Polpage............................................................................เพจรวมความคิดที่สร้างสรรค์ / about me / home ................................................................................................................................................ |
|
|
|
โลกมืด โลกมืด ก็เพราะใจ ไม่ใสสว่า ง ต่างหลงทาง สร้างเวรกรรม ถลำไถล เห็นกงจักร เป็นดอกบัว ไม่กลัวไฟ จึงห่างไกล สันติสุข ทุกข์มาเยือน 20 ส.ค. 45 ผมเคยเขียนข้อเขียนเกี่ยวกับกลอนธรรมะใช้ชื่อว่าโลกสว่าง เป็นกลอนที่เกิดจากประสบการณ์ทางจิต โดยพยายามที่จะมองถึงความรู้สึกของคนเรา (รวมทั้งตัวเอง) ว่าเวลาเกิดทุกข์แล้วจะเป็นอย่างไร และจะทำอย่างไรให้จิตใจผ่องใส เหมือนโลกสว่าง ซึ่งปรากฏว่าคนอ่านแล้วชอบใจกัน เพราะอ่านแล้วทำให้สบายใจและเกิดกำลังใจ อย่างไรก็ดี ผมไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะต้องมาเขียนกลอนอีกเรื่องหนึ่ง ชื่อตรงข้ามกับโลกสว่างที่เคยเขียนมาแล้ว นั่นคือ โลกมืด เพราะวิบากกรรมในอดีตกาลที่ตามมาเล่นงาน จนเกิดความทุกข์ใจ จนต้องระบายออกมาเป็นกลอน อันที่จริงเมื่อมีโลกสว่างแล้วก็ต้องมีโลกมืดเป็นของคู่กัน น่าจะเป็นเรื่องธรรมดา ไม่แปลก แต่ ผมต้องยอมรับว่า คนที่ประสบหรือผ่านสภาพการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งมาแล้วเท่านั้นถึงจะรู้ว่าโลกสว่างหรือโลกมืดนั้นเป็นอย่างไร ความสุขนั้นเป็นอย่างไร ความทุกข์นั้นเป็นอย่างไร ณ วันนี้ ผมรู้แล้วว่าความสุขจากโลกสว่างและความทุกข์จากโลกมืดนั้นเป็นอย่างไร จึงตั้งใจที่จะเขียนกลอนเหล่านี้เป็นการปลอบใจผู้ที่ประสบกับโลกมืดทั้งหลาย หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์และสร้างกำลังใจให้ท่านได้บ้างตามสมควร ด้วยความปรารถนาดี พลเดช วรฉัตร กันยายน 2545 ......................................................................... ทุกข์ที่สุดของมนุษย์คือทุกข์ใจ อันความทุกข์ใดๆ ของมนุษย์ที่ว่าทุกข์ก็ไม่สู้ทุกข์ใจ เพราะมันหนักหนาสาหัส ไม่รู้จะห้ามอย่างไร คงไม่มีใครอยากจะทุกข์ใจ แต่เมื่อเกิดเหตุที่ทำให้ทุกข์แล้ว ความทุกข์นั้นไม่ยอมหยุดยั้งที่จะเข้ามาในจิตใจของเราเลย ไม่มีการรั้งรอ ไม่มีการให้เวลาเราตั้งตัว ไม่รอวันหยุด ราชการหรือรอเวลาที่เราสบายใจถึงค่อยมาเคาะประตูว่าความทุกข์จะเข้ามาแล้วนะจ๊ะ (เหมือนมิสทีนที่มาเคาะประตูบ้าน) เมื่อความทุกข์เกิดขึ้น จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ถูกต้องหรือไม่ก็ตาม ยุติธรรมหรือไม่ก็ตาม จิตใจของเราถูกจู่โจมและยึดครองโดยปัญหานั้นๆ ทันที (เหมือนนาซีบุกยึดฝรั่งเศส) ยึดแล้วไม่ปล่อยให้เราเป็นอิสรภาพเลย ตั้งแต่วินาทีนั้น ความทุกข์จะเกาะกุมใจเราตั้งแต่เช้าจนเที่ยงคืนยันตีสองตีสาม ทำให้เราต้องคิดมาก ฟุ้งซ่าน บางคนนอนไม่หลับเลยทั้งคืน นี่เป็นสภาพทางใจที่มีผลต่อร่างกายทันทีเหมือนกัน สติหายไปหมด สมองมึนชา เกิดอาการเครียดจัดจนปวดหัวขึ้นมาทันที หมดเรี่ยวหมดแรง หัวใจเต้นแรงราวกับได้ดื่มเครื่องดื่มกระทิงแดงมาใหม่ๆ จบลงท้ายด้วยการคิดอะไรไม่ออกจริงๆ ไม่น่าเชื่อเลยว่าร่างกายมนุษย์นั้นมีกลไกที่ซับซ้อนและละเอียดจริงๆ เวลาที่เราทุกข์มากนั้น จิตจะถูกกระทบก่อน จากนั้นร่างกายก็จะเกิดมีอาการเป็นไปตามไปด้วย เหมือนกับมีปุ่มพิเศษหนึ่งที่พอกดปุ่มแล้ว เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ทำให้ระบบร่างกายหยุดทำงานหมดเลย ท่านเคยเป็นไหม ทุกข์ทางใจแม้แข็งแกร่ง เพียงใด ใจก็ท้อ หัวใจฝ่อ เหี่ยวแห้ง แล้งสีสัน แทบหมดแรง ที่มีอยู่ ในทุกวัน ชีวิตพลัน มืดมน อนธกาล
คนที่มีร่างกายแข็งแรงไม่ว่าจะมากเพียงใดก็ตาม ยามเมื่อประสบกับความทุกข์ ใจจะพบว่าทำให้สูญเสียความแข็งแรงที่มีอยู่ได้เหมือนกัน เราคงเคยดูภาพยนตร์บางเรื่องที่พระเอกกล้ามใหญ่ มีกำลังต่อสู้กับผู้ร้ายได้อย่างดุเดือดเลือดพล่านแต่มักจะมีตอนหนึ่งที่พระเอกจะทุกข์ใจจนต้องแอบร้องไห้ราวกับเด็กๆ ก็มีใช่ไหมครับ แล้วเราเองซึ่งเป็นคนธรรมดา มิใช่พระเอกมีหรือจะไปทนได้ เพชรที่แข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่เท่ากับใจที่แข็งยิ่งกว่าและในทางกลับกัน สำลีที่เบาและอ่อนนุ่มที่สุดก็ยังไม่อ่อนเท่ากับใจที่มีความทุกข์ จะอ่อนปวกเปียกยิ่งกว่าสำลีเสียอีก
ยิ่งทุกข์ยิ่งจนปัญญา
จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมพบว่า ยิ่งเราทุกข์ใจมากเท่าใด เรายิ่งคิดหาทางออกไม่เจอ เพราะในสมองมีแต่ภาพของปัญหาและความทุกข์นั้นมาปิดบังปิดกั้น จนมองไม่เห็นทางออก จนบางครั้งอยากจะหนีไปจากโลกนี้ นอกจากนั้น เวลาและนาทีที่ปรกติจะเดินไปเรื่อยๆ แต่เมื่อมีทุกข์กลับดูเหมือนว่าเวลานั้นเดินช้ามาก แต่ละนาที แต่ละวินาทีๆ ทำไม่ช้าจัง แต่ละวันแต่ละคืนกว่าจะผ่านไปได้ มันช่างทรมานจริงๆ ไม่เห็นเหมือนเวลาที่มีความสุขเลย ช่างสั้นนิดเดียว สภาพทุกข์เหมือนต้นไม้ เหี่ยวแห้ง แล้งอาหาร กิ่งใบด้าน กร้านแดด ที่แผดเผา เพราะเลือกลม เลือกรับฝน เลือกร่มเงา เลยอับเฉา เศร้าสร้อย จนหงอยตาย
ผมนึกถึงภาพต้นไม้ที่ตามปรกติจะชูกิ่งกานใบ รับแดดรับลมและฝนก็อยู่กันได้ แต่เมื่อยามเราเกิดความทุกข์ใจ ภาพต้นไม้ในความคิดนั้น กลับเป็นต้นไม้ที่เหี่ยวแห้ง เหลือแต่ก้าน ใบหงิกงอ จะเป็นไปได้ไหมที่ต้นไม้นั้น เลือกมากเกินไป ความจริงต้นไม้เองน่ะไม่เลือกมากหรอก คนต่างหากที่เลือกมาก อาจจะเลือกว่า ดินแบบนี้ไม่ชอบ ท้องฟ้าแบบนี้ก็ไม่ชอบ ลมแบบนี้ฉันไม่ชอบ ฝนฤดูนี้ฉันไม่เอา ร่มเงาแบบนี้ฉันไม่อยากจะอยู่ใต้ นายแบบนี้ฉันไม่ชอบ แฟนคนนี้ฉันไม่เอา ..ก็คงเลือกมากแบบนี้ อนาคตก็คงอับเฉา เศร้าสร้อยและหงอยตายในที่สุด ในจุดนี้ ผมอดนึกถึงคำของพระชยาคโร ที่ว่า จงเป็นคนธรรมดา nobody อย่าเป็นคนสำคัญ somebody ฟังแล้วน่าคิดมาก ถ้าทุกคนพยายามจะเป็นคนสำคัญ สังคมคงจะยุ่งพิลึก เพราะจะเลือกมากแบบต้นไม้ที่ผมนึกวาดภาพในใจดังกล่าว
คนเราทุกข์เพราะอะไรได้บ้างในขณะที่มีความทุกข์นั้น ยากที่จะหาเหตุผลที่ดีไปดับทุกข์ แต่หลังจากผ่านพ้นทุกข์ไปแล้วมักจะมองเห็นช่องทางและเห็นความโง่เขลาของเราเองที่หลงอยู่กับความทุกข์ที่ผ่านมา และอาจจะพูดกับตัวเองด้วยซ้ำไปว่า ไม่รู้ทำไมถึงหลงโง่เขลาได้ถึงขนาดนี้ ในบรรดาทุกข์ทั้งหลายที่มนุษย์มี ส่วนใหญ่จะทุกข์เพราะรัก ใช่หรือไม่ และหลายคนจะเป็นการไปหลงรักคนอื่น ที่เขาไม่รัก ก็เลยต้องอกหักตามระเบียบ ทุกข์เพราะอกหักหลายคนคงประสบมากับตนเอง ผมคงไม่ต้องสาธยายมากนัก ไม่ว่ารักนั้นจะมีเหตุผลหรือไม่มีก็ตาม ลองริรักแล้วไม่มีวันพ้นความทุกข์ ไปได้ แสนอ้างว้าง กลางใจ ไม่หวานนุ่ม ไม่เย็นชุ่ม ชื่นอุรา เหมือนน้ำใส ไม่มีพลัง สร้างสรรค์ สิ่งใดใด อยากจะไป ให้ไกลสุด หลุดพ้นกรรม
สภาพของคนที่มีทุกข์เพราะรักนั้น เมื่อนึกย้อนหลังกลับไปดูแล้วน่าสงสาร น่าเวทนาและน่าตลกสิ้นดี ช่างสรรหากันทุกข์ได้ดีนัก ทุกข์ได้ในทุกเรื่อง แต่ท่านเคยไหมครับ ทุกข์เพราะความรักโดยเฉพาะเมื่อรักเขาข้างเดียวและรู้แล้วว่าไม่มีทางที่จะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น
อยากจะร้อง ไห้น้ำตา เป็นสายเลือด ถูกรักเชือด หัวใจ เป็นผุยผง รักข้างเดียว ยากสมหวัง มีแต่ตรม จะขื่นขม ตรมอุรา น้ำตานอง 30.03.37 สภาพของผู้มีความทุกข์นั้นยากที่ใครจะเข้าใจ ถ้าไม่เกิดกับตัวเอง ผมเองนั้นเคยคิดว่าเรื่องอกหักนั้นไม่เห็นจะร้ายแรงเลย ถ้าเขาไม่รักก็หาใหม่ซิ ไม่เห็นจะต้องไปสนใจคนเก่าเลย แต่คนส่วนใหญ่แม้พอจะเข้าใจ ในเหตุผลนี้ แต่จะหาที่หักห้ามใจมิได้เลยสักราย มิน่าล่ะ คนโบราณถึงเปรียบการมีความทุกข์เหมือนกับการตกนรกทั้งเป็น คนที่เคยอกหักเท่านั้นที่จะรู้ว่ามีความรู้สึกอย่างไร
เหมือนถูกตอก ด้วยลิ่ม ทิ่มแทงอก เหมือนถูกครก บดหัวใจ ให้แหลกเหลว เหมือนร่างกาย ถูกระเบิด เป็นผงเปลว เหมือนตกเหว ลึกล้ำ ระกำทรวง อันความรัก คือความหลง คงจะใช่ เพราะหัวใจ ไม่รับรู้ ในเหตุผล ยามเมื่อรัก ตาจะบอด และมืดมน ความเป็นคน จนถนัด เหมือนสัตว์อำ เวทนา หลอกพาใจ ให้ติดกับ สุขมาทับ สับให้หลง จนถลำ คว้าแต่สุข กลับได้ ทุกข์เป็นประจำ หวังดื่มด่ำ ฉ่ำความสุข ทุกข์ถนัดใจ เมื่อคนเรามีทุกข์ น้ำตาดูจะเป็นเพื่อนที่ดีเสมอ ไม่ใช่เฉพาะผู้หญิงหรือเด็กเท่านั้นที่สามารถจะร้องไห้ได้ง่ายและโดยไม่ต้องอายแต่ผู้ชายทั้งอกสองศอกและสามศอกก็สามารถร้องไห้ได้ทั้งนั้น เพราะต่างก็เป็นมนุษย์ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ผมพบว่าพอร้องไห้แล้ว ทำให้บรรเทาทุกข์ได้เหมือนกันแต่ก็ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น
น้ำตาแห่งความทุกข์พบทุกข์ ร้อยหมื่นล้าน โลกตรม ตรอมเอย ยังรักเธอมั่นคง ไป่เสื่อม อดทนจนใจร้าว สลาย เป็นจุล น้ำตาลูกผู้ชายท่วม เอ่อล้น ปฐพี
จะแก้ไขอย่างไร
สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการมีทุกข์ และอยากจะถ่ายทอดประสบการณ์ให้ทุกท่านที่มีความทุกข์เหมือนกันก็คือเราต้องหัดวิเคราะห์ตัวเองให้มากกว่านี้ ต้องดูตัวเองได้และดูตัวเองให้เป็น กระจกที่เราเคยส่องดูหน้าตาสวยๆ หล่อๆ ของเรานั้น ลองดูกันใหม่ อย่าดูเฉพาะรูปลักษณ์ภายนอก จงดูให้ทะลุกระจกออกไปจนถึงก้นบึ้งของหัวใจ จะได้รู้ว่าเราเข้มแข็งแค่ไหน มีขีดความสามารถรับความทุกข์ได้เพียงใด เมื่อความทุกข์เข้ามาเราจะได้ลองคำนวณดูว่าจะรับมือไหวไหม ถ้ารับไหวก็แล้วไป แต่ถ้ารับไม่ไหวต้องรีบหาทางแก้ไข หาทางออกให้ดีก่อนที่จะเกิดความเสียหาย สิ่งที่อยากแนะนำคือต้องหาคนที่เข้าใจเราให้ได้สักคนหนึ่ง ยามมีทุกข์จะได้เป็นที่ระบายทุกข์
คนเข้าใจ เมื่อเกิดทุกข์ รุกใจ ให้หาเพื่อน คอยตักเตือน เพื่อนรับฟัง ไม่กังขา ระบายทุกข์ จุกในอก ปล่อยออกมา จะรู้ว่า ชีวานี้ มีค่าพลัน
การวิเคราะห์ตัวเองมีหลักที่น่าสนใจที่ใช้กันในการบริหารสากลก็คือ swot วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและข้อจำกัด นำมาใช้กับคนที่ทุกข์ใจเพราะรักได้ ลองดูนะครับ ลองมาดูว่าจุดแข็งของเราอยู่ตรงไหน เราเป็นคนดีไหม หล่อไหม เราเรียนสูงไหม เราฉลาดไหม เรามีดีที่ไหน หากหาได้แล้วนั่นแหละจุดแข็งของเรา เก็บเอาไว้ก่อน ลองมาดูจุดอ่อน เราแย่ตรงไหน เราไม่คอยพูด ไม่ค่อยจะกล้า เราไม่มีอารมณ์ขัน ก็รู้เอาไว้คนเดียว ข้อจำกัดของเราล่ะ เราไม่มีเงินมาก เราไม่มีรถ เราไม่มีพ่อรวย เราไม่มีเวลา เหล่านี้ล้วนเป็นข้อจำกัดทั้งนั้น โอกาสคืออะไร เรามีหน้าที่การงาน มีอนาคตไปได้ไกล เรามีคุณค่าในสังคมไม่น้อย พอคิดมาถึงตรงนี้จะเห็นว่าความทุกข์จากการอกหักหายไปเยอะเลย เพราะเราจะตระหนักว่าคนอื่นก็ไม่ได้ต่างจากเราเลย เราอาจจะดีกว่าบางคนหรือหลายคนด้วยซ้ำไป ก็ แล้วจะไปทุกข์ทำไม หาใหม่ก็ได้ จริงไหม ว่าแล้วทุกข์ก็เลยหนีไปไม่กลับมาอีกเลย
เราต้องสู้ทางชีวิต เป็นเช่นไร ใจกำหนด ทางจะคด หรือจะตรง โล่งแสงสี จะขึ้นเขา หรือลงห้วย ผ่านพงพี ต้องถึงที่ ปลายทาง อย่างแน่นอน
เหมือนเรือน้อย แล่นลอยใน ทะเลกว้าง คนถือหาง เรือวิ่งไป ดังใจหมาย ช่วยกันดู ลู่ทางลม เลาะหินทราย หากไม่ตาย ต้องได้ดี ชีวีเจริญ 16.04.37
สิ่งสำคัญก็คืออย่าเสียกำลังใจ อย่าน้อยใจเพราะไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมาเลย ตรงกันข้ามต้องรู้จักสร้างกำลังใจ ทำโลกมืดให้สว่างให้จงได้
อย่าน้อยใจจงอย่าบอก ว่าน้อยใจ ในวาสนา ที่อุตสาห์ เป็นคนดี ที่หวงแหน จึงละศีล เลิกให้ทาน อยู่แกนแกน ละทิ้งแดน คนดี ที่จากมา เราไม่ทำ ใครจะทำ ให้เราเล่า เจ้าจะต้อง ปกป้องใจ มิให้ถลำ อย่าน้อย ใจ ไม่ทำดี เลือกแต่ดำ ไม่ใฝ่ต่ำ มั่นยืนหยัด ในศีลธรรม อันความหลง ของมนุษย์ สุดถ่ายถอน เปรียบตัวละคร วอนขอเล่น ไม่หน่ายแหนง จะเจ็บปวด อย่างไร ก็ขอแสดง ต่างพลิกแพลง แปลงทุกบท ทุ่มหมดใจ 21.01.37
แม้จะรู้ว่าเกิดเป็นทุกข์ รักเป็นทุกข์แต่ก็ยังเกิด ยังรักกันไม่จบไม่สิ้น สักวันหนึ่ง คงจะถึงเวลาที่ทุกคนได้ถ่ายถอนความยึดมั่นและมองไปทางแดนแห่งความสุข แดนแห่งโลกสว่าง ที่จิตทุกดวงจะสว่างไสวตลอดไป
ณ ดินแดน แห่งนี้ ที่ฉันหมาย เย็นสบาย เขียวชอุ่ม พุ่มพฤกษา สว่างสงบ เหลืองอร่าม ดูงามตา เห็นธารา รินไหล ไม่ไกลทาง คือดินแดน โลกสว่าง ทางสะอาด ธรรมชาติ ผาดผุด บริสุทธิ์ใส ไม่มี กิเลส เศษอารมณ์ ปมในใจ สว่างใส ใจสงบ พบนิพพาน
ก็หวังว่าโลกมืดนี้จะเป็นแนวร่วมกับท่านเวลาท่านเกิดทุกข์ จะได้รู้ว่าเวลาที่ท่านทุกข์นั้น ยังมีอีกหลายคนที่ทุกข์เหมือนกัน และก็จะเป็นอะไรคล้ายๆ กัน ไม่ได้แตกต่างกันเลย ขอให้เข้มแข็ง สู้ไม่ถอย เพื่อที่จะทำให้โลกมืดนี้สว่างไสวให้ได้ในที่สุด
ด้วยความปรารถนาดี พลเดช วรฉัตร
|