข์ และอกุศลก็ไม่อาจเกิดกับจิตได้บ่อยเช่นกัน เราจึงควรสร้างสติให้เกิดในทุกๆสิ่งที่เราทำในชีวิตประจำวัน

          คนส่วนมากจะอ้างว่าไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม ทั้งที่มีความศรัทธาและเข้าใจดีว่าการปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งที่ดี อยากปฏิบัติ แต่ไม่มีเวลาเพราะต้องทำงาน มีภาระหน้าที่ในแต่ละวันมากมาย ฯลฯ ก็จะขอบอกและเน้นตรงนี้เลยว่าหากเข้าใจเช่นนี้ แสดงว่ายังไม่เข้าใจในคำว่าธรรมะดีพอ ถ้าเข้าใจจะเห็นว่า การปฏิบัติธรรม(วิปัสสนา) การกำหนดรู้หรือกำหนดสมาธิ สามารถทำได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ไม่จำเป็นต้องหาเวลาเฉพาะ เพื่อให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น จึงจะขอยกตัวอย่างการกำหนดอริยาบทง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ดังนี้

          1. ตื่นนอน กำหนด รู้ตัว(หนอ) อยากลืมตา(หนอ) ลืมตา(หนอ) เห็น(หนอ) กระพริบ(หนอ) อยากลูก(หนอ) ลูก(หนอ) ลูก(หนอ) ยืน(หนอ) ก้าว(หนอ) ซ้าย ขวา เห็น(หนอ) กระพริบ(หนอ) เปิด(หนอ) เห็น(หนอ) กระพริบ(หนอ) เปิดน้ำ(หนอ) หยิบแปรงมายกหยิบยาสีฟันบีบยาสีฟันวางหลอกยาสีฟันขึ้น-ลง บ้วนน้ำ สีฟันขึ้นลง บ้วนน้ำสีฟัน บ้วนน้ำวางแปรง เอื้อมไปปิด(ก็อกน้ำ) เห็นหนอ-กระพริบหนอ ถูกหนอ(น้ำ) เย็น(หนอ) ล้างหน้าหนอ ลูบหน้าหนอ หยิบหนอ(สบู่) ถูหน้าหนอ ล้างหน้าหนอ วางหนอ(สบู่)

          อาบน้ำ เปิดหนอ(ก็อกน้ำ) รู้สึกหนอ(ถูกน้ำ) เย็นหนอ(ร้อนหนอ) ถูสบู่หนอ ขัด(ตัว)หนอ หมุนก๊อกน้ำหนอน หยิบ(ผ้าเช็ดตัว)หนอ เช็ดหนอ ก้าวหนอ ซ้ายขวา หยิบหนอ(เสื้อผ้า) ใส่หนอ ยก(มือ)หนอ ติดกระดุมหนอ ใส่กางเกงหนอ รูดซิปหนอ ฯลฯ

          จะเห็นว่าการกำหนดอิริยาบทเหล่านี้ หากทำได้ละเอียดมากเท่าใด (โดยเริ่มจากการทำช้าๆ จนเร็วขึ้นเป็นปรกติ) ก็จะทำให้สติของเราอยู่กับปัจจุบันมากขึ้นเท่านั้น และจะสังเกตุในภายหลังว่า ในช่วงเวลาที่เรากำหนดอิริยาบทละเอียดนั้น จิตของเราไม่ได้มีกังวล หรือคิดถึงปัญหาต่างๆ ที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรืออนาคตเลย เพราะจิตกำลังกำหนดอิริยาบทที่เคลื่อนไหวอยู่ และตามหลักธรรมชาติที่ว่า จิตรับอารมณ์ได้ทีละหนึ่ง เพราะฉะนั้น ขณะที่กำหนดรู้อิริยาบท (ถ้ากำหนดอิริยาบทได้ปัจจุบันจริงๆ) จิตก็ไม่สามารถจะรับรู้ทุกข์ รับรู้ความกังวล ความวิตก และหรืออกุศลอื่นได้เลย

          สรุปได้อีกว่า ช่วงเวลาที่กำหนดอิริยาบทให้เป็นปัจจุบันได้จริง จิตเราก็รอดพ้นจากความทุกข์ได้ในชั่วขณะนั้น และความทุกข์เหล่านี้เองที่ทำให้เกิดเวทนา เกิดภพ เกิดชาติ ฉะนั้นการกำหนดปัจจุบันจึงเป็นการลดเวทนา ลดภพ และลดชาติของเราในอนาคตไปในตัว เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เมื่อมีเวลา ก็ควรจะกำหนดอิริยาบท กำหนดสติให้เป็นปัจจุบันให้มากที่สุดในแต่ละวัน โดยแทรกไปกับชิวตประจำวัน  ไม่ว่าจะเป็นกิจส่วนตัว การทำงาน การพักผ่อนหย่อนใจ การเล่นกีฬา หัดแทรกการกำหนดอริยาบทในชีวิตประจำวันให้ละเอียดเท่าที่จะทำได้ แล้วเราจะรู้ว่าเวลาที่เราเคยอ้างกันว่าไม่ค่อยจะมีสำหรับการปฎิบัติธรรมนั้น ความจริงมีอยู่มากมาย การกำหนดอริยาบทนี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตประจำวันของเราเสียหายไปเลย ก็ยังทำกิจการต่างๆ ได้อย่างเหมือนเดิม แถมจะพลอยทำให้กิจการที่เราทำนั้นมีคุณภาพมากขึ้นด้วย หากเราเข้าใจในหลักการนี้ เราก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดในชีวิตคนหนึ่งทีเดียว

 

*************

5.ความเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ ในการเดินจงกรม/และนั่งกำหนดพอง-ยุบ

เข้าใจผิดในทางความคิด

          ในช่วงปี 2539 ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมในคณะวิทยากรผู้ช่วยในการอบรมวิปัสสนากรรมฐานที่เรียกว่า โครงการเนกขัมมบารมี ซึ่งเป็นหลักสูตรสำหรับเยาวชน ของยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ผู้เขียนสังเกตุว่าเยาวชนหลายคนถูกบังคับให้มา อบรม บ้างก็ถูกพ่อแม่บังคับ บ้างก็ถูกครูบังคับ ดังนั้นจึงมาปฏิบัติด้วยใจที่ต่อต้าน การจะทำอะไรสักอย่าง ถ้าใจต่อต้านแล้ว ก็ยากที่จะสำเร็จด้วยความเรียบร้อย หรือหากทำได้ก็ไม่มีทางทำได้ดี

          ผู้เขียนเคยกล่าวกับเยาวชนเหล่านี้ในการสอบอารมณ์ครั้งหนึ่งว่า การที่พวกเขาเหล่านี้ได้มาอยู่ในสถานที่ที่เป็นมงคลเช่น ยุวพุทธิกสมาคมฯ เพื่อปฏิบัติธรรม 7 คืน 8 วัน หลักสูตรของคุณแม่สิริ กรินชัย นี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะในโลกนี้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่มีการบังเอิญ แต่มีเหตุกำหนดและผลสนองทั้งนั้น ลองคิดเล่นๆ ดูว่า ในโลกนี้ มีสถานที่ที่คนเราจะต้องการไปนั้นมีอยู่มากมายเหลือเกิน และโลกนี้ก็ช่างกว้างใหญ่ไพศาลจริงๆ การที่เยาวชนเหล่านี้ ไม่ไปอยู่ตามสถานที่ต่างๆ อาทิ สถานเริงรมย์ โรงภาพยนตร์ ดิสโก้เทค ห้างสรรพสินค้าก็ดี แต่กลับมาอยู่ในสถานที่ปฏิบัติธรรมนี้ก็เพราะ ความเป็นผู้ที่เคยสร้างเหตุที่ดีมาแล้วในอดีตกาล เหตุที่ดีนั้นจึงเป็นปัจจัยส่งให้มาอยู่ในที่เช่นนี้

          พูดง่ายๆ ก็คือ เยาวชนเหล่านี้ ถือว่าเป็นผู้ที่มีบุญมาก่อน และกำลังมีโอกาสที่จะได้สร้างบุญเพิ่มขึ้นอีกในปัจจุบัน ดังนั้นเมื่อขณะนี้ตัวมาอยู่ที่ยุวพุทธฯ แล้ว สิ่งที่ควรจะพิจารณาเฉพาะหน้าก็คือ เราควรตั้งใจปฏิบัติให้เต็มที่ เหมือนกับว่า 7 วัน 8 คืนนี้ เป็น 7 วัน 8 คืนสุดท้ายของชีวิตเลยทีเดียว ถ้าเป็นทหารก็เป็นทหารแนวหน้าที่ถอยไม่ได้แล้ว เผชิญหน้าข้าศึกแล้ว ถอยไม่ได้แล้ว  เพราะชีวิตคนเรานั้น ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อใด อันความตายนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะกำหนดได้ล่วงหน้า  เราไม่มีทางจะรู้ว่าเราจะตายเมื่อไหร่ ตัวเยาวชนนี้ มีใครกล้ายืนยันได้ว่าจะตายอีก 40 หรือ 50 ปีข้างหน้า ลองอ่านหนังสือพิมพ์รายวันดู จะเห็นข่าวว่าเกิดอุบัติเหตุคนตายแทบทุกวัน คนที่เสียชีวิตเหล่านั้น ไม่มีใครเลยสักคนที่คิดว่าตัวจะต้องตาย ทุกคนล้วนหวังที่จะอยู่จนแก่เฒ่ากันทั้งนั้น

          เมื่อไม่นานมานี้ก็มีข่าวว่า ดาราสาวชื่อดัง เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ท่ามกลางความโศกเศร้าของพ่อแม่พี่น้อง และคนทั่วไป พวกเราทุกคนควรจะพิจารณาข่าวเหล่านี้ให้ดี อย่าปล่อยให้เป็นเพียงข่าวธรรมดา อ่านแล้วก็ลืม ข่าวแบบนี้แสดงสัจธรรมให้พวกเราที่ยังอยู่ในสังคมได้คิดว่า ชีวิต เมื่อมีเกิดแล้วก็ต้องมีดับเป็นของธรรมดา เราควรจะต้องไม่ประมาท เพราะความตายจะมาเยือนเราได้ทุกเวลา ฉะนั้นระหว่างที่ยังมีลมหายใจอยู่ เราควรสร้างความดี สะสมบุญกุศลให้มากๆ จะได้ชื่อว่าไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์

          การได้มาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน 7 คืน 8 วัน นี้ จึงถือว่าเป็นการสร้างความดีที่เป็นมหากุศล จึงควรตั้งใจปฏิบัติอย่างเต็มที่ ไม่ย่อท้อ เพราะไหนๆ เยาวชนก็มาอยู่ในสถานที่นี้แล้ว จะลองเปิดโอกาสให้ตัวเองบ้างได้ไหม เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ทดลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ สิ่งที่มีผู้รับรองว่าเป็นสิ่งดี

          ชีวิตคนเรานั้น โดยเฉลี่ยมีอายุประมาณ 2 หมื่นวัน ใน 2 หมื่นวันนี้ เราใช้เวลากิน นอน เที่ยว เล่นสนุกสนาน เป็นจำนวนพันๆ และหมื่นๆ วัน แต่เวลาที่ใช้ปฏิบัติธรรมศึกษาเรื่องจิต ทำบุญกุศลนั้น น้อยมาก บางคนไม่ถึงสิบวัน หรือหลายคนไม่ได้ทำเลยสักวันหนึ่ง ดังนั้นการมาอบรมวิปัสสนากรรมฐานเพียงแค่ 7 วันจาก 2 หมื่นวันถือว่าน้อยมาก เราจึงควรให้โอกาสตัวเองบ้าง

          ผู้เขียนได้บอกเยาวชนว่า ขอให้คิดว่านี่เป็นโอกาส 7 วันสุดท้ายของชีวิตเราเลยทีเดียว เพื่อที่จะได้ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นหากใครยังเข้าใจผิดว่าเรามาเสียเวลาทำอะไรอยู่ในที่ปฏิบัติธรรม แทนที่จะไปหาความสนุกสนานข้างนอก ก็ขอได้เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เปลี่ยนการต่อต้านทางใจเป็นความท้าทายของชีวิต ที่จะให้ผลกำไรในอนาคตอย่างเต็มที่

          สิ่งที่อยากจะบอกผู้อ่านก็คือ ความเข้าใจผิดดังกล่าวที่เกิดกับเยาวชนในสถานที่ปฎิบัติธรรมนั้น เกิดขึ้นกับเราทุกคนนอกสถานที่ปฎิบัติธรรม ในชีวิตประจำวันเช่นกัน คือเรามักจะรู้สึกต่อต้านสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ พูดง่ายๆ เรามักจะไม่พอใจในสิ่งที่เราเป็นอยู่

          เป็นนักศึกษาก็รู้สึกว่าถูกบังคับให้เรียน ไม่เห็นจะมีประโยชน์เลย ไม่อยากเรียนเลย อยากไปเดินเที่ยวศูนย์การค้ามากกว่า หรืออยากไปดูหนังมากกว่า

          เป็นหนุ่มสาว คนทำงานก็มักจะไม่พอใจงานที่ตัวทำ รู้สึกเหมือนถูกบังคับให้ทำงาน อยากจะลาหยุดพักผ่อนมากกว่าทำงานให้เสร็จสิ้น

          เป็นข้าราชการก็ไม่ค่อยทำงานให้เต็มที่ รู้สึกถูกบังคับ ไม่พอใจเจ้านาย ไม่พอใจผู้ร่วมงาน ไม่พอใจตำแหน่ง อยากแต่จะพักร้อนแต่ก็อยากได้ความดีความชอบ

          เราลืมข้อเท็จจริงที่ว่า ที่ชีวิตเป็นอยู่ดังเช่นนี้ ก็เพราะมันมีเหตุและผล ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่เราต้องเจอสภาพเหล่านี้ในปัจจุบันนี้ ก็เพราะใครสร้างเหตุเอาไว้ล่ะ ถ้ามิใช่เราเอง

          และเราก็ลืมไปอีกว่า ความตายนั้นไม่เคยบอกใครล่วงหน้า ความตายมาเยือนได้เสมอ เราควรไม่ประมาทในชีวิต ข้อคิดแก่เยาวชนในสถานที่ปฎิบัติธรรมจึงควรจะเป็นข้อคิดสำหรับเราที่มีชีวิตอยู่ในสังคมทุกวันๆ ด้วย

                                       เข้าใจผิดในการปฎิบัติ

         

          ผู้เขียนสังเกตุเห็นว่า ผู้มาปฎิบัติวิปัสสนาส่วนใหญ่มุ่งมั่นปฎิบัติเพื่อให้ได้ความสงบในลักษณะที่นั่งให้สงบนิ่ง คือแน่นิ่ง ไม่ไหวติง ซึ่งเข้าใจว่าปฎิบัติดี

          อย่าลืมว่าการนั่งแบบวิปัสสนานี้มิใช่เป็นการนั่งสมาธิเพื่อหวังความสงบเพียงอย่างเดียว เพราะมิฉะนั้นแล้ว ก็จะเป็นสมถะ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ความสงบ แต่วิปัสสนาเป็นการนั่งเจริญสติกำหนดพอง-ยุบ ดังนั้นจุดมุ่งหมายจึงเพื่อ เห็น คือให้มีสติเท่าทันอยู่กับอาการพอง-ยุบของหน้าท้อง เพื่อให้รู้เห็นถึงสภาพธรรมของการเกิด-ดับของรูป-นามเป็นที่สุด

          เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้ว การนั่งกำหนดพอง-ยุบจึงนั่งได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องเกร็ง หรือตั้งใจมากเกินไป ผู้ปฏิบัติที่เคยชินกับการนั่งสมาธิแบบสมถะที่มีสมาธิแนบแน่นมักจะเข้าใจผิดในจุดนี้ โดยคิดว่าหากทำจิตให้สงบมาก เท่าใด ก็จะดีเท่านั้น จึงมักจะนั่งตัวเกร็งร่างกาย แขน ขาจนแข็งไปหมดทั้งตัว หัวแม่มือชนกันแน่น ตาเพ่งในความมืดอย่างตั้งใจเกินไป และต้องการจะให้จิตตกภวังค์ท่าเดียว จึงทำให้สติเกิดยาก และมีผลข้างเคียงอีกมาก

          เมื่อนั่งในท่าสบายแล้ว ผู้ปฏิบัติหลายคนจะเอาจิตไปกำหนดตามลมหายใจเข้าออก และก็ดูอาการพองยุบไปด้วย ซึ่งไม่ถูกต้องนักสำหรับแนวทางวิปัสสนา การที่วิปัสสนาให้กำหนดพอง-ยุบ เพราะว่าอาการพอง-ยุบนั้นเป็นอาการที่กำหนดได้ชัดเจนดีเนื่องจากคนเราต้องหายใจอยู่ตลอดเวลา เมื่อหายใจเข้า ท้องก็ต้องพอง หายใจออกท้องก็ต้องยุบ (ซึ่งในสภาพปรกติร่างกายโดยเฉพาะส่วนท้องของเราก็เป็นเช่นนั้น แต่เราไม่เคยสนใจกำหนดดู ก็เลยไม่เคยรู้ชัดในเรื่องนี้) และที่สำคัญการกำหนดพอง-ยุบ (ซึ่งเป็นกายานุปัสสนา) นี้ก็เพื่อที่จะให้เห็นสภาพที่แท้จริงของสัจจธรรม(ปรมัตถ์) ก็คือรูป-นามเป็นที่สุด ดังนั้นหากเราไปกำหนดลมหายใจ (ซึ่งมีจุดมุ่งหมายให้ใจสงบอย่างเดียว) ก็ไม่ใช่วิปัสสนา หรือกำหนดทั้งลมหายใจสลับไปกับกำหนดพอง-ยุบก็จะสับสนวุ่นวายไปหมด

ถ้าเราตกลงใจที่จะมาทดลองปฎิบัตวิปัสสนาแล้วก็ต้องพักการกำหนดลมหายใจเอาไว้ก่อน ตั้งใจกำหนดดูแต่พอง-ยุบอย่างเดียวให้จริงจัง ผลดีก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน........

*******

 

6.ข้อสงสัยเล็กๆ น้อยๆ ในการปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

          ในการมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นครั้งแรกนี้ หลายคนปฏิบัติตามด้วยดีแต่ใจยังมีความสงสัยหลายประการ ความสงสัยเหล่านี้ บางครั้งไม่สามารถจะถามอาจารย์หรือวิทยากรได้ เนื่องจากผู้เข้าอบรมมีจำนวนมาก การจะสอบอารมณ์ทุกๆคน ตอบคำถามของทุกๆคนจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ผลก็คือผู้ปฏิบัติมีความสงสัยติดค้างอยู่ในใจ จนเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ ทำให้ปฏิบัติได้ไม่เต็มที่ เกิดความลังเล

การนำข้อสงสัยเล็กๆ น้อยๆ มาตอบในที่นี้จึงเป็นการพยายามจะช่วยตอบคำถามที่มีอยู่ในใจนั้น เพื่อที่จะได้คลายสงสัยลงได้บ้างและน่าจะทำให้ตั้งใจปฏิบัติได้ต่อไป…….

สมถกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐานต่างกันอย่างไร

          คำถามนี้มีผู้สงสัยกันมาก เนื่องด้วยในปัจจุบันมีสำนักปฏิบัติธรรมมากมาย และมีแนวการสอนที่หลากหลาย และประกาศตัวว่าสอนนั่งสมาธิแบบสมถะกรรมฐาน บ้างก็ประกาศว่าสอนสมาธิแบบสมถะวิปัสสนากรรมฐาน บ้างก็ว่าสอนสมาธิแบบวิปัสสนากรรมฐาน… อะไรคือสมาธิ อะไรคือสมถะ อะไรคือวิปัสสนา และแตกต่างกันอย่างไร

          คำว่าสมาธิ เป็นคำกลาง ที่ใช้กันมาก เช่น ไปนั่งสมาธิ ไปทำสมาธิ… ความจริงแล้ว สมาธิ เป็นสภาพธรรม หรือสภาพของจิตที่เกิดจากการตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์หนึ่งเป็นเวลานานๆ มากกว่าที่จะหมายถึงวิธีปฏิบัติธรรม การบอกว่าไปนั่งสมาธิจึงไม่ตรงนัก… ที่จริงควรจะเป็นไปนั่งสงบจิตใจ และมีผลทำให้เกิดสมาธิที่จิตใจต่างหาก สมาธิถ้าแบ่งตามประเภทของเจตสิก สิ่งที่เกิดกับจิต ก็จะแบ่งเป็นสัมมาสมาธิ (กุศลจิต) และมิจฉาสมาธิ (อกุศลจิต)

          แต่ถ้าแบ่งตามระดับตวามตั้งมั่นแห่งจิต ก็จะแบ่งได้ 3 ระดับ คือ

                   สมาธิชั่วขณะ (ขณิกสมาธิ)

                   สมาธิปานกลาง เกือบจะแนบแน่น (อุปจารสมาธิ)

                   สมาธิแนบแน่น หรือตั้งมั่นแน่วแน่ (อัปปนาสมาธิ)

          เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า ตามแนวทางของสมถt จิตจะ  สงบนิ่ง    ถึงขั้นแนบแน่น แต่ตามแนวทางของวิปัสสนาจิตจะ   สงบอยู่ในระดับ   ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น

          คำว่า สมถะ ก็เป็นอีกคำหนึ่งที่คนทั่วไปจะไม่เข้าใจดีนัก

          สมถะ เป็นการฝึกอบรมจิตรูปแบบหนึ่ง มีจุดมุ่งหมายให้ใจสงบ (จากอกุศล) โดยใช้อารมณ์ 40 อารมณ์ เป็นสื่อหรือสิ่งให้ใจระลึก เช่น กสิณ 10 ชนิด ให้ใจระลึกถึงแต่ดิน น้ำ ลม ไฟ สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว แสงสว่าง และ อากาศ เป็นต้น

          สมถะ หากภาวนาจนจิตสงบจากอกุศลธรรม และถึงขั้นอรูปฌาน จิตสามารถมีกำลัง หรือพลังจิตที่เรียกว่า อภิญญาได้ เช่น หูทิพย์ ตาทิพย์ ระลึกชาติ เป็นต้น

          สมถะ แม้ภาวนาถึงที่สุด ก็ยังไม่บรรลุถึงซึ่งการดับกิเลสอย่างถาวร หรือสิ้นเชิง เพราะเป็นการข่มกิเลสเอาไว้ชั่วคราว (ด้วยพลังจิต)

          วิปัสสนานั้น เป็นการฝึกจิตอีกแบบหนึ่ง มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เกิดปัญญารู้แจ้งถึงสภาพของธรรมะ โดยใช้วิธีเจริญสติ กำหนดสภาวธรรมที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ใช้ปรมัตถ์เป็นอารมณ์ ผลก็คือความบริสุทธิ์ของจิตเป็นลำดับขั้นไป จนถึงบริสุทธิ์อย่างสิ้นเชิง และดับกิเลสได้อย่างถาวร และเด็ดขาด วิปัสสนาจึงเป็นวิธีการด่านสุดท้าย ของการเดินทางของจิต ก่อนที่ถึงจุดหมาย คือนิพพาน

          สมถะกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน จึงต่างกันทั้งในวิธีการ การกำหนดอารมณ์ เป้าหมาย และผล

          สมถะกรรมฐานนั้น มีอยู่ในระดับของโลกปุถุชน มีสภาพเสื่อมได้ เจริญได้ หากใครตั้งใจทำจริงจัง ก็สามารถทำได้ และก็มีผู้ทำได้มากมายทั้งก่อนและหลังสมัยพุทธกาลมาแล้ว เช่น ฤาษีและนักพรต แต่ก็ไม่สามารถดับทุกข์และพ้นทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง จึงถือว่ายังไม่ใช่ด่านสำคัญหรือด่านสุดท้าย

          ด่านสำคัญของจิตมนุษย์ และเป็นด่านสุดท้ายก็คือ วิปัสสนา ทำให้เกิดปัญญารู้แจ้ง ถึงสภาพธรรมตามความเป็นจริง และดับกิเลสอย่างถาวร

          อย่างไรก็ดี การ  ที่จะ  ไปถึงด่านสุดท้าย   ก็ต้องอาศัยผ่านด่าน  ที่มีก่อนหน้านั้นด้วย สมถะกรรมฐานจึงมีความจำเป็นและสำคัญเช่นกัน ในฐานะที่เป็นพื้นฐานให้จิตมีพลังมีความตั้งมั่น เพื่อที่จะเจริญสติ และปัญญาให้เกิด เพื่อไปสู่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในที่สุด

          ข้อควรระวังของสมถะ สำหรับผู้ที่เคยปฏิบัติมาแล้วต่างประสบก็คือ การหลงติดอยู่กับความสุข และอำนาจจิตที่เกิดขึ้นจากสมถะกรรมฐาน ทำให้ผู้ที่ได้ความสุขและอำนาจจิตเพลิดเพลินไปกับสิ่งเหล่านี้ จนกลายเป็นอุปสรรคที่จะก้าวไปสู่การปฏิบัติวิปัสสนาต่อไป

          ดังนั้นหากท่านได้มีโอกาสมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแล้ว ก็ขอให้  มุ่งมั่นเจริญสติ ทำให้เกิดปัญญาเห็นความรู้แจ้ง ก็จะถือว่าตรงที่สุด และปลอดภัยที่สุด

 

ทำไมถึงต้องกำหนดว่า ยุบหนอ พองหนอ

มาปฏิบัติวิปัสสนาวันแรก เมื่อถูกสอนให้กำหนด ยุบหนอ-พองหนอ ใจก็จะนึกสงสัยทันทีว่า ทำไมต้อง ยุบหนอ-พองหนอ เพราะเท่าที่เคยรู้มา เคยได้ยินมา หรือแม้แต่เคยไปฝึกมา ก็มีที่ให้กำหนดลมหายใจเข้าออก หรือบ้างก็ให้นับเลข หรือไม่ก็นับลูกประคำก็มี…

ก็ในเมื่อวิปัสสนาเป็นการฝึกจิตใจที่ทำให้เกิดปัญญารู้แจ้ง ถึงสภาพที่แท้จริงของธรรม (ปรมัตถ์) การฝึกเบื้องต้นจึงมีหลักที่จะให้รู้สภาวะที่ตรงกับปรมัตถ์ นั่นก็คือ รูป-นาม ซึ่งปรกติ มนุษย์ปุถุชนจะมองไม่เห็น ไม่รู้ (และไม่มีทางรู้เลย หากองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสั่งสอนพวกเรา)

วิปัสสนาจึงต้องกำหนดรูป-นาม เป็นอารมณ์ ถ้าผิดไปจากการกำหนดรูป-นาม แล้ว ก็หาใช่วิปัสสนาไม่

ปัจจุบันการกำหนดรูป--นาม นั้น ในส่วนของการกำหนดรูป จะกำหนดรูปหยาบหรือรูปละเอียดก็ได้ เช่น การกำหนดในอิริยาบถต่างๆ ในขณะนั่งก็จะดูที่รูปพอง-รูปยุบ

ส่วนมากจะนิยมกำหนดรูปละเอียด คือ ลมหายใจ ลมหายใจที่เป็นรูปก็คือ รูปที่ลมหายใจไปกระทบ ลมหายใจเข้า-ออกไปถูกที่ใด ก็ให้กำหนดที่นั้น ซึ่งส่วนมากนิยมกำหนดลมหายใจที่ถูกจมูก (อานาปาณสติ) และลมหายใจที่ถูกท้อง (พอง-ยุบ)

ความแตกต่างระหว่างการกำหนดที่จมูกกับท้องก็คือ เมื่อลมหายใจกระทบจมูก นั้นจะกำหนดได้ชัดเจนก็เฉพาะในระยะเริ่มแรกเท่านั้น เมื่อกำหนดนานเข้า ใจสงบขึ้น ลมก็จะละเอียดขึ้นและจะเบาบางจนแทบกำหนดไม่ได้ เพราะปรากฏไม่ชัดเจน ซึ่งจุดนี้เองที่ต่างจากการกำหนดลมหายใจที่ท้อง ซึ่งมีอาการพอง-ยุบ กำหนดได้ชัดเจนกว่าไม่ว่าจะนานเท่าใด จึงเหมาะที่จะเอาสติจับดู กำหนดรู้อาการพอง-ยุบมากกว่าจะเอาไปกำหนดที่จมูก (ซึ่งก็ไม่ผิด)

ดังนั้น หากเป็นการเจริญวิปัสสนา ซึ่งต้องอาศัยการกำหนดรูป-นามเป็นสำคัญ ก็ควรจะกำหนดพอง-ยุบ ดีที่สุด เพราะทุกคนต้องหายใจเข้า-ออกอยู่แล้ว หายใจเข้า ท้องก็ต้องพอง พอหายใจสุดแล้วก็ต้องหายใจออก ท้องก็ต้องยุบ การกำหนดรู้รูป-นาม ก็คือ เอาสติดูอาการพอง-ยุบนี้เท่านั้น ซึ่งหากผู้ปฏิบัติมีสติรู้อยู่ตลอดเวลา ก็จะทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิวิชาญาณเกิดขึ้น มิจฉาทิฏฐิอวิชชาหายไป คือ การที่ไปรู้แจ้งในสามัญญลักษณะหรือพระไตรลักษณ์ ของรูป-นามนี้ว่าเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง เป็นทุกขัง ทนอยู่ไม่ได้ เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้

ผู้ปฏิบัติบางท่านไม่สามารถจะจับพอง-ยุบได้ เพราะหายใจเข้าท้องไม่พองแต่กลับยุบ หรือหายใจออกแทนที่ท้องจะยุบ กลับพอง เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะยังหายใจไม่ถูกต้อง การหายใจที่ถูกต้องจะต้องให้ลมเข้าไปผ่านปอด และไปสุดที่ท้อง (หลายท่านหายใจเข้าไปอยู่ที่ปอดเท่านั้น จึงทำให้ปอดขยาย แต่ท้องไม่พอง) หากหายใจถูกต้อง ลมจะต้องเข้าผ่านปอดแล้วไปสุดที่ท้อง ก็จะทำให้ท้องพอง (หากไม่ชัดเจน ให้ใช้มือจับบริเวณท้องเหนือสะดือ 2 นิ้ว ก็จะรู้สึกถึงความพอง-ยุบ) เวลาหายใจออกก็เช่นกัน ต้องเอาลมออกจากจุดที่ลมไปอยู่ที่สุดท้าย คือท้อง ดังนั้น จึงเป็นการเอาลมออกจากท้องผ่านปอด ผ่านจมูกออกมา ท้องก็จะต้องยุบลง…นี่คือการหายใจที่ถูกต้อง ถ้าหายใจถูกต้องแล้ว การกำหนดพอง-ยุบก็จะทำได้ง่าย

 

ขันธ์ 5 คืออะไร

ตลอดระยะเวลาการปฏิบัติวิปัสสนา ผู้ปฏิบัติจะได้ยินคำว่า ขันธ์ 5 บ่อยๆ ขันธ์ 5

คืออะไร … บ้างก็บอกว่าคือ ขัน 5 ใบที่เอาไปให้อาจารย์เวลาไปขอเรียนกรรมฐาน บ้างก็บอกว่า คือ ร่างกายเราที่มี 1 หัว 2 แขน 2 ขา รวมเป็น 5 ก็มี… ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องเข้าใจคำว่า ขันธ์ 5 พอสังเขป

เนื่องจากวิปัสสนา ให้กำหนดดูรูป-นาม… ก็รูป-นาม นี้แหละ ที่เป็นข้อเท็จจริงของธรรมชาติ และแสดงออกอาการต่างๆ นานาให้เห็น ซึ่งก็มี 5 กอง ที่ถือว่ามาประกอบกัน หรือมาประชุมกัน รวมเข้าเป็นชีวิต คือ

รูปขันธ์  ซึ่งหมายความว่า ที่มีรูปร่างปรากฏให้เห็นได้ ดังรูปร่างที่ปรากฏให้เห็นกันอยู่ทั่วไปในเวลานี้ จึงเรียกง่ายๆ ว่า รูป

เวทนาขันธ์  ส่วนที่เป็นการเสวยอารมณ์ ความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือ เฉยๆ

สัญญาขันธ์  ส่วนที่เป็นความกำหนดได้ หมายรู้ในอารมณ์ เช่น รู้ว่านี่เป็นมนุษย์ผู้หญิงผู้ชาย หรือรู้ว่านี่สีเขียว สีแดง

สังขารขันธ์  คือส่วนที่เป็นความปรุงแต่ง คือแต่งให้จิตดี จิตชั่ว หรือจิตกลางๆ

วิญญานขันธ์   คือส่วนที่เป็นความรู้ อารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

ตามหลักวิปัสสนา เมื่อกล่าวถึง ขันธ์ 5 จึงหมายถึงขันธ์ทั้ง 5 กองนี้ (หรือ 5 ประเภท) ซึ่งถ้าย่อขันธ์ทั้ง 5 ลงมาก็จะเหลือ รูปขันธ์ เป็นรูป และ เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาน เป็น นาม

ดังนั้นถ้าขันธ์ทั้ง 5 มารวมกัน หรือประกอบกันเป็นชีวิต เช่น ตัวของเราในขณะนี้ เรา ก็คือ รูป กับ นาม ในความหมายนี้ เพียงเท่านี้เอง

 

 

อาการปีติคืออะไร

          ในช่วงของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน 7 วัน 8 คืน หากผู้ปฏิบัติทำได้ดี ในเวลานั่งสมาธิโดย กำหนดพองหนอ-ยุบหนอ อาจจะเกิดอาการแปลกๆ ที่เรียกว่าพิเศษ หรืออาการที่ต่างไปจากอาการปรกติ เช่น นั่งสมาธิกำหนดพอง-ยุบอยู่ดีๆ ก็อาจจะถึงระดับสมาธิแนบแน่น จนจิตหลุดจากการกำหนดพอง-ยุบ และเกิดอาการตัวโยกตัวโคลง ตัวเอนไปข้างหน้า เอนไปข้างหลัง ตัวหมุนไปทางซ้าย ทางขวา ตัวรู้สึกเหมือนเบาและลอยขึ้นจากพื้น เกิดความรู้สึกขนลุกซู่ หรือเห็นแสงฟ้าแลบ หรือ คันตามตัวเหมือนมดไต่ หรือรู้สึกซาบซ่าน เย็นๆ ร้อนๆ เสียวตามร่างกาย ฯลฯ

          หากเกิดอาการในทำนองนี้ ให้รู้ว่ากำลังเกิดอาการปีติแล้ว ถ้าจะพูดให้กำลังใจกันก็ต้องบอกว่า ท่านสามารถทำจิตให้ถึงความสงบได้ถึงระดับหนึ่งแล้ว แนบแน่นพอสมควร จนจิตแสดงอาการปีติดังกล่าว ในการปฏิบัติแบบวิปัสสนา ของให้ท่านกำหนดรู้ เอาสติดูอาการเหล่านั้นเฉยๆ อย่ายินดียินร้าย สักพักหนึ่งอาการเหล่านี้ก็จะหายไปเอง แต่หากไปหลงติดกับอาการเหล่านี้ ก็จะทำให้การปฏิบัติวิปัสสนาไม่ก้าวหน้า จึงควรระวังให้มาก

 

นาม-รูปคืออะไร

          ตั้งแต่มาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานวันแรก ก็ได้รับการพร่ำสอนแต่คำว่า รูป-นาม หรือ นาม-รูป… จริงๆ แล้ว รูป-นาม คืออะไรกันแน่..?

          รูป-นามนั้นเป็นปรมัตถธรรม หรือข้อเท็จจริงตามธรรมชาติ ที่มีอยู่แล้วตามปรกติ แต่เรา ปุถุชนมองไม่เห็นเอง เพราะจิตปุถุชนมีความหลงผิดยึดมั่นถือมั่น

ดังนั้นเมื่อเรามองอะไรด้วยตา ก็จะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของไปเสียหมด

ได้ยินเสียงทางหู ก็เป็นเสียงคน สัตว์ เสียงใดเสียงหนึ่งตลอดไปทุกครั้ง

ได้กลิ่นทางจมูก ก็เป็นกลิ่นหอมของคน สัตว์ สิ่งของไปซะแล้ว

ได้รสทางลิ้น ก็เป็นรสอร่อย หวาน เปรี้ยว มัน เค็ม ไปซะแล้ว

กายสัมผัส ก็เป็นสัมผัสที่อ่อนนุ่ม ร้อน อ่อน แข็ง เย็นไปซะหมด

ใจคิดทีไร ก็เป็นเรื่องเป็นราวของคน สัตว์ สิ่งของ ทุกข์ สุข ไปแล้วทุกครั้ง…

          แต่สิ่งที่เราได้รับรู้ด้วยใจ ทางประสาท หรือทวารทั้ง 6 นั้น ถ้าจะมองตามหลักวิปัสสนา หรือ สัจจธรรมแล้ว ก็จะพบว่า สิ่งเหล่านั้นสรุปย่อได้เป็นแค่ 2 สิ่งคือ รูป กับ นาม เพียงเท่านี้ เพราะฉะนั้นที่เห็นทางตา ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ก็คือรูปทั้งนั้นส่วนนามนั้น ก็เป็นปรมัตถธรรมเช่นกัน มีสภาพการรับรู้อารมณ์ต่างๆ เป็นลักษณะ เช่น การเห็นนั้น ที่ว่าเห็นเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ความจริงเกิดจากจักขุปสาท ซึ่งเป็นรูปอย่างหนึ่ง กระทบกับแสงที่สะท้อนมาจากภาพหรือวัตถุหนึ่งที่เห็น (รูป) ก็เกิดนาม การรับรู้การเห็นขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ที่เกิดกับจิตของเรา จึงมีแต่รูปและนามที่ว่าเท่านั้น

          วิปัสสนาเป็นวิธีการฝึกใจให้สามารถเห็นสิ่งที่เรียกว่า รูป กับ นาม นี้ได้… การกำหนด พอง-ยุบ จึงเป็นการกำหนดดูรูป-นามโดยแท้ คือกำหนดพอง-เป็นรูป รู้ว่าพอง-เป็นนาม กำหนดยุบ-เป็นรูป รู้ว่ายุบ-เป็นนาม เป็นต้น

          การจะก้าวหน้าในการปฏิบัติวิปัสสนา จึงจะต้องทำความเข้าใจกับสภาพธรรมของ รูป-นาม ให้ชัดเจนและอย่างถูกต้องก่อน เพราะจะทำให้หายจากความเข้าใจผิดในการรับรู้ทางประสาททั้ง 6 ถ้ายังสงสัยหรือคลุมเครือ ในเรื่องอะไรคือรูป อะไรคือนามอยู่ จะทำให้ปฏิบัติวิปัสสนาไม่ก้าวหน้า

 

ทำไมถึงต้องเดินจงกรม

          ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เน้นการเจริญสติ กำหนดตามสภาวธรรมที่เกิดขึ้น ซึ่งก็จะใช้การกำหนดรูป-นามเป็นหลัก รูปในที่นี้ ที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติเห็นได้ชัดเจนก็คือ อิริยาบถใหญ่ ซึ่งมี 4 คือ ยืน เดิน นั่ง นอน จะปฏิบัติอิริยาบถใดก็ได้ และการกำหนดอิริยาบทย่อย เช่น รับประทาน การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ การคู้ เหยียด ก้ม เงย ฯลฯ ในการฝึกอบรมจึงใช้การเดินจงกรมเป็นหลักเนื่องจากฝึกได้ง่ายและอาจารย์สามารถควบคุมดูแลได้อย่างพร้อมเพรียงกัน สำหรับอิริยาบถอื่นๆ นั้น ก็ควรจะทำ แต่เมื่อรู้หลักจากการอบรมแล้วก็ให้ไปปฏิบัติเองเป็นการส่วนตัวต่อไป

          พระพุทธเจ้าทรงตรัสถึงประโยชน์ในการเดินจงกรมไว้ 5 ประการคือ

          -เดินทางไกลได้ทน

          -อดทนในการทำความเพียร

          -มีสุขภาพดี โรคภัยต่างๆ จะเบาลง

          -ทำให้อาหารที่รับประทานแล้วย่อยง่าย

          -สมาธิที่ได้มาด้วยการเดินจงกรมตั้งอยู่ได้นาน

          ในกรณีนี้ การเดินหรืออิริยาบถเดิน เป็นวิธีหนึ่งที่โยคีจะสามารถเจริญสติได้ง่าย หลักก็คือ ทุกย่างก้าวจะต้องเอาสติไปกำหนดรู้ทุกขณะ ดังนั้น จึงต้องเดินแบบมีจังหวะ และเดินช้าๆ เพื่อให้สติสามารถตามรู้ทันการเคลื่อนไหวนั้นๆ เช่น ยกหนอ ก็ได้รู้ถึงสภาวะที่ ยก- ย่างหนอ ก็มีสติรู้ว่ากำลังย่าง- เหยียบหนอ ก็มีสติรู้ว่ากำลังเหยียบ หากลูกโยคีมีสติตามรู้อิริยาบถอยู่เสมอแล้ว ก็จะรู้อยู่แต่สภาวธรรมที่เกิดขึ้น อารมณ์อื่นไม่สามารถแทรกเข้ามาได้ (จิตรับรู้อารมณ์ได้ทีละอารมณ์) หากทำได้ดังนี้ ก็นับว่าเป็นการปฏิบัติกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน (เป็นสัมมาทิฏฐิ)และได้บุญมาก

          การเดินจงกรม หากเดินได้ดี มีสติรู้ปัจจุบัน จะทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดปัญญาญาณ รู้เรื่องการเกิดดับของรูปนามได้อย่างแน่นอน

 

ทำไมถึงใช้คำว่า “หนอ”

          ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น จำเป็นต้องสร้าง หรือต้องมีอินทรีย์ คือความเป็นใหญ่ที่ต้องเสมอกัน (พละ) 5 อย่าง คือ มีศรัทธา มีความเพียร (วิริยะ) มีสติ มีสมาธิ และมีปัญญา

          อินทรีย์ 5 อย่างนี้ จะต้องมีสัดส่วนที่เสมอกัน โด ย    เฉพาะศรัทธา+  ปัญญา สมาธิ และ วิริยะ (สำหรับสตินั้น ยิ่งมีมากยิ่งดี) เพื่อให้เกิดปัญญา ถ้าอินทรีย์ทั้ง 5  มีไม่เท่ากัน ปัญญาหรือญาณที่จะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติวิปัสสนาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย เช่น สมาธิมากวิริยะน้อย หรือศรัทธาน้อยปัญญามาก หรือสมาธิมากสติน้อย เป็นต้น ฉนั้น ในการเจริญวิปัสสนาจึงต่างจากการเจริญสมถะ ตรงนี้คือ สมถะจะเน้นการทำใจให้สงบเรียกว่าสมาธิ  เป็นหลัก (คือทำใจให้นิ่งถึงระดับอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ) ส่วนศรัทธา สติ วิริยะ ปัญญา ไม่มี หรือมีน้อย แต่สำหรับการเจริญวิปัสสนา ไม่เน้นอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ให้มีกำลังเสมอกัน โดยใช้สมาธิเพียงระดับ ขณิกสมาธิ คือ สมาธิเฉพาะขณะหนึ่งๆ เท่านั้น การใช้คำว่า หนอ จึงเข้ามาเกี่ยวตรงนี้ คือ เพื่อให้การกำหนดอิริยาบถ (จงกรม) หรือ ยุบ พอง ยาวพอกับสิ่งที่กำหนด หรืออาการที่กำหนด เช่น การกำหนดพอง-ยุบ อาการพองจะปรากฏอยู่นานกว่าคำว่า พอง คือภาวนาพอง อาการพองก็ยังคงพองอยู่ เมื่อเป็นเช่นนั้น สมาธิที่เกิด (ในระดับน้อย) จึงสะดุดหยุดลง ใจของโยคีก็จะกระวนกระวาย เพราะเป็นการใช้สมาธิในระดับน้อย แต่ถ้าเติมหนอลงไป เป็นพองหนอ ก็จะทำให้สมาธิอยู่ต่อไปได้นาน พอดีกับอาการพอง-ยุบที่เกิดขึ้น หรือเวลาโยคีเดินจงกรมเช่นกัน กำหนดขวาย่าง-ซ้ายย่าง เนื่องจากวิปัสสนาใช้สมาธิน้อย สติกำหนดขวาย่างจึงสั้นไป จะทำให้เกิดการสะดุดของการภาวนา การเติม หนอ ต่อท้ายจึงเพื่อให้สมาธิในระดับน้อยนั้นตั้งให้นานพอดีกับอาการที่ปรากฏ และดึงสติให้รู้ว่าอาการนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว เช่น ย่าง…หนอ (ย่างแล้ว) เหยียบ…หนอ (เหยียบแล้วในขณะนั้น) การใส่ หนอ จะย้ำใจให้มีสติอยู่กับตัวมากขึ้น

          หนอ  ความจริงแล้วไม่ใช่เป็นคำทั่วๆ ไป แต่มีความหมายลึกซึ้ง มาจากบาลีว่า วต ซึ่งปรากฏอยู่ในพุทธฎีกา เช่น อนิจจา วต สังขารา…สังขารไม่เที่ยงหนอ

 

สังโยชน์คืออะไร

          สังโยชน์เป็นอีกคำหนึ่งที่ผู้ปฎิบัติวิปัสสนาได้ยินอาจารย์กล่าวถึงในการอธิบายธรรมเสมอ และเนื่องจากสังโยชน์นี้เป็นกิเลส เป็นอกุศลธรรมที่มีผลสำคัญทำให้การปฎิบัติธรรมไม่ก้าวหน้า จึงขออธิบายสังโยชน์ย่อๆ ดังนี้

          สังโยชน์หรือสโยชน มาจากคำว่า ส แปลว่า ร่วมพร้อมกับ และ ยุชุ แปลว่า ประกอบ กระทำ เมื่อรวมกันแปลว่า การประกอบหรือการกระทำร่วมกัน ถ้าจะให้ความหมายในเชิงวิปัสสนา แปลว่า กิเลสอันผูกใจสัตว์อยู่ เปรียบเหมือนปลาที่หลงเหยื่อ กลืนเบ็ดเข้าไป จึงถูกสายเบ็ดผูกเอาไว้ จะว่ายหนีไปไหนๆ สายเบ็ดก็ผูกมัดเอาไว้ และอาจถูกดึงกลับมาได้ ปุถุชนจึงไม่อาจหลุดพ้นจากวัฏฏสงสารได้ หากยังมีสังโยชน์อยู่ในจิต

          สังโยชน์มี 10 ชนิด คือ

          สังโยชน์หยาบ-สักกายทิฏฐิ            เห็นว่ามีตัวตน

                             วิจิกิจฉา           ความสงสัย

                   สีลพตปรามาส               ยึดถือศีลและพรตในทางงมงาย

                             กามฉันทะ                  ความพอใจในกามคุณ

                             พยาบาท           ความปองร้าย

          สังโยชน์ละเอียด-รูปราคะ             ความยินดีในรูปธรรม รูปภพ

                                 อรูปราคะ                 ยินดีในอรูปธรรม อรูปภพ

              มานะ           ความถือตัว

                                 อุทธัจจะ                  ความคิดฟุ้งซ่าน

                                 อวิชชา          ความหลงไม่รู้จริง

          สังโยชน์เปรียบเหมือนพันธะที่ผูกมัดสัญญาไว้ การจะตัดสังโยชน์ได้นั้น    จะต้อง เจริญ วิปัสสนากรรมฐาน ผ่านญาณต่างๆ จนบรรลุโสดาปัตติมรรค จึงจะสามารถตัดสังโยชน์ได้บ้าง (1-3) บรรลุสกทาคามิมรรคตัดได้1-3และทำราคะ โทษะ โมหะให้เบาบางลง บรรลุอนาคามิมรรค ตัด1-5 สังโยชน์หยาบได้ และบรรลุอรหันตมรรค จึงจะตัดสังโยชน์ได้ทั้งหมด

เมื่อได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานก้าวหน้าไป จะลดละตัดสังโยชน์ได้ตามสมควร

 

นิวรณ์คืออะไร จะแก้ไขอย่างไร

          นิวรณ์แปลว่า สิ่งกีดกั้นความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม กีดกั้นจิตใจไม่ให้ก้าวหน้าในการทำสมาธิ นิวรณ์มี 5 ชนิด

1. กามฉันทะ  ความยินดี พอใจในกามคุณอารมณ์

2. พยาบาท  ความขัดเคืองพยาบาทอาฆาตปองร้ายผู้อื่น

3. ถีนมิทธะ  ความท้อถอยและง่วงเหงาเฉื่อยชา

4. อุทธัจจะกุกุจจะ  ความฟุ้งซ่านและหงุดหงิดรำคาญใจ

5. วิจิกิจฉา  ความสงสัยลังเลใจในเรื่องธรรมะ

          โยคีผู้เพ่งเพียรเผากิเลส หากยังไม่เคยปฏิบัติสมาธิหรือ วิปัสสนามาก่อน เมื่อต้องมาเดินจงกรมและนั่งสมาธิกำหนดพอง-ยุบอย่างเข้มงวดเช่นนี้ ก็มักจะเกิดนิวรณ์ทั้ง 5 มารบกวน มาขัดขวาง โดยเฉพาะความง่วงเหงาหาวนอน ความฟุ้งซ่าน และความรำคาญใจ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติของการปฏิบัติเบื้องต้น

          จะแก้ไขอย่างไรดี

          การแก้ไขนิวรณ์ที่เกิดขึ้น ท่านให้กำหนดสติให้มาก นิวรณ์ตัวไหนเกิดขึ้นก็ให้กำหนดรู้ด้วยสติอย่างต่อเนื่อง เพราะมีหลักว่า เมื่อกำหนดรู้ด้วยสติแล้ว จะเห็นความดับของสิ่งนั้นๆ เช่น เกิดความง่วง ก็ให้กำหนดรู้ว่า ง่วงหนอๆ หากสติกำหนดได้เท่าทันและต่อเนื่อง ความง่วงจะหายไปในที่สุด

          หากกำหนดแล้วไม่ได้ผล ยังง่วงอยู่ ก็ให้ลืมตา อย่าหลับตา (นั่งสมาธิ) การหลับตาจะทำให้ง่วงได้ง่าย

          หากลืมตาแล้วไม่หายง่วง ก็ให้เปลี่ยนอิริยาบถ ขยับขา สลับนั่งซ้ายขวา หรือลุกเดินไปเดินมา และหากยังไม่ดีขึ้นให้ไปล้างหน้าล้างตา จะได้สดชื่นขึ้น แต่สุดท้ายหากไม่ได้ผลก็ให้นอนดีกว่า แต่ทั้งนี้ การนอนก็ต้องนอนอย่างมีสติด้วย

          เคล็ดลับของการแก้นิวรณ์ที่ดีอย่างหนึ่งก็คือ ความตั้งใจสู้ไม่ถอย หากเรามีความตั้งใจจริงๆ แล้ว สู้ด้วยใจเข้มแข็ง ความง่วงก็ไม่สามารถจะครอบงำเราได้เหมือนกัน ผู้ปฏิบัติหลายท่านเอาชนะนิวรณ์ตัวนี้มาแล้ว เพราะมีความตั้งใจ จิตใจเข้มแข็ง

          พึงระวังนิวรณ์ให้มาก เพราะหากนิวรณ์เกิดขึ้นแล้วจะเท่ากับว่าการเจริญสติไม่ได้ผลเลย เสียเวลาเปล่า การต่อสู้กับนิวรณ์นั้น คนที่เคยมีประสบการณ์จะรู้ดีว่าเป็นสิ่งที่ทรมานมาก ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ ในขณะที่นั่งสมาธินั้นจะมีแต่ความง่วง แทบจะล้มตัวลงไปนอนแผ่หราให้ได้ แต่ความทรมานอยู่ที่เราต้องทนนั่งต่อไป ใจก็จะกระวนกระวายคิดว่าเมื่อไหร่จะเลิก…หนอๆ ซึ่งการนั่งแบบนี้ถือว่าไม่ได้ผล ถ้าจะให้ได้ผล ก็จะต้องสู้กับความง่วง กายง่วงแต่ใจอย่าให้ง่วงก็แล้วกัน…สู้เข้าไป  การได้มาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นสิ่งที่หาได้ยาก น้อยคนที่จะได้มีบุญเช่นเรา เราต้องสู้ สละกายใจ ณ บัดนี้ หากจะเป็นอะไรหรือจะต้องตายไปเพราะการต่อสู้นี้ ก็ให้รู้กัน…หากใจเราเข้มแข็งเช่นนี้ ความง่วงก็จะถอยไปเอง

          สำหรับนิวรณ์ตัวอื่นๆ ก็เช่นกัน ใช้วิธีเดียวกับความง่วงคือ ตั้งสติกำหนดให้รู้ทัน แต่หลังจากนั้น สติมีความเข้มแข็งขึ้น ความง่วงก็ค่อยหายไป จนถึงกับหลายคนรู้สึกถึงการพัฒนาดังกล่าว ในวันที่ 4-7 จะไม่มีความง่วงเลย แต่จะมีปีติ  ดังนั้นขอให้อย่าได้ท้อถอยเป็นอันขาด เพราะถ้าตั้งใจจริงแล้ว เราทำลายกำแพงนิวรณ์นี้ได้แน่

 

เกิด-ดับ คืออะไร อย่างไร

          ที่ว่าเกิด-ดับนั้น คือการเกิด-ดับของรูป-นาม ซึ่งเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นจริงๆ รูป-นาม เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นไปตามธรรมดา ทั้งนี้ตามพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่เที่ยง ต้องดับ เกิดขึ้นแล้วเป็นทุกข์ และเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน

          ถ้าเข้าใจในเรื่องรูป-นาม ก็จะเข้าใจในเรื่องการเกิด-ดับได้ง่ายขึ้น

          เราทราบแล้วว่า ร่างกายของเรามีขันธ์ 5 ถ้าพูดง่ายๆ ก็คือมีร่างกาย มีอารมณ์ความรู้สึก มีความจำ มีการปรุงแต่งหรือความคิด และมีจิตใจ แต่การจะเกิดสภาวธรรมกับขันธ์ทั้ง 5 นั้น มีประตูหรือทวารที่จะเกิดก็คือกับร่างกายของเรา ดังนี้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

          ก็จะเห็นว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้น เป็นรูปทั้งนั้น คือเป็นประตูที่รูปจะเกิดขึ้น ส่วนใจนั้นเป็นประตูที่จะเกิดทั้งรูปและนามได้

          จะพูดถึงการเกิดก่อน การเกิดก็คือเมื่ออวัยวะต่างๆ ทั้ง 5 ของร่างกายทำหน้าที่ของเขาตามปรกติ คือ

ตา-มีหน้าที่เห็น ก็จะเกิดการเห็นรูป

หู-มีหน้าที่ได้ยิน ก็จะเกิดการได้ยินเสียง

ลิ้น-มีหน้าที่รู้รส ก็จะเกิดการได้รส

จมูก-มีหน้าที่ได้กลิ่น ก็จะเกิดการได้กลิ่น

กาย-มีหน้าที่สัมผัส ก็จะเกิดความรู้สึกจากการสัมผัสนั้น และประตูที่ 6 คือ

ใจ มีหน้าที่นึกคิดหรือรับรู้อารมณ์ ก็จะเกิดนึกคิดและรับรู้อารมณ์ทางใจ

          การเกิดกับอวัยวะทั้ง 6 นี้ จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีจิตไปรับรู้ด้วย เช่น ตา-เห็น ถ้าตาลืมตาอยู่ ก็ต้องมีสิ่งที่เห็นปรากฎอยู่ในสายตาเป็นของแน่นอน ใครๆ ก็รู้ แต่การจะเห็นอะไร เป็นสิ่งที่จิตจะต้องทำหน้าที่รับรู้……….. เช่นเดียวกันทาง หู จมูก ลิ้น และกาย อะไรเกิดขึ้นที่ไหน จิตจะต้องเกิดขึ้นเพื่อรับรู้ ซึ่งการเกิดขึ้นรับรู้ของจิตนี้ จะรับรู้ได้ทีละ 1ทางเท่านั้น เช่น ตาเห็น จิตรู้ว่าเห็นอะไร ก็แสดงว่าในขณะนั้นจิตเกิดขึ้นรับรู้อยู่ที่ตาทางเดียวเท่านั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นรับรู้ที่ทั้งที่ตาและรับรู้ทางอื่นในเวลาเดียวกัน แต่เพราะจิตมีความไวมาก เราจึงรู้สึกเหมือนกับว่า ตาเห็น หูได้ยินพร้อมกัน ซึ่งความจริงไม่ใช่

          หากจะเปรียบร่างกายของเราเป็นบ้านที่มี 6 ประตู ก็จะมีจิตเป็นผู้ดูแลบ้านคนเดียว เวลามีใครมาเคาะประตูไหน (ประตูตา ประตูจมูก…) จิตก็จะปรากฎตัวไปเปิดประตูรับเสมอ…นี่คือการเกิด

          การดับล่ะ คืออะไร การดับ ก็คือเมื่อมีการเกิดแล้ว ก็ต้องมีการดับเป็นของธรรมดาและถือว่าเป็นอนิจจังคือตามกฏธรรมชาติ ก็หมายความว่า เมื่อประสาทตากระทบกับแสงสว่างที่เป็นรูปและเกิดการเห็นแล้ว รูป-นามนั้นก็จะดับไปเลย (ดับทันที) แล้วก็จะเกิดใหม่  แล้วก็ดับ- แล้วก็เกิด-แล้วก็ดับใหม่ ต่อเนื่องอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ตามเหตุและปัจจัย การดับจึงรวดเร็วมากเช่นกัน ซึ่งเราก็ตามไม่ทันอีก

          ท่านว่า รูป เกิด-ดับ 1 ครั้ง นาม เกิด-ดับ 17 ครั้ง และความเร็วของการเกิด-ดับของรูป-นามที่ว่านั้น รวดเร็วมาก แค่ลัดนิ้ว (ดีดนิ้วแม่โป้งกับนิ้วชี้) รูป-นามเกิดดับเป็นหลายแสนโกฏิครั้ง

          ท่านคงได้เคยดูภาพยนตร์การ์ตูน ซึ่งผู้สร้างต้องวาดรูปการ์ตูนลงในแผ่นฟิล์มทีละภาพ และเปลี่ยนอิริยาบถทุกภาพต่อเนื่องกัน พอเอาฟิลม์มาฉาย ก็จะได้ภาพที่เคลื่อนไหวเป็นตัว-ตน ดูเหมือนมีชีวิตจิตใจ แต่ความจริงก็คือภาพฟิลม์แต่ละภาพที่ถูกแสงไฟฉายติดต่อกันไปตกบนจอภาพยนตร์นั่นเอง  มิได้มีตัวตนของสิ่งที่เห็นบนจอไม่ หากปิดสวิสซ์ไฟซะ ภาพที่เห็นก็ดับหายไปในพริบตา การเกิด-ดับของรูป-นามก็มีลักษณะเช่นนั้น แต่รวดเร็วกว่าเป็นแสนโกฏิเท่า

          หากเข้าใจ  ในจุดนี้   ก็จะเข้าใจต่อไปว่า รูป-นาม   ที่เกิด-ดับๆ ใน  ทุกขณะจิตนั้น ไม่มี  ตัวตนถาวร มีแต่การเกิด-ดับชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น การที่มีตัวตนเนื่องจากจิตเราไม่ทันต่อข้อเท็จจริงนี้และหลงไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ดับไปแล้ว และสมมุติให้ (ด้วยความหลง) เราไปหลงกับการเกิด-ดับที่ต่อเนื่องกันนั้น จนดูเหมือนกับว่ารูป-นามนั้นมีตัวตน จึงหลงยึดมั่นว่าเป็นเราเป็นเขา เป็นคน สัตว์ สิ่งของ ดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

          สภาวธรรมที่แท้จริงมีแต่การเกิด-ดับของรูป-นามเท่านั้น ถ้ามีปัญญา หยุดความหลง  ดูสภาวธรรมแล้ว  ก็จะเห็นว่า การเกิด-ดับนี้ มีอยู่ต่อหน้าต่อตาของเราทุกขณะ ไม่มีการปิดบังอำพรางเลย แต่เราต่างหากที่ปิดบังจิตใจของเราเองจากสภาวธรรมและข้อเท็จจริงเหล่านี้ การปฏิบัติวิปัสสนาจึงต้องใช้ปัญญาในการทำลายความหลงนี้ให้หมดสิ้นไป ถ้าหมดความหลงเมื่อใด ทุกข์และกิเลสทั้งหลายก็ไม่สามารถครอบงำจิตใจของเราได้อีกต่อไป การเกิด-ดับจึงมีความสำคัญ ฉะนี้

 

นิพพานคืออะไร

          พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด นิพพานคือสภาวะบริสุทธิ์ที่ปรากฏในจิต ปราศจากกิเลส เครื่องร้อยรัด และความเศร้าหมองทั้งปวง เป็นสภาวะจิตที่มีปัญญารู้เท่าทันกิเลส รู้เท่าทันการเกิด-ดับของรูป-นาม คือ มีสติรู้เท่าทันทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับจิต ไม่ปรุงแต่ง ไม่มีอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตน เป็นเรา ของเรา …… เป็นสภาวะจิตที่สงบ สว่าง และแจ่มใส เพราะรู้เท่าทันแล้ว จิตจึงไม่หลงผิด จะรู้แต่สภาวธรรมที่เกิดขึ้นล้วนๆ ตาเห็นก็สักแต่เห็น (เห็นรู้แล้วละวาง) หูได้ยินก็สักแต่ได้ยิน (ได้ยินรู้แล้วละวาง) ลิ้นรู้รสก็สักแต่รู้รส (ได้รสรู้รสแล้วละวาง) กายสัมผัสก็สักแต่สัมผัส (สัมผัสรู้แล้วละวาง) ใจคิดสักแต่รู้ว่าคิด (คิดแล้วรู้แล้วก็ละวาง)  ถ้าเปรียบกิเลสเป็นไฟที่ร้อน นิพพานก็เปรียบเหมือนความเย็น ที่ปราศจากความรุ่มร้อนต่างๆ

          นิพพานมี 2 อย่าง คือ

          สอุปาทิเสสนิพพาน ฆ่ากิเลส ตัณหา อุปาทาน ตายหมดเกลี้ยง แต่ยังดำรงชีวิตอยู่เรียกว่า กิเลสหมดแต่ขันธ์ 5 ยังอยู่ ทำกรรมใดๆ ก็สักแต่ว่าทำ เป็นกิริยา ไม่มีผลให้เป็นบุญเป็นบาป หมดเชื้อของบาป เป็นวิสุทธิขันธ์ พระอรหันต์ที่มีชีวิตอยู่

          อนุปาทิเสสนิพพาน เรียกว่าดับทั้งกิเลสและขันธ์ และจะไม่กลับมาเกิดอีก เป็นนิพพาน ปรม สุข พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

 

ญาณคืออะไร

          ญาณถ้าจะกล่าวกันแล้วก็คือ กำลังปัญญาในทางวิปัสสนาที่จะพิจารณารูปธรรมและอรูปธรรม คือ รูป-นาม ยิ่งมีญาณแก่กล้ามากเท่าใด ก็จะมีความแคล่วคล่องว่องไว กำหนดรูป-นาม ได้สะดวกสบายและแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น วิปัสสนาญาณก็แก่กล้าตามลำดับ จากญาณที่ 1 จนถึงญาณที่ 16 ก็จะมีอานุภาพทำลายกิเลส ตัณหา อุปาทาน ลงได้ตามลำดับของปัญญาญาณนั้นๆ ถ้าเปรียบเหมือนบันไดก็คงจะเป็นบันได 16 ขั้นให้ผู้ปฏิบัติได้เดินขึ้นไป ซึ่งผู้ที่เดินก็จะรู้เองว่าตนเองเดินถึงขั้นไหนแล้ว เรื่องญาณนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัว เราไม่ควรไปสนใจหรือสงสัยว่าใครเขาจะได้ญาณขั้นใดแล้ว แต่ควรมุ่งสนใจการปฏิบัติของเราดีกว่า เมื่อทำได้เองก็จะรู้เอง แล้วก็จะหมดความสงสัยเอง

 

วัฏฏสงสารคืออะไร

          วัฏฏสงสารก็คือการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์โลก ที่มีอยู่ในระหว่างภพภูมิต่างๆ คือ อบายภูมิ (สัตว์เดียรฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก) มนุษยโลกและสุคติภูมิ ได้แก่ เทวดา พรหมโลก ซึ่งมีอยู่ 31 ภพภูมิ

          ตราบใดที่จิตของมนุษย์ยังมีกิเลส มีอุปาทาน มีความยึดมั่นถือมั่น จิตนั้นจะเกิด-ตาย เกิด-ดับ ในภพภูมิดังกล่าวข้างต้น สลับกันไปมา ตามเหตุปัจจัยที่ได้กระทำกัน ไม่พ้นวงโคจรนี้ไปได้ เช่น ถ้าทำดี ให้ทาน รักษาศีล ก็จะไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ ถ้าปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิจนสมาธิแก่กล้าก็จะไปเกิดเป็นพรหมในพรหมโลก พอหมดบุญ ก็จิตเดิมนั่นแหละที่จะไปเกิดในมนุษยโลก หรือในอบายภูมิต่อไปได้ ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่า มนุษย์ทุกคนเคยทั้งดีและทำกรรมและเคนทั้งขึ้นสวรรค์และลงนรกมาแล้ว

          ยกเว้นแต่มนุษย์คนนั้นจะได้ปฏิบัติธรรม วิปัสสนากรรมฐานเจริญสติเพื่อให้เกิดปัญญา ถึงซึ่งความรู้แจ้งก็จะสามารถฝ่าวงล้อมนี้ไป ทำลายกิเลสทั้งปวง หลุดพ้นเข้าสู่พระนิพพานได้ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป เมื่อรู้เช่นนี้ แม้ทางโลกจะมีสิ่งที่ดีมากๆ คือ สุข ลาภ ยศ สรรเสริญ ซึ่งล้วนน่าปรารถนาทั้งนั้น แต่ก็ยังมีสิ่งที่ดีกว่าและดีที่สุดอยู่ คือสภาวะเหนือโลก พ้นโลก ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงเดินนำทางไปแล้ว ท่านจะยังจะต้องการสิ่งที่ดีในโลกอยู่หรือว่าสิ่งที่ดีที่สุดเหนือโลก ก็พิจารณากันตามบุญบารมีของแต่ละคนเถิด

 

กรรมคืออะไร

          พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า “เจตนา หิ  ภิกขเว  กมม วทามิ”  เรากล่าวว่า เจตนา ความจงใจ เรียกว่ากรรมคือการกระทำ การกระทำทุกอย่างไม่ว่าจะ ทำดี ทำชั่ว ถือว่าเป็นกรรมทั้งนั้น กรรมดีเรียกว่ากุศลกรรม กรรมชั่วเรียกว่า อกุศลกรรม…….

          กรรมมีความหมายว่า การกระทำที่ส่งผลหลังจากได้กระทำแล้ว ทำกรรมดีก็ส่งผลให้ได้ดี ทำกรรมชั่วก็ส่งผลชั่ว (กรรมวิบาก) เป็นสัจธรรมที่พิสูจน์ได้ตลอดเวลา อย่างไรก็ดี ผลของกรรมที่จะมีผลตอบนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ อาจจะให้ผลช้าหรือให้ผลเร็วหรือให้ผลทันที ขึ้นอยู่กับกรรมนั้นๆ

          การกระทำกรรมมี 3 ชนิด คือ กุศลกรรม อกุศลกรรม และกรรมสักแต่ว่าทำโดยไม่เจตนา

          เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว ก็พึงพิจารณาว่า ถ้าหากทำกรรมดีได้ดี และทำกรรมชั่วได้ชั่วแล้ว เราจะเลือกทำกรรมอะไรล่ะ….. แน่นอน คิดว่าจะต้องเลือกทำกรรมดี เพราะทุกคนอยากได้ดีทั้งนั้น เป็นหลักที่ ตรงไปตรงมา ฉะนั้น หากท่านยังมีความคิดที่มีเหตุผลอยู่บ้าง ก็ขอให้ทุกท่านตัดสินใจได้เลยว่า ตั้งแต่บัดนี้ว่า เราจะต้องทำแต่ความดี ทำแต่ความดี……. ถ้าทำได้ในปัจจุบันเช่นนี้แล้ว อนาคตเราจะได้รับผลดีแน่นอน

 

นิมิตคืออะไร

          นิมิตคือสิ่งที่เกิดขึ้นทางใจ เห็นด้วยตา (ทั้งขณะหลับตาและลืมตา) ส่วนมากจะเกิดขณะนั่งสมาธิ เมื่อจิตสงบถึงขั้นหนึ่ง ก็จะเกิดนิมิตในรูปของแสงสว่าง เช่น เป็นปุยเมฆขาวสะอาดแจ่มใส ลอยคว้างผนึกกันเป็นวงกลม แล้วคลายตัวออกลอยกระจายหายไป แล้วก็เกิดขึ้นมาอีกเรื่อยๆ ต่อเนื่องกัน บางท่านอาจจะเห็นเป็นแสงสีต่างๆ สลับสี เปลี่ยนแปรไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด หรืออาจจะมีแสงสว่างพุ่งเข้าเป็นลำมาตรงตักของท่าน นิมิตหรือแสงเหล่านี้ หากสมาธิแก่กล้าก็จะปรากฏแจ่มชัดมากขึ้น

          บางท่านนอกจากจะเห็นแสงแล้ว ยังเห็นภาพต่างๆอีกด้วย ภาพดังกล่าวเกิดจากจิตที่ฟุ้งซ่าน รวมกับสมาธิในระดับหนึ่ง ทำให้เกิดเป็นภาพเหมือนภาพทางโทรทัศน์หรือภาพในโรงภาพยนตร์ คือ ชัดเจนมาก มีสีสัน มีเสียง เป็นภาพทั้งในอดีตและภาพที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ในทางวิปัสสนากรรมฐาน ท่านให้กำหนดรู้เพียงอย่างเดียว อย่าไปสนใจ ตื่นเต้น ยินดีกับนิมิตเหล่านี้ มิฉะนั้น สิ่งเหล่านี้จะปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ ทำให้ผู้ปฏิบัติไม่มีความก้าวหน้าในทางปัญญา แต่เพลิดเพลินไปกับนิมิตเหล่านี้ จึงควรระวังให้มาก เมื่อมีนิมิตเกิดขึ้น ให้กำหนดเห็นหนอๆ หากสติกำหนดเห็นหนอทันและต่อเนื่อง นิมิตจะค่อยๆ หายไปในที่สุด

 

อานิสงส์ของการเจริญวิปัสสนามีอะไรบ้าง

1. ทำให้เป็นผู้ที่เข้าใกล้พระนิพพาน

2. ทำให้ไปเกิดในสวรรค์เทวโลก

3. ทำให้ผู้ปฏิบัติเป็นพระอริยบุคคล กล่าวคือ

-จะเป็นผู้บริสุทธิ์

-จะเป็นผู้ระงับความโศกได้

-จะเป็นผู้ระงับดับทุกข์ได้

-จะเป็นผู้ระงับดับโทมนัสได้

-จะเป็นผู้ที่บรรลุอริยมรรคในอนาคต

-จะเป็นผู้ที่เห็นแจ้งพระนิพพานในที่สุด

4. ในขณะที่ยังไม่บรรลุนิพพาน จะทำให้ผู้ปฏิบัติมีปัญญารู้เรื่องจิตใจของตนเอง ทำให้มีชีวิตอยู่ในสังคมได้ดี

5. ทำให้เป็นผู้มีเมตตา

6. ทำให้เป็นผู้มีสุขภาพดี

7. เป็นที่รักของมนุษย์ วิญญาณ และเทพ เทวดาทั้งหลาย

8. ทำให้มีสติและความจำดี

9. ทำให้ชีวิตรุ่งเรืองทั้งในทางโลกและทางธรรม

ไม่กลัวความตาย มีสุคติ เป็นที่ไป

 

*******************

 

ระหว่างการปฏิบัติ 7 วัน เราควรตั้งจิตและปฏิบัติตัวอย่างไร

          การได้มาปฏิบัติธรรมตามแนวทางวิปัสสนากรรมฐานนี้ ถือเป็นโชคดี เป็นบุญเป็นมหากุศลของชีวิต เราจึงควรตั้งจิตให้เป็นกุศลและมุ่งมั่นที่จะอยู่ปฏิบัติให้เต็มที่ให้ดีที่สุด ให้ถึงขั้นมอบกายถวายชีวิต เป็นช่วงเวลาเพียง 7 วันเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตของเราที่ผ่านมาแล้ว ทั้งที่มีสาระบ้างและไม่มีสาระบ้าง เป็นเวลาหลายสิบปี แต่ยัดนี้เราจะเผชิญกับการพัฒนาจิตตัวเอง เราจะต้องบังคับใจตนเองให้ทำความดีแค่ 7 วันเท่านั้น เราจะทำไม่ได้เชียวหรือ ลองดูผู้ที่มาปฎิบัติเหมือนเช่นเรา มีวัยต่างกัน มีทั้งเด็กเล็กๆ หนุ่มสาว คนแก่ และแม้แต่คนพิการทางร่างกาย ต่างก็มาปฎิบัติธรรมเพื่อสร้างกรรมดีให้กับชีวิตของตนเองทั้งนั้น เขาเหล่านั้นก็เป็นคน เป็นมนุษย์เหมือนเช่นเรา มีสองมอสองแขนสองขาเช่นเดียวกับเรา หากเขาทำได้เราก็ต้องทำได้ซิน่า ท่านอาจจะเคยล้มเหลวในชีวิตมาก่อน เคยผิดหวังในชีวิตมาก่อน เคยทุกข์ใจมาก่อน บัดนี้เป็นโอกาสอันดีของท่านแล้วที่จะแก้ไข พัฒนาจิต พัฒนาชีวิตตนเองให้ดีขึ้น สิ่งแรกที่จะต้องทำก็คือตั้งใจว่าเราจะต้องทำได้ คือเราจะอยู่ปฎิบัติให้ครบ 7 วัน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จำเอาไว้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ หากเรามุ่งมั่นว่าเราจะต้องประสบความสำเร็จ ความสำเร็จก็จะต้องเป็นของเราในที่สุด ดังนั้นเมื่อเข้าใจและตั้งใจให้แน่วแน่แล้ว เราก็จะต้องปฎิบัติตนให้เป็นโยคีตลอดเวลา 7 วัน ลืมไปได้เลยว่าเราเป็นใคร ยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ตาม ใน 7 วันนี้ เราเป็นเพียงแค่โยคี ผู้เพ่งเพียรเผากิเลส ผู้สำรวมอริยาบถ ไม่พูดไม่คุย ควบคุมหู ตา จมูก ลิ้น กายและใจให้ดี อย่าปล่อยให้ฟุ้งซ่าน หากมีข้อสงสัยก็ให้ถามอาจารย์ผู้ฝึกสอนในประเด็นที่สงสัยให้ได้ความกระจ่างและตั้งหน้าตั้งตาปฎิบัติต่อไปอย่างไม่ลดละ หากท่านทำได้ดังนี้ ท่านก็จะเป็นผู้ที่ไม่เสียชาติเกิด เป็นผู้ที่ไม่ทำให้ครูบาอาจราย์ผิดหวังหรือเหนื่อยเปล่า และจงมั่นใจได้ว่าชีวิตของท่านตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปอย่างน้อยจะมีความสุขใจมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งทำมากก็ยิงเจริญมากและในที่สุดจะมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป

 

          หลังการปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐาน 7 วันแล้ว จะปฎิบัติตนในชีวิตประจำวันอย่างไร

          ผู้ปฎิบัติหรือลูกโยคีส่วนมากที่ตั้งใจปฎิบัติในระหว่าง 7 วันในสถานที่ปฎิบัติธรรมนั้น จะพบแต่สิ่งที่ดีงาม มีแต่อารมณ์กุศล มีจิตเมตตา กรุณา อยากจะให้คนที่รู้จักมาปฎิบัติบ้าง อารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นกุศล มีแต่ผู้ปฎิบัติธรรมด้วยกัน รวมทั้งมีบรรดาอาจารย์คอยดูแลเอื้อเฟื้อ เมตตา แนะนำให้มีกำลังใจในการปฎิบัติตลอดเวลา ผู้ปฎิบัติจึงแทบจะไม่มีความระแวงในจิตใจเลยว่า จะมีการคิดร้ายต่อกัน ไม่มีการโกรธแค้น พยาบาทต่อกัน ยิ่งมีการอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร ให้คนเจ็บด้วยแล้ว จิตใจจึงโน้มน้าวไปแต่ในทางกุศล ผ่องใสตลอดเวลาของการปฎิบัติธรรม …แต่หลังจากการปฎิบัติธรรมเสร็จสิ้นแล้วเล่า เมื่อเราจะต้องกลับไปบ้านของเรา กลับไปสู่สังคมของแต่ละคนที่ต่างคนต่างมาจาก ซึ่งไม่ได้มีสิ่งแวดล้อมที่เป็นกุศลเช่นนี้ จะทำใจอย่างไร …นับเป็นศึกที่ใหญ่หลวงยิ่งนักเมื่อต้องกลับออกไปเผชิญกิเลสด้วยตัวของตัวเอง……..

          คุณแม่สิริ สอนว่าการเจริญวิปัสสนานั้นทำได้ 3 ลักษณะคือหนึ่ง การกำหนดอิริยาบถย่อย สองการเดินจงกรม และสามการนั่งสมาธิ ทั้ง 3 อย่างนี้ การกำหนดอิริยาบถสำคัญที่สุด ไม่ว่าเราจะอยู่ในสังคมเช่นใด จะทำอะไรอยู่ในทุกๆวัน สิ่งที่จะต้องทำก็คือกำหนดรู้การกระทำนั้นๆ เท่านั้น กำหนดรู้ด้วยสติให้ไวเท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น เราทำงานในที่ทำงาน ก็กำหนดไปในใจได้ด้วยว่า ทำงานหนอ ตั้งใจหนอ ดูหนอ เขียนหนอ คิดหนอ พิมพ์หนอ เป็นต้น หรือผู้ที่เป็นแม่บ้านอยู่บ้าน ทำอาหารก็กำหนดไปด้วยได้ เช่น เดินหนอ หยิบหนอ หั่นผักหนอ ทอดหนอ ล้างจานหนอ จำหนอ ตั้งใจหนอ เป็นต้น

          ในสภาพแวดล้อมนอกสถานที่ปฎิบัติธรรม มีแต่กระแสแห่งความเร่งรีบ รวดเร็ว ชุลมุนวุ่นวาย การแข่งขันแก่งแย่งชิงดีกัน การเสรรเสริญ การนินทา ต่างๆ นานา เราซึ่งเป็นลูกโยคี และบัดนี้ แม้จะออกจากการปฎิบัติธรรมแล้วก็ยังคงเป็นลูกโยคีอยู่ ก็จะต้องมีชีวิตอยู่ตามกระแสของสังคมของโลกที่วุ่นวายนี้ให้ได้ สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปจากเดิมก็คือเราจะเป็นผู้ที่มีสติมากขึ้น จะพบคนดีมากขึ้น จะทำบุญสุนทานมากขึ้นและที่แน่ๆ ก็คือจะมีความสงบและสุขใจมากขึ้นกว่าเดิม

          เคล็ดลับของการปฎิบัติตนหลังจากการอบรม 7 วันก็คือการกำหนดอิริยาบถในชีวิตประจำวันให้มากและทำให้ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตไปจากปรกติ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง ที่ดีอยู่แล้วก็จะดีขึ้นไปอีก ดังที่คุณแม่สิริกล่าวว่า ธรรมะจัดสรร ธรรมะจะจัดสรรสิ่งต่างๆที่ดีงามที่เหมาะสมให้กับเราเองดังนั้น ผู้ปฎิบัติที่เพ่งเพียรเผากิเลสจึงไม่ควรย่อท้อ หรือท้อถอย พึงกำหนดอริยาบถกำหนดสติให้มากตลอด 24 ชั่วโมง มีสติรู้ระลึกได้เมื่อไหร่ก็กำหนดรู้ทันทีว่าอะไรเกิดขึ้นในขณะนั้น กำหนดให้ถูกต้องตามสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นทันที แล้วท่านจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาชีวิตคนหนึ่ง

         

ทำไมจึงไม่ควรพูดคุยกันในระหว่างการอบรม 7 วัน

          การได้มาอบรมวิปัสสนากรรมฐานกับคุณแม่สิริ กรินชัยเป็นเวลา 7 วันนี้ นับว่าท่านเป็นผู้ที่โชคดี เป็นผู้ที่มีบุญมหาศาลแล้วเพราะเป็นการสร้างมหากุศลชั้นเยี่ยมในชีวิตแล้ว ความโชคดีหรือบุญที่ว่านี้สามารถยกตัวอย่างง่ายๆ ว่ามีคนอีกหลายร้อยหลายพันหลายหมื่นคนที่อยากจะมาเข้ารับการอบรมนี้แต่ไม่สามารถมาได้เพราะมีเหตุต่างๆ นานาที่มาสะกัดกั้นมิให้มาได้ เช่นหลายคนตั้งใจมาอบรม สมัครเรียบร้อยแล้ว  พอมาถึงสถานที่ปฎิบัติธรรมเกิดเปลี่ยนใจกลับบ้านไปเสียดื้อๆ หลายคนมาถึงวันแรกเกิดไม่สบาย ปวดหัวตัวร้อน ใจเลยอ่อนแอ หลายคนมาปฎิบัติได้วันแรกสองวันก็ท้อถอย หนีกลับบ้านไปก็มี ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่เราจะได้มาอยู่ในห้องปฎิบัติธรรมนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยโดยเฉพาะปฎิบัติครบ 7 วัน เราเป็นผู้โชคดีมากเป็นหนึ่งในร้อย หนึ่งในพันหนึ่งในหมื่นหรืออาจะพูดได้ว่าหนึ่งในล้าน ที่ได้มีโอกาสเกิดมาเป็นชาวพุทธ อยู่ในประเทศที่ปราศจากสงคราม มีความอุดมสมบูรณ์ ร่มเย็นเป็นสุข และยังได้มีโอกาสปฎิบัติธรรมที่ถูกต้องอีกด้วย โชคดีขนาดไหน ดังนั้นที่จะบอกว่าเราไม่ควรพูดคุยกันในระหว่างการปฎิบัติธรรมนั้นก็เพื่อให้ทุกคนได้มีสมาธิปฎิบัติได้เต็มที่ ซึ่งไม่ใช่เป็นงานที่ง่ายๆเลย เพราะต้องใช้กำลังใจ ความตั้งใจ สมาธิ สติอยู่ตลอดเวลา การที่เราเดินจงกรมสลับกับการนั่งสมาธิตลอดเวลา 7 วันนั้น หากเราพูดคุยกัน ซึ่งเท่าที่เห็น ยังมีผู้ที่พูดคุยกันในเวลาที่พักหรือตอนค่ำก่อนนอน ก็จะทำให้สมาธิที่เราอุตสาห์สร้างขึ้นมาหรือสะสมขึ้นมาลดน้อยลงไป ก็เพราะการพูดคุยของเรานั่นเอง

          การพูดคุยกัน แม้จะเป็นเรื่องธรรมะ ก็ทำให้ ใจฟุ้งซ่าน ไม่เป็นผลดีต่อผู้หัดใหม่ เมื่อฟุ้งซ่านแล้วสมาธิและสติก็จะเกิดได้น้อยหรือเกิดได้ยาก การเห็นการเกิด-ดับจึงไม่มีทางเลย ฉะนั้น เมื่อได้เป็นผู้โชคดีขนาดหนึ่งในล้านแล้ว ท่านจึงควรจะตั้งหน้าตั้งตาทำความเพียรให้เต็มที่ ให้คุ้มกับเวลาที่มีอยู่เพียง 7 วัน ก็จะถือว่าเป็นการไม่ประมาทในชีวิต หากท่านหวังความเจริญก้าวหน้าในการปฎิบัติธรรม อย่าปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านด้วยการพูดคุย  จงทำตัวให้เป็นใบ้ ไม่พูดเลยก็ยิ่งดี หากจำเป็นจริงๆ  ก็พูดเท่าที่จำเป็นและพูดให้น้อยที่สุด สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กายและใจให้มากที่สุด แล้วผลดีจะเกิดเอง จงจำไว้ว่า ในการปฎิบัติธรรมใบ้แล้วจะได้ดี

         

ทำไมถึงต้องมีการแผ่เมตตาให้คนป่วย อวยพรวันเกิดและบังสกุลให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

          ผู้ที่มาปฎิบัติเป็นครั้งแรกมักจะสงสัยว่าทำไมทุกเช้าคุณแม่สิริถึง ต้องแผ่เมตตา ให้กับผู้ป่วย อวยพรวันเกิดให้ใครต่อใคร ทั้งที่ไมใเคยรู้จักกันมาก่อน ทำไมจึงต้องแผ่เมตตาให้คนโน้นคนนี้ด้วย แล้วที่แผ่บุญแผ่เมตตาให้เขาทุกวันเช่นนี้ แล้วบุญของเราไม่หมดหรอกหรือ

          ถ้าสงสัยแบบนี้ก็ขอให้เข้าใจว่าจุดประสงค์ที่คุณแม่สิริให้เราแผ่เมตตาให้คนอื่นหรืออวยพรวันเกิดนั้นก็เพื่อสร้างกุศล สร้างบารมีให้กับผู้กระทำเอง เราคงจะเข้าใจกันดีว่าการให้ทานนั้นเป็นการสร้างบารมีประการหนึ่ง หลักมีอยู่ว่า  เราทำอย่างไร เราก็จะได้อย่างนั้น หรืออีกนัยหนึ่งที่เราเรียนกันตั้งแต่เด็กว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วนั่นเอง ฉะนั้นคุณแม่สิริจึงพยายามให้เราได้ทำแต่ในสิ่งดีตลอดเวลา 7 วัน คือการเดินจงกรม  นั่งสมาธิ การฟังธรรม การบริจาคทานและการให้ทานโดยการแผ่เมตตา ซึ่งเป็นกุศล

          ดังนั้น เวลาคุณแม่นำเราแผ่เมตตาหรืออวยพรวันเกิดให้ใครก็ตาม จงตั้งใจทำเถิด เพราะผลบุญ พลเดชบารมีนั้น จะตกแก่ตัวท่านเอง แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าหากแผ่เมตตาให้คนอื่นแล้ว บุญเรามิหมดหรือคุณแม่มักจะเปรียบเหมือนกับว่า เรามีเทียนอยู่ในมือ ดวงไฟจากเทียนของเรานั้น สามารถจุดให้เทียนเล่มอื่นได้นับเป็นร้อยๆ ดวง โดยที่ดวงไฟของเราก็มิได้หายไปไหน ยิ่งต่อเทียนกันมากเท่าไหร่ แสงสว่างก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น การแผ่เมตตาแผ่ส่วนบุญกุสสศลของเราจึงไม่มีวันหมด แต่ตรงกันข้ามยิ่งให้ ยิ่งทำให้เราผู้ให้ มีกำลังมีศรัทธาแก่กล้ายิ่งขึ้น ผู้ฉลาดจึงต้องเป็นผู้ที่พร้อมจะให้บุญกุศลของตัวเองกับผู้อื่นเสมอ

ทำไมถึงต้องนุ่งขาวห่มขาว

          คุณแม่สิริเคยบอกเสมอว่า การได้มาอบรมปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนี้ เปรียบเหมือนมาบวชกายและใจ เป็นสมณะผู้หนึ่ง สีขาวเป็นสีแห่งความบริสุทธิ์ เปรียบเสมือนดวงจิตเดิมของมนุษย์ที่สว่างไสวเป็นจิตประภัสสร การใส่ชุดขาว จึงเป็นนิมิตหมายให้เราพยายามทำจิตใจที่หมองมัวของเรานั้น ให้กลับไปบริสุทธิ์ขาวผ่องอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ทั้งผู้ใส่และผู้ที่พบเห็น มีความสบายใจ หากมาปฏิบัติธรรม 7  วัน โดยใครจะใส่เสื้อผ้าสีอะไรก็ได้แล้ว ก็จะวุ่นวายพอสมควร (เนื่องจากเรายังเป็นปุถุชนอยู่) เราจึงควรใส่เสื้อผ้าขาวในการปฏิบัติธรรม ซึ่งควรจะเป็นเสื้อผ้าที่ใส่แล้วสบายกาย สะอาดสดชื่น ทั้งนี้ เสื้อผ้าที่สะอาดสดชื่นจะอยู่ในผู้ที่มีร่างกายและจิตใจสะอาดเท่านั้น

 

ทำไมถึงต้องสอบอารมณ์

การเรียนวิปัสสนากรรมฐานนั้น เป็นทางที่จะนำไปสู่ความรู้แจ้ง ความหลุดพ้น คือนิพพานได้ เป็นทางที่ยาวหรือสั้นขึ้นอยู่กับบารมีของแต่ละคนที่จะทำความเข้าใจและลงมือปฏิบัติตาม แต่ทางทุกทางมิได้ราบรื่นโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ทั้งในเรื่องทางโลกและทางธรรม เราคงเคยมีประสบการณ์ว่า การจะบรรลุผลสำเร็จในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น จะต้องต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ สิ่งใดที่เราไม่รู้ เราก็ต้องอาศัยคนที่รู้บอกทางให้เรา ก็เช่นกัน การเรียนวิปัสสนานี้เป็นเรื่องของการพัฒนาจิต เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นเป็นรูปร่าง นอกจากตัวผู้ปฏิบัติเอง เช่นเวลานั่งสมาธิ ไม่มีใครทราบดีไปกว่าผู้นั่งว่าเกิดอะไรขึ้นกับจิตใจในเวลานั้น ท่านจึงต้องให้มีการสอบอารมณ์หรือส่งอารมณ์ให้ครูบาอาจารย์หรือวิทยากรทราบ เพื่อจะได้ชี้แจงวิธีการหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการแฏิบัติธรรมได้ เนื่องจากทางเดินทางจิตนั้นมีหลายทางมากมาย มีทั้งทางที่ถูกมีทั้งทางที่ผิด การสอบอารมณ์จะทำให้ครูบาอาจารย์ทราบว่าท่านปฏิบัติถูกทางหรือผิดทาง จึงควรหมั่นส่งอารมณ์กับครูบาอาจารย์ให้มาก จะทำให้การปฏิบัติก้าวหน้ายิ่งขึ้น

…………………..

          7.วิปัสสนาในยุคโลกาภิวัฒน์

          ในยุคที่โลกแคบนิดเดียว เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดที่ไหน เราก็สามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้จากทุกมุมโลก ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารดาวเทียม สังคมระหว่างประเทศจึงเข้าสู่ยุคไร้พรมแดน ไม่มีอะไรที่สามารถจะปิดบังการรับรู้ข่าวสารของมนุษย์ในโลกได้

          ในยุคที่มนุษย์ไม่มีเวลาส่วนตัว เพราะแม้อยู่ในห้องน้ำ ก็ติดต่อสื่อสารเพื่อสนองกิเลสกันได้

          ในยุคที่มนุษย์อยากรู้อะไรก็กดปุ่ม คอมพิวเตอร์จะแสดงข้อมูลให้รู้หมดด้วยความรวดเร็ว

          ในยุคที่นั่งอยู่ที่บ้านก็สามารถดูทีวี เลือกรายการต่างๆ จากทั่วโลกได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัส……….

          แต่การศึกษาเรื่องจิตกลับไม่มีการพัฒนาในทางที่ถูกต้องและไม่ได้รับการสนใจจากผู้คนส่วนใหญ่

เราควรจะทำอย่างไร จึงจะอยู่ท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบันได้อย่างมีความสุขและไม่มีทุกข์………

          คนส่วนมากเข้าใจผิดในเรื่องการปฏิบัติธรรม โดยมักจะเข้าใจว่าธรรมะ เป็นเรื่องของศาสนา เป็นเรื่องของนักบวช หรือเป็นเรื่องของสังคมโลกอีกซีกหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับสังคมโลกในปัจจุบัน คนที่ปฏิบัติธรรมหรือคนที่เข้าวัดจึงมักจะถูกจัดอยู่ในอีกซีกโลกหนึ่ง ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดอย่างยิ่ง......

          ยิ่งโลกเจริญก้าวหน้าเพียงใดก็ต้อง ศึกษาและพัฒนาจิตมากขึ้นเท่านั้น

          ศาสนาเป็นเรื่องของโลกและคนในโลก ดังนั้นไม่ว่าโลกจะพัฒนาไปเพียงใดก็ตาม ศาสนาก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกในยุคสมัยนั้นด้วย

คนที่เข้าใจว่าศาสนากับโลกเป็นเรื่องคนละเรื่องกัน ก็เพราะอาจจะเคยได้ฟังมาว่าการปฏิบัติธรรมนั้นจะต้องละทิ้งชีวิตทางโลก ละทิ้งทุกอย่างทั้งความสุขทางโลก ทรัพย์สมบัติทางโลกชื่อเสียงเกียรติยศทางโลก สิ่งที่มนุษย์         อุตสาห์แสวงหา แย่งชิงและสะสมกันมาตลอดชีวิตแล้วอยู่ดีๆ จะให้ละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อไปปฏิบัติธรรม ดูไม่เข้าเข้าท่าเท่าใดนัก

ก็คงจะดูไม่เข้าท่าจริง เมื่อมองจากทางโลก ทำไมสองสิ่งนี้จะไปด้วยกันไม่ได้หรือ สมบัติทางโลกกับสมบัติทางธรรม ทำไมอยากได้สิ่งหนึ่งต้องทิ้งอีกสิ่งหนึ่งด้วย……คงเป็นเพราะเหตุนี้ จึงไม่มีใครอยากจะปฏิบัติธรรม

ก็จะขอบอกเสียใหม่ว่า ที่จริงแล้วชีวิตทางโลกกับการปฏิบัติธรรมไปด้วยกันได้ (อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง) ไม่ว่าจะในยุคไหนก็ตาม แม้ในยุคโลกาภิวัฒน์ที่เราอยู่ในปัจจุบันนี้ก็ตาม เราสามารถปฏิบัติธรรมควบคู่กันไปได้ ถ้ามีความเข้าใจในธรรมที่ถูกต้อง ซึ่งนอกจากจะไปด้วยกันได้แล้วธรรมะยังจะช่วยเสริม เอื้ออำนวยให้ชีวิตทางโลกประสบความสำเร็จ สมบูรณ์พูนผลอีกด้วย มีใครเคยบอกท่านหรือไม่ว่าสมบัติทางโลกทั้งหลายนั้นจะได้มาง่ายยิ่งขึ้น     หากผู้นั้นปฏิบัติธรรม…..เชื่อไหม……ไม่เชื่อลองปฏิบัติดู…แล้วจะรู้เอง

          ถ้าท่านปฏิบัติตนตามศีล 5 ทำบุญ ทำทาน หมั่นศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ดำเนินชีวิตตามแนวพุทธ…..ชีวิตของท่านจะมีแต่คำว่าความสงบสุข ความสำเร็จ…..นี่เป็นคำเชื้อเชิญและดูจะท้าทายมิใช่หรือ ลองพิสูจน์ดูเถอะ แล้วจะรู้ว่าจริงหรือไม่เพียงใด โดยเฉพาะโลกในยุคโลกาภิวัฒน์ เทคโนโลยีที่ก้าวหน้านั้น ก็มีส่วนช่วยให้เรามีเวลาปฏิบัติธรรมได้มากขึ้น จริงหรือไม่จริง…… ปัญหาอยู่ที่ใจของเราต่างหาก ไม่ว่าจะอยู่ในโลกยุคไหนก็ตาม หากใจของเรามีความคิดที่ถูกต้อง มองเห็นภัยของกิเลส ของทุกข์ เราก็สามารถปฏิบัติธรรมได้ทั้งนั้นจึงไม่ควรเอาเทคโนโลยีมาอ้าง แล้วก็บอกว่าธรรมะไม่เข้ากับยุคสมัย

ในยุคนี้ หากเราจะปฏิบัติธรรม  ก็ขอให้ปฏิบัติอย่างมีระบบและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของเรา ที่สำคัญก็คือต้องรักษาศีลให้ได้เป็นพื้นฐาน หมั่นทำใจให้เป็นกุศล มองโลกในแง่ดี ที่ฝรั่งเรียกว่าการมองในทางบวก หมั่นทำทาน ทำกุศลแต่พอควรและเหมาะสมกับฐานะของตน หมั่นพัฒนาจิตใจของตน ศึกษาหาความรู้ในเรื่องของจิต เจริญสติและปัญญาตามแนวทางวิปัสสนากรรมฐาน หากทำได้ตามนี้ ก็เชื่อว่าน่าจะทำให้ท่านสามารถมีชีวิตอยู่ทั้งทางโลกและทางธรรมได้ดี แม้ในยุคโลกาภิวัฒน์นี้                                              ************************

          8. อกหัก วิปัสสนาจะช่วยได้อย่างไร?

          คุณเคยอกหักไหม? ผู้เขียนเคยอกหักมาแล้ว และไม่เห็นว่าการอกหักเป็นเรื่องน่าอายเลย อกหักเป็นเรื่องของธรรมชาติ………..

          ในทางโลก คนส่วนมากเปรียบการอกหักเสมือนความล้มเหลวในชีวิตทางสังคม ไม่ว่าจะเกิดกับผู้หญิงหรือผู้ชาย ก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากประสบ เกิดกับผู้ชายก็ถือว่าเสียศักดิ์ศรี ไม่มีน้ำยา ไม่เอาไหน รักไม่เป็น เกิดกับผู้หญิงก็ถือว่าไม่มีใครต้องการ ต้องไปอยู่หมู่บ้านคานทองนิเวศน์……

          ในทางโลกจะว่าอย่างไรก็ตาม แต่ทางธรรมถือว่าการอกหักเป็นสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นทางจิตใจอันหนึ่งเท่านั้น เป็นวิบากกรรมธรรมดาๆ อันหนึ่งเท่านั้น

          อกหักเป็นกิเลสชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับการสมหวังซึ่งก็เป็นกิเลสเช่นกัน

          ผลของการอกหักก็คือ ทำให้เราเสียใจ ทำไมเราถึงต้องทุกข์และเสียใจ ก็เพราะไม่ได้ดังใจหวังใช่หรือไม่ ที่เขาไม่รัก ทำไมเขาไม่รัก เหตุผลร้อยแปด ทำอย่างไรจึงจะสมหวังล่ะ คำตอบก็คือ ทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน แล้วอะไรจะเกิดก็ขอให้เกิด

          จริงๆ แล้วเราน่าจะสนใจในเรื่อง ทำอย่างไรถึงจะทำให้จิตมีความสงบสุขมากกว่าที่จะหมกหมุ่นกับการผิดหวังจากการอกหัก

          อกหักที่ไหน...ที่ใจ...ฉะนั้นการแก้ไขจึงต้องทำที่ใจ คือต้องทำความเข้าใจที่ถูกต้อง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีที่มา อกหักก็ต้องมีสาเหตุเช่นกัน เราจึงควรจะใช้เวลาส่วนหนึ่งในการพิจารณาอย่างตรงไปตรงมาว่า ที่เราอกหักนั้นเป็นเพราะอะไร สมเหตุสมผลไหม สมควรเสียใจไหม มีทางแก้ไขไหม มีความหวังอย่างอื่นที่ดีกว่าไหม

          การอกหักเป็นทุกข์นั้น เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้สำหรับคนทั่วไป แต่การอกหักก็มิใช่จุดสิ้นสุดของทางเดินชีวิต มิใช่ทางตันของชีวิต แต่เป็นทางวิบากกรรมช่วงหนึ่งของชีวิตเท่านั้น หากผ่านทางช่วงนี้ไปแล้ว ยังมีสิ่งดีงามอีกมากมายรอเราอยู่ข้างหน้า หากเราอดทนเดินต่อไป กาลเวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า ความทุกข์ความลำบากนั้นต้องหายไปตามกาลเวลา เช่นเดียวกับสิ่งอื่นๆ ในโลกนี้ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

          ฉะนั้นจงสู้เถิด อย่างยอมแพ้ต่ออุปสรรคในชีวิตที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องอกหัก  และเมื่อความอกหัก รวมทั้งความเจ็บปวดหัวใจผ่านพ้นไปแล้ว เราจะพบว่าเราช่างโชคดีเหลือเกินที่ยังมีชีวิตอยู่เพื่อต่อสู้ต่อไป ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวัง หวังในสิ่งที่ดีงามในทุกๆ วันที่ผ่านเข้ามา

          สุภาษิตที่เรารู้จักกันดีว่า อกหักดีกว่ารักไม่เป็น จึงเป็นเรื่องที่น่าคิด ว่าอกหักก็ยังมีข้อดีอยู่เหมือนกัน ก็คือยังแสดงว่าคนอกหักนั้นยังมีความรักอยู่บ้าง

          มาถึงประเด็นที่ว่า วิปัสสนาจะช่วยในเรื่องอกหักได้อย่างไร ก็ขอตอบว่าช่วยได้แน่ๆ เพราะอกหักนั้น หักที่ใจ ก็ในเมื่อวิปัสสนาเป็นเรื่องของการเจริญสติเพื่อให้เกิดปัญญาในจิตใจ ดังนั้นอกหักจึงแก้ได้ด้วยสติปัญญาเช่นกัน การกำหนดอิริยาบถ เดินจงกรมและการนั่งสมาธิเป็นวิธีการหยุดยั้งการอกหักที่ดีที่สุด เช่นเมื่อใจคิดถึงเรื่องที่สาวไม่รักเรา หรือหนุ่มหนีไปรักคนอื่น ก็ขอให้รีบลุกขึ้นกำหนดอิริยาบถทันที หรือไม่ก็รีบเดินจงกรม กำหนดขวา-ย่างหนอ ซ้าย-ย่างหนอทันที  รับรองว่าหากทำได้เช่นนี้ สักพักเดียว  อารมณ์อกหักที่ว่าจะหายไปทันที ผลจากสมาธิจะทำให้ใจเกิดความสงบ เบา สบายขึ้นมาแทนที่ เราจะรู้สึกว่าโชคดีเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์และได้มีโอกาส    ปฏิบัติธรรม   นอกจากนั้น คุณค่า   ของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน    เมื่อเทียบกับการอกหักแล้ว เทียบกันไม่ได้เลย เพราะการปฏิบัติวิปัสสนาเป็นการสร้างมหากุศลที่เป็นบุญบารมีอย่างสูง ทำได้ยาก แต่การอกหักเป็นเรื่องกิเลสธรรมดาที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้ ที่ยังมีความหลงยึดมั่นถือมั่นอยู่ การปฏิบัติวิปัสสนาจึงดีกว่ามาก ดังนั้น หากใครอกหักอยู่ก็เลิกกลุ้มใจ ผิดหวัง และเสียใจได้แล้ว มาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกันดีกว่า แล้วใจของท่านจะสงบสุขมากขึ้น บุญกุศลของการปฏิบัติธรรมจะทำให้ท่านได้มีโอกาสเจอกับสิ่งที่ดีๆ ในชีวิตต่อไป ไม่เชื่อก็ลองดู

 

                                                *****

9.เป็นนักเรียน เวลาเรียนหนังสือ หรือฟังอาจารย์สอนแล้วจำไม่ได้ ทั้งที่ขยันดูหนังสือ แต่พอสอบก็ทำไม่ได้ดี วิปัสสนาจะช่วยได้อย่างไร?

          เป็นที่น่าเสียดายเหลือเกินที่มนุษย์เราไม่ได้ใช้ประโยชน์จากความสามารถที่มีอยู่ในตัวเราอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะสำหรับนักเรียน นักศึกษาซึ่งจำเป็นต้องมีหน้าที่ต้องเรียนหนังสือ หาความรู้ และสอบ เพื่อผ่านการรับรองทางการศึกษา สำหรับคนที่เรียนเก่ง และหัวดีอยู่แล้ว จะไม่พูดถึง แต่จะพูดถึงคนที่ยังเรียนไม่เก่ง หัวไม่ดี เพื่อที่ว่าจะหาทางทำความเข้าใจว่า การที่เรียนไม่เก่ง หรือหัวไม่ดีนั้น ต้องมีสาเหตุ ไม่ใช่เกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล เมื่อเข้าใจถึงสาเหตุแล้ว เราจะแก้ไขเพื่อให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้อย่างไร

          ถ้าจะให้ถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า ทำไปถึงเรียนไม่ดี ก็มักจะได้คำตอบดังนี้

          -เพราะขี้เกียจดูหนังสือ

          -ไม่ตั้งใจเรียน

          -ไม่เข้าใจวิชาที่เรียนเพราะยากเกิดไป

          -ไม่ต้องการเรียน

          จะเห็นว่าคำตอบทั้งหมดนี้ มีสาเหตุมาจากใจเหมือนกันหมด ขี้เกียจดูหนังสือก็เพราะใจขี้เกียจ ไม่ตั้งใจเรียนก็เพราะใจฟุ้งซ่านไม่ตั้งใจ ไม่เข้าใจสิ่งที่เรียนก็เพราะใจอีกนั่นแหละ และโดยเฉพาะไม่ต้องการเรียนก็เพราะใจต่อต้านเลยทีเดียว ฉะนั้นหากสามารถทำความเข้าใจกับใจของเรา ก็อาจจะมีทางที่จะเรียนเก่งได้

          หลายครั้งที่นักเรียน นักศึกษา ดูหนังสือแล้วจำไม่ได้ เพราะไม่มีสมาธิมากพอ เหตุที่ไม่มีสมาธิก็เพราะใจไม่สงบ ใจฟุ้งซ่าน ดูหนังสือหนึ่งหน้าก็คิดไปร้อยแปดเรื่อง บางคนยิ่งกว่านั้น ตาอยู่ที่หนังสือแต่ใจไม่อยู่แล้ว ใจไปอยู่ในโรงหนัง ใจไปอยู่ในดิสโก้เทค หรือห้างสรรพสินค้า อ่านหนังสือ 1 บรรทัดใจก็ลอยไปที่อื่น แล้วก็กลับมาอ่านอีก 1 บรรทัด แล้วใจก็ลอยไปที่อื่นอีกแล้ว อย่างนี้จะให้อ่านรู้เรื่องได้อย่างไร หากอ่านหนังสือแบบนี้จะให้เรียนเก่งได้อย่างไร

          ผู้เขียนเสียดายเหลือเกินที่ในวัยเด็กไม่ได้สนใจเรื่องการวิปัสสนา  เพื่อการพัฒนาจิต เพราะเป็นคนหัวไม่ไว เรียนยาก จำยาก แต่ที่ผ่านมาได้ด้วยดีก็เพราะมีความขยันอย่างเดียว แต่หากใช้หลักการพัฒนาจิตในทางวิปัสสนา(คือสติ)เสริมแล้ว ผู้เขียนมั่นใจว่าจะทำให้การเรียนดีขึ้นอีกหลายสิบเท่ากว่าที่เป็นอยู่

          หลักที่ว่านี้คืออะไร

          ต้องเข้าใจเรื่องกลไกของจิตก่อนเป็นอันดับแรก จึงจะสามารถบริหารจิตเพื่อให้เกิดประโยชน์ตามที่เราต้องการได้ มนุษย์เรามีการรับรู้ได้กี่ทาง? การรับรู้นี้เป็นคำง่ายๆ ที่ต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่า คือ การรับรู้ทั้งหมดของเรามีทางไหนบ้าง คำตอบก็คือเรามีการรับรู้ได้ 6 ทางเท่านั้น คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

          ขอให้พิจารณาไปด้วยว่า สมเหตุสมผลหรือไม่ เป็นความจริงหรือไม่ที่ว่า เรามีการรับรู้ได้ 6 ทาง

          ตา        มีหน้าที่ เห็น

          หู        มีหน้าที่ ฟัง

          จมูก      มีหน้าที่  ได้กลิ่น

          ลิ้น      มีหน้าที่  รับรู้รส

          กาย      มีหน้าที่  รับสัมผัสทางกาย

          ใจ       มีหน้าที่  รับสัมผัสทางใจ

          ถ้าจะเปรียบไปแล้ว ก็เหมือนกับว่าอวัยวะเหล่านี้เป็นช่องทางติดต่อที่จะให้จิตรับรู้สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวเรา เป็นเสมือนกับประตูของบ้านหรือเป็นเสมือนหน้าต่างของบ้าน บ้านที่ชื่อว่าเรา

          บ้านเรานี้มี 6 หน้าต่าง เปิดรับสิ่งต่างๆ ตามหน้าที่ของมัน ก็หมายความว่า

          หน้าต่าง ตา มีหน้าที่เปิดรับแสง และเห็นอย่างเดียว จะกำหนดให้ตาได้ยิน ได้กลิ่น หรือรับรู้รสไม่ได้

          หน้าต่าง หู ก็มีหน้าที่เปิดรับเสียง ได้ยินอย่างเดียว จะเอาหูไปเห็นหรือไปได้กลิ่นไม่ได้

          หน้าต่าง จมูก ก็มีหน้าที่เปิดรับกลิ่นอย่างเดียว จะเอาจมูกไปเห็น หรือได้ยินไม่ได้

          หน้าต่าง ลิ้น มีหน้าที่เปิดรับรส รู้รสอย่างเดียว จะเอาลิ้นไปเห็นไปฟังไม่ได้

          หน้าต่าง กาย มีหน้าที่เปิดรับสัมผัส รู้สัมผัสทางกายอย่างเดียว จะเอากายไปเห็นไปฟังเสียงก็ไม่ได้

          หน้าต่าง ใจ มีหน้าที่เปิดรับความคิดอย่างเดียว จะเห็นหรือฟังเสียงก็ไม่ได้

          ในเมื่อเข้าใจถึงส่วนประกอบของบ้านเรา และหน้าที่ของหน้าต่างทั้ง 6 แล้ว ก็จะถามต่อว่า ในบ้านเรามีจิตหรือคนอยู่กี่คน?

          ผู้ปฏิบัติบางคนตอบไม่ได้ บางคนก็ตอบได้ว่ามีจิตอยู่จิตเดียว

          ร่างกายของคนเราถึงแม้จะมีการรับรู้ได้ 6 ทาง แต่ก็มีจิตอยู่ 1 เดียว (ในระดับนี้ ขอใช้คำว่ามีจิตอยู่หนึ่งเดียวเพื่อความเข้าใจง่ายๆ)

          ข้อความนี้สำคัญมาก ต้องตั้งใจอ่านและพิจารณาตามไปด้วย

          ถ้าบ้านเรามี 6 หน้าต่างเปิดรับรู้สิ่งต่างๆ ถึง 6 ทาง แต่มีจิตอยู่ในบ้านคนเดียว จิตนี้ละ ที่เกิดขึ้นและไปรับรู้ตามหน้าต่างทั้ง 6 แต่รับรู้ได้ครั้งละหน้าต่างเท่านั้น ก็หมายความว่า จิตรับรู้อารมณ์ได้ทีละหนึ่งเท่านั้น คือ เมื่อมีสิ่งใดมากระทบที่ตา จิตก็ไปรับรู้การเห็นที่ตา เมื่อมีการกระทบที่หู จิตก็ไปรับรู้เสียงที่หู เมื่อเกิดการกระทบที่จมูก จิตก็ไปรับรู้กลิ่นที่จมูก เมื่อเกิดการกระทบที่ลิ้น จิตก็ไปรับรู้รสที่ลิ้น เมื่อเกิดการกระทบที่กาย จิตก็ไปรับร้การสัมผัสที่กาย และเมื่อเกิดการกระทบที่ใจ จิตก็ไปรับรู้ที่ใจ

          แต่ทั้งหมดนี้จิตเดียว เกิดขึ้นเพื่อรับรู้ได้ทีละครั้งที่ละทาง แต่เนื่องจากการเกิด-ดับของจิตรวดเร็วมาก จนสติอย่างเราๆ ไม่มีทางที่จะไวทันต่อการเกิดดับ เราจึงอยู่ด้วยความเข้าใจผิดตลอดมาว่า การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การสัมผัส หรือการคิดก็ดี เกิดพร้อมสกัน จิตเกิดดับด้วยความเร็วประมาณว่า ใน 1 วินาที จิตเกิดดับแสนโกฏขณะ ซึ่งเร็วมาก

          หากจะยกตัวอย่างความเร็วของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เรารู้ไม่ทัน เช่น แสงไฟนีออน ที่เราเห็นเป็นแสงไฟสีขาวนวลสว่างเป็นแสงนั้น ความจริงแล้วเป็นการกระพริบของกระแสไฟฟ้าสลับในอัตราความเร็วประมาณเพียงแค่ 50 ครั้งต่างหาก มิได้เป็นแสงไฟอย่างที่เราเห็น แต่ 50 ครั้งนี้ตาของเราก็ไม่สามารถจะจับแต่ละครั้งได้ทันแล้ว หรือยกตัวอย่างให้ชัดอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ ภาพยนตร์ที่ฉายตามโรงภาพยนตร์ ที่เราเห็นภาพเคลื่อนไหวไป-มา เร็วบ้างช้าบ้าง ดูเป็นตัวตนสมจริงสมจังนั้น ความจริงคือภาพนิ่งที่ต่อเนื่องกัน และฉายเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 45 ภาพต่อ 1 วินาที สิ่งที่เกิดบนจอภาพก็คือการเคลื่อนไหวของภาพนิ่งแต่ละภาพ ทำให้คนดูเข้าใจว่า ภาพนั้นเป็นตัวตนและเคลื่อนไหวต่อเนื่องไปมาบนจอภาพได้

          จะเห็นว่าข้อเท็จจริง กับสิ่งที่เราเห็นและเข้าใจบางครั้งก็ไม่ตรงกัน ข้อเท็จจริงของภาพยนตร์ก็คือภาพนิ่งที่ต่อเนื่องกัน ข้อเท็จจริงของแสงไฟนีออนก็คือการกระพริบของกระแสไฟฟ้าสลับ ข้อเท็จจริงของจิตก็คือ การเกิด-ดับ ของรูป-นาม ด้วยความรวดเร็วมาก เรารู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้หรือเปล่า? ถ้าไม่รู้ก็จงรู้เสียบัดนี้ รู้แล้วก็อย่างเชื่อทันที พิจารณาดูว่า สิ่งเหล่านี้มีเหตุมีผลหรือไม่ เกิดขึ้นเป็นไปตามนั้นหรือเปล่า? พิสูจน์ได้ไหม ไปหยิบฟิล์มภาพยนตร์มาดูซิว่า จริงๆ แล้วเป็นอย่างไร ไปศึกษาเรื่องไฟฟ้าก็ได้ จะได้รู้ว่าแสงไฟนีออนเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

          ในเรื่องของจิต แม้ยังพิสูจน์ไม่ได้ด้วยตัวเองในตอนนี้ แต่หลักการเกิด-ดับของจิตเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ไหม ถ้าข้อเท็จจริงเหล่านี้ยอมรับได้ เราก็ต้องคิดหนักแล้ว เพราะนี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เรารู้เห็นมิได้เป็นอย่างเช่นที่เรารู้เราเห็นเสมอไป แต่มีอะไรซ่อนอยู่มากมาย และเพราะการที่ไม่สามารถรู้เห็นข้อเท็จจริงได้อย่างครบถ้วนนี่เอง ที่ทำให้เราหลงเป็นโน่นเป็นนี่อยู่ทุกวันนี้ เพราะความไม่รู้ตัวเดียว

          หากไม่ได้พระสัพพัญญูขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงชี้แสดงเปิดเผยข้อเท็จจริงเหล่านี้ให้พวกเราแล้ว เราก็คงไม่สามารถเห็นและพ้นจากความโง่ความหลงได้เลย

          วกกลับมาพูดเรื่องกลไกของจิตที่จะทำให้เราสามารถบริหารจิตได้ดีกว่า

          เมื่อจิตรับรู้อารมณ์ได้ทีละหนึ่ง ก็หมายความว่า เมื่อใดจิตคิดในเรื่องกุศล อกุศลก็เข้าไม่ได้ อกุศลก็ไม่มีในจิต เมื่อใดจิตคิดเรื่องอกุศล กุศลก็ไม่มีในจิต เพราะจิตรับอารมณ์ได้ทีละหนึ่ง การรู้กลไกของจิตที่สำคัญนี้ ทำให้เราสามารถจะบริหารจิตได้...อย่างไร?

          ผู้เขียนมักจะยกตัวอย่างเรื่องตู้โทรศัพท์ เพื่ออธิบายกลไกของจิตที่รับอารมณ์ได้ทีละอารมณ์ (หอมกลิ่นดอกบัว) แต่ในคราวนี้จะยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง คือการเล่นเกมส์เก้าอี้ดนตรี

          ทุกคนคงเคยเล่นเกมส์เก้าอี้ดนตรี กล่าวคือจะให้คนเดินรอบเก้าอี้ ซึ่งในรอบแรกอาจจะมีเก้าอี้หลายตัวเช่น 3 ตัว มีคนเล่น 7 คน เดินรอบเก้าอี้ไปตามเสียงเพลง พอหยุดเพลงทุกคนต้องพยายามแย่งนั่งเก้าอี้ให้ได้ ใครแย่งไม่ทันก็ตกรอบ ก็จะคัดออกไปเรื่อยๆ และยกเก้าอี้ออกจนเหลือเก้าอี้ตัวเดียว คนเล่นอาจจะเหลือ 2 คน เพื่อแย่งเก้าอี้ตัวเดียว คน 2 คนก็จะเดินหรือเต้นรอบเก้าอี้ เมื่อหยุดเพลงก็ต้องใช้ความไวแย่งกันนั่งเก้าอี้ให้ได้ก่อนอีกคนหนึ่ง เกมส์เก้าอี้ดนตรีนี้น่าสนใจมาก คนเล่นต้องมีสติมีสมาธิมากจึงจะเป็นผู้ชนะได้

          ก็จะลองเปรียบเทียบดูว่า กลไกของจิตก็คล้ายเกมส์เก้าอี้ดนตรี สมมติให้คนเล่นเกมส์มี 6 คน ชื่อสุข เซ็ง ร่าเริง เข้มแข็ง เบื่อ โกรธ ทั้ง 6 คนต้องแย่งเก้าอี้ที่มีอยู่ตัวเดียวคือใจ ใครไวกว่าแย่งได้ ใจก็จะเป็นเช่นนั้น ก็จะเห็นว่าในแต่ละวันนั้น ใจเราถูกแย่งชิงระหว่างอารมณ์ต่างๆ ทั้งดีและไม่ดี โดยเราไม่รู้เลยว่า เราเป็นเจ้าของเก้าอี้ และเราสามารถบริหารเกมส์ได้ หากเรารู้กฏกติกาของเกมส์ก็คือ เก้าอี้มีได้แค่จะมีคนนั่งเก้าอี้ได้ทีละหนึ่งคนเท่านั้น (คือจิตรับอารมณ์ได้ทีละหนึ่ง) ถ้าเรารู้เช่นนี้ เราจะปล่อยให้คนที่ชื่อทุกข์ เซ็ง เบื่อ โกรธ เข้ามาแย่งชิงเก้าอี้บ่อยๆ ไหม....ไม่ แน่นอน เราจะต้องมีสติไวขึ้นกว่าเดิมเพื่อให้นายสุข นายร่าเริง นายเข้มแข็ง แย่งชิงเพื่อนั่งเก้าอี้ให้ได้มากครั้งที่สุดเท่าที่จะมากได้ เกมส์เก้าอี้ดนตรีนี้ไม่เคยหยุดเลย เล่นอยู่ตลอดเวลา

          ถ้าเราเข้าใจหลักการนี้จริงๆ ทำความเข้าใจในเบื้องต้นให้ได้ก่อน เพราะหลักการและกลไกนี้จะทำให้เราสามารถบริหารจิตในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น ซึ่งความจริงหลักการนี้ก็คือหนึ่งในสามข้อของหัวใจพระพุทธศาสนานั่นเอง คือการทำใจให้เบิกบานผ่องแผ้ว (อีก 2 ข้อคือ ละเว้นการทำชั่ว และทำแต่ความดี)

          ในกรณีนี้ หากทำจิตใจให้เบิกบานผ่องแผ้วอยู่เสมอแล้ว ความทุกข์จะเข้ามาอยู่ในจิตไม่ได้เลย (ตามหลักจิตรับอารมณ์ได้ทีละ 1 อารมณ์) การปฏิบัติวิปัสสนาเบื้องต้น จึงเน้นการกำหนดรู้อิริยาบทมากกว่าการนั่งสมาธิ

          การกำหนดรู้อิริยาบทจะช่วยให้ความทุกข์ไม่สามารถเข้ามาอยู่ในจิตได้ เมื่อใดจิตอยู่กับปัจจุบัน เมื่อนั้นความทุกข์ทั้งหลายก็เข้าไม่ได้ เกิดขึ้นกับจิตไม่ได้ เหมือนกับเราเล่นเก้าอี้ดนตรี และแย่งเก้าอี้นั่งได้ทุกครั้ง แล้วความทุกข์ซึ่งเป็นเพียงคนเล่นคนหนึ่งเท่านั้น จะเข้ามาอยู่ในจิตใจ ทำให้เราทุกข์ได้อย่างไร?

          เอาละ เมื่อพอจะเข้าใจกลไกของจิตแล้ว เราก็จะมาดูว่า หากจะบริหารจิตเพื่อให้มีสติอยู่กับอิริยาบทที่เราต้องการ ทำอย่างไร

          ตามปรกติที่มนุษย์เราใช้ความสามารถทางสติปัญญา ทางกาย และทางใจได้ไม่เต็มที่ ก็เพราะไม่รู้กลไกของจิต ไม่รู้จักจัดระบบการทำงานของจิต

          ยกตัวอย่าง นักเรียนดูหนังสือ แต่เปิดวิทยุ ฟังเพลงไปด้วย ระหว่างที่ท่องหนังสือก็ฟังเพลงไป หยิบขนมทาน ใจลอยคิดถึงเพื่อนไปด้วย การทำอะไรหลายๆอย่างแบบนี่ ทำให้ไม่มีสมาธือยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างจริงจังเลย ฉะนั้นจะพบว่าดูหนังสือแบบนี้จะไม่ทำให้จำได้ดีเลย เพราะดูหนังสือบรรทัดหนึ่งก็ใจไปคิดถึงเพื่อนซะนี้ ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่มีทางจะจำได้ดีเลย

          ก็จะต้องย้อนไปถึงหลักของจิตที่ว่า จิตรับรู้อารมณ์ทีละ 1 เพราะฉะนั้นเราจะต้องจัดระบบการทำงานเสียใหม่ว่า เวลาดูหนังสือ เราจะกำหนดให้จิตทำงานเฉพาะหน้าต่างตา(อ่าน เห็น) และหน้าต่างใจ(จำ) เท่านั้น เปิดอยู่แค่2 หน้าต่างเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าเราดูหนังสือ เราก็จะกำหนดใจให้มีสติและสมาธิ เฉพาะตาดู ใจจำ วิธีการก็คือ กำหนดในใจ 3 ครั้ง อ่านหรือเห็นหนอ จำหนดๆๆแล้วก็อ่านหนังสือไป นี่เป็นการจัดระบบการทำงานของจิตที่ให้ผลในด้านประสิทธืภาพไม่ว่าจะทำอะไร หากจัดระบบให้ดีแล้วมีสติอยู่กับสิ่งนั้นก็เชื่อมั่นว่าจะเกิดประสิทธิภาพมากขึ้นแน่นอน

          มีนักเรียนคนหนึ่งมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานด้วยความเชื่อว่าจะทำให้เรียนเก่งขึ้น ซึ่งตามปรกตินักเรียนคนนี้เรียนไม่ค่อยเก่ง สอบได้เป็นที่ท้ายๆของชั้นเรียนอยู่เสมอ แต่หลังจากการฝึกวิปัสสนากรรมฐานได้นำเอาหลักการจัดระบบการทำงานของจิตไปใช้ ในการฟังอาจารย์สอนและในการดูหนังสือ ก็ปรากฏว่าผลการเรียนดีขึ้นมาก และดีขึ้นเรื่อยๆจากที่ท้ายๆเป็นที่หนึ่งในสิบในเทอมต่อมา และได้เป็นที่หนึ่งในเวลาต่อมา นักเรียนผู้นี้เล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนฟังอาจารย์สอนไม่ค่อยรู้เรื่อง จำไม่ได้ แต่พอฝึกวิปัสสนาแล้วตั้งใจมากขึ้น ฟังอาจารย์แล้วเข้าใจมากขึ้น จำได้มากขึ้นอย่างน่าแปลก จนทำให้สอบได้คะแนนดีขึ้น เมื่อสอบได้คะแนนดีก็มีกำลังใจ และได้ที่หนึ่งในที่สุด

          จงเชื่อเถิดว่า คนเรานั้นถ้าตั้งใจทำอะไรจริงๆแล้วผลสำเร็จจะต้องบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ที่สำคัญก็คือ ต้องทำให้ถูกวิธีด้วย ถึงจะได้ผลดีตามที่ต้องการ

***************

 


 

                            

******************