|
นักการทูตไทยในแดนธรรม
ตอนสุดท้าย
...........................
ลุมพินี นี่สถาน อุทยานพุทธ
เป็นต้นจุด ถือกำเนิด โอรสา
เป็นหนึ่งเดียว เที่ยวสุดท้าย ปลายมรรคา
คือศาสดา องค์สัมมา สัมพุทโธ
ผลบุญ 13 ธค..50
วัดไทยลุมพินีเป็นวัดไทยในต่างประเทศที่สวยงามมากอีกวัดหนึ่ง
ตั้งอยู่ในพุทธอุทยานลุมพินี ประเทศเนปาล สร้างขึ้น
ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ ๕๐ ปี โดยมีพระราชรัตนรังษีปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาส
ส่วนพุทธอุทยานลุมพินีแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งปีฉลองพุทธชยันตี
๒๕ พุทธศตวรรษ สมัยที่ นายอูถั่นชาวพุทธพม่า
ครั้งดำรงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้เชื้อเชิญชาวพุทธทั่วโลก
ให้รวมใจกันสร้างพุทธานุสรณ์สถาน น้อมเป็นพุทธบูชาองค์พระบรมศาสดา
ผู้ประกาศพุทธธรรม นำสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลกมาแล้ว ๒,๕๐๐ ปี
องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก เป็นแกนประสานงาน กับโครงการพัฒนาลุมพินีสถาน
ของรัฐบาลเนปาล จัดสรรพื้นที่ให้เป็นพุทธอุทยาน
เชื้อเชิญประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนามาดำเนินการก่อสร้างวัด เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ศิลปะ และวัฒนะธรรม ตามแบบสถาปัตยกรรมของชาตินั้น ๆ ในปัจจุบัน มีวัดพุทธจากประเทศต่าง
ๆ มากกว่า ๑๓ แห่งแล้ว
ลุมพินีวัน สังเวชนียสถานแห่งที่ 3
ในช่วงบ่าย คณะภิกษุนวกะได้เดินทางไปสักการะสังเวชนียสถานแห่งที่
3 ณ ลุมพินีวัน ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า
รวมทั้งชมเสาหินพระเจ้าอโศก หินแกะสลักภาพพุทธประวัติตอนประสูติ
และสระโบกขรณี ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นจุดเดียวกับสระโบราณที่พระนางสิริมหามายา
พุทธมารดาสรงน้ำก่อนถวายการประสูติพระราชกุมา
เนื่องจากคณะของเรามีจำนวนมากจึงต้องทะยอยเข้าไปชมเป็นกลุ่ม
เสียดายที่ผมไม่ได้เตรียมทองคำเปลวไปปิดด้วย เห็นพระนวกะบางองค์เตรียมตัวมาดีเหลือเกิน
ได้นำแผ่นทองคำเปลวปิดที่แผ่นหินด้วย ทำให้คิดได้ว่าการไปแสวงบุญที่อินเดียนั้นต้องศึกษาข้อมูลให้ดีและเตรียมตัวพอสมควรก็จะทำให้สามารถทำบุญและสักการะได้อย่างสมบูรณ์แบบและครบถ้วนในทุกจุดเป็นต้นว่า
การเตรียมเงินธนบัตรใบย่อยให้มากพอเพราะทุกสถานที่ไปจะมีโอกาสให้ทำบุญเสมอโดยเฉพาะธนบัตร
10 รูปี 20 และ 50 รูปี นอกจากนั้นก็ต้องเตรียมแผ่นทองคำเปลวจากเมืองไทยไปด้วย เช่นที่ผมเอ่ยถึงเพราะเราสามารถที่จะปิดทองได้แทบทุกที่
ต่อมา คณะภิกษุนวกะได้เดินทางกลับวัดไทยลุมพินี เพื่อสวดมนต์
และทำวัตรเย็นเช่นที่เคยปฏิบัติเป็นกิจวัตรทุกวัน พูดถึงวัดไทยลุมพินี ........มีเรื่องเล่าว่า
บริเวณที่ตั้งของสวนพุทธนี้เป็นป่าใหญ่ที่มีอาณากว้างมาก พอตกกลางคืนก็จะมีหมอกลงและมืดสนิท
และจะได้ยินเสียงหมาไนซึ่งได้รับการบอกเล่าว่ามีเยอะมาก นับพันตัว แม้ในขณะที่นั่งรถบัสแล่นกลับวัดซึ่งยังไม่มืดดีนัก ก็ยังเห็นหมาไนวิ่งตัดหน้ารถไป
ตกดึก จากที่พักในวัด เราจะได้ยินเสียงหมาไนหอนเป็นระยะๆ
พระท่านจึงเตือนว่าตอนกลางคืนอย่าได้ออกไปเดินเพ่นพ่านนอกวัดเป็นอันขาด
เพราะอาจถูกหมาไนจู่โจมได้ ยิ่งเป็นพระบวชใหม่ หมาจะยิ่งชอบเพราะเนื้อหวาน
ทำเอาพระใหม่เสียวกันไปตามๆ กัน
Baby
Buddha
พระอุโบสถวัดไทยลุมพินีแห่งนี้ มีสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่เหมือนที่อื่นในโลกก็ว่าได้
คือมีพระรูปยืนปางพระพุทธเจ้าเมื่อเป็นทารกโดยทรงยืน พระหัตถ์ขวาชูนิ้วชี้ชี้ฟ้า ขณะที่พระหัตถ์ซ้ายชี้นิ้วชี้ลงต่ำ
เรียกกันว่าพระปาง Baby Buddha ความหมายของปางนี้ เท่าที่ได้รับการบอกเล่าก็คือ
การชูนิ้วชี้มือขวาขึ้น คือการบอกว่าพระองค์ประสูติมาเพื่อเป็นศาสาดาหนึ่งเดียวในโลก
และการทำมือซ้ายชี้นิ้วชี้ลงนั้น คือบอกว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของพระองค์ที่จะเวียนว่ายตายเกิด
นับเป็นความหมายที่ลึกซึ้งมาก
ผมจึงได้บูชาพระรูปปางนี้ 4 องค์สำหรับนำไปฝากให้ลูกชายทั้ง 4 คน
ตอนบ่าย คณะพระภิกษุนวกะได้เดินทางออกจากเมืองลุมพินี
ข้ามชายแดนเนปาลกลับเข้าไปในอินเดีย เพื่อไปยังเมืองกุสินาราสังเวชนียสถานตำบลสุดท้าย
โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง คณะพระนวกะถึงวัดไทยกุสินาราในตอนค่ำ และได้จำวัด
ปักกลดปฏิบัติธุดงค์วัตร และเจริญสมาธิภาวนา ปฏิบัติธรรมถวายเป็นพระราชกุศล
กุสินารา
สังเวชนียสถานแห่งที่ 4
กุสินาราเป็นสังเวชนียสถานสุดท้ายสำหรับการแสวงบุญครั้งนี้ ผมและพระพ่อตื่นเช้ามืดตามเคย อากาศที่กุสินาราตอนเช้ามืดเย็นสบาย
มีหมอกลงนิดๆ
หลังจากฉันเช้า คณะพระนวกะ 89 รูปได้เดินทางไปยังวิหารปรินิพพาน
ซึ่งประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ อยู่บนพระแท่น แกะสลักจากหินทรายแดงเนื้อละเอียดหรือที่เรียกว่าจุณศิลา
องค์พระมีขนาดความยาว 20 ฟุต
1 นิ้ว
ที่พระแท่นมีรูปสลักของสุภัททะปริพาชก
กำลังเข้าไปขอบวชและมีรูปพระอนุรุทและพระอานนท์อยู่ด้วย
ส่วนด้านพระเศรียรและปลายพระบาท ส่วนฐานมีลวดลายดินเผาประดับตกแต่งสกุลศิลปะเดียวกันกับพระพุทธรูปนั่นคือสกุลศิลปะคุปตะราวพุทธศตวรรษที่
9-12
ผมยืนชมพระพุทธรูปด้วยจิตใจที่สงบ เป็นพระพุทธรูปที่สวยงามตรึงตาตรึงใจ
ด้วยปางที่ทำให้ชาวพุทธสะเทือนใจและโศกายิ่งนัก
พวกเราได้ยืนล้อมรอบองค์พระและได้ทำพิธีคลุมผ้าและสวดบังสกุล
เป็นที่ประทับใจมาก หลังจากเสร็จพิธีแล้ว โอกาสต่อจากนั้น ใครใคร่ปิดทองก็ปิด
ใครใคร่สัมผัสองค์พระก็ได้สัมผัสเป็นกรณีพิเศษ โดยเฉพาะการเอาศรีษะไปสัมผัสกับเบื้องพระบาทเพื่อความเป็นศิริมงคล
หลังจากนั้น ได้ไปนะมัสการมหาปรินิพพานสถูป ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังของวิหารปรินิพพาน
ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพานของพระพุทธเจ้า
ลักษณะของสถูปเป็นทรงกระบอก ถึงแม้ว่าจะได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่แต่ก็ยังคงรักษารูปแบบสกุลศิลปะคุปตะ
ส่วนซากสถูปรอบบริเวณวิหารและสถูปปรินิพพานนั้นบางองค์อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มาก
อายุการสร้างอยุ่ในพุทธศตวรรษที่ 9-12 เช่นกัน
วันนี้พระนวกะได้มีโอกาสเดินรับบิณฑบาตจากญาติโยมไปติดตามคณะ
และเป็นวันสุดท้ายที่ได้ฉันในบาตรใต้ต้นไม้
ผมฉายาพระเตชะพละโพธิและพระพ่อฉายาพระวรโพธินำบาตรที่มีอาหารมานั่งฉันใต้ต้นไม้หน้าอาคารที่พัก
2 รูป เป็นบรรยากาศที่ไม่รู้ลืมจริงๆ ท่ามกลางความสงบเงียบของวัดไทยกุสินารา
เราต่างมีสมาธิฉันอาหารในบาตรอย่างช้าๆ
ผมนั้นนึกถึงสมัยพุทธกาลที่พระสงฆ์ต่างดำรงชีพด้วยการบิณฑบาตอาหารจากชาวบ้าน
เขาถวายอะไรก็ต้องฉันง่ายอยู่ง่าย เป็นอาหารที่มีรสชาดอร่อยที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่ง
ในช่วงบ่าย คณะได้เดินทางไปสักการะมกุฎพันธนเจดีย์
ซึ่งเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของตัวเมืองกุสินาราโดยปัจจุบันเหลือเพียงซากเจดีย์ทรงกลมขนาดใหญ่ ลักษณะรูปแบบอย่างสถูปสัญจิในสกุลศิลปะอโศกใต้ซึ่งอยุ่ในพุทธศตวรรษที่
3-6 เนื่องจากเป็นเวลาใกล้ค่ำแล้ว คณะพระนวกะได้เวียนเทียนบูชามกุฎพันธนเจดีย์ด้วย
การเวียนเทียน ณ ที่มกุฎพันธนเจดีย์นี้เป็นที่ประทับใจมากเพราะเป็นการระลึกถึงการดับขันธ์ของพระพุทธองค์
พระราชรัตนรังษีบอกว่า ณ จุดนี้ ใครใคร่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ก็ให้เอาสิ่งที่ไม่ดีมาเผาทิ้งไปซะ
และรับแต่สิ่งใหม่ๆ ดีๆ เข้ามาในชีวิตต่อไป ผมตั้งใจถวายเป็นพุทธบูชาในวาระนี้มาก
เป็นบรรยากาศที่ดูศักดิสิทธิ์ ท่ามกลางความมืดที่ปกคลุม
พระนวกะและพระรวมร้อยกว่ารูปยืนเรียงกันอธิษฐานจิต ณ มกุฎพันธนเจดีย์
ท่ามกลางแสงเทียน ควันธูปและจิตที่ตั้งมั่นของแต่ละองค์
วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ที่พักแห่งสุดท้ายของพระนวกะนั้น เป็นวัดไทยที่สวยงามมาก
สวยงามด้วยพระอุโบสถ ที่ออกแบบให้ตั้งอยู่สูงเด่นเป็นสง่า สวยงามด้วยพระมหาเจดีย์ธาตุ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
พระราชทานนามว่า พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา สวยงามด้วยอาคารที่พักในวัด ซึ่งมีสภาพราวกับโรงแรมชั้นดี
และสวยงามด้วยจิตที่เป็นกุศล โดยมีคลินิคบุญของวัดตั้งอยู่ตรงข้ามกับวัด เป็นสถานพยาบาลของวัดไทยให้บริการแก่คนยากคนจนในเมืองกุสินาราและบริเวณใกล้เคียง
โดยคิดค่าบริการถูกมาก (คนละ 3 รูปี) และในวันพระไม่คิดค่าบริการเลย
*เรื่องคลินิคบุญนี้ต่อมาผมได้มีโอกาสทำโครงการส่งอาสาสมัคร(คุณหมอบุญรุ่ง
ตันติราพันธ์) ไปเช่วยงานคลินิคที่กุสินาราโดยการจัดทำหนังสือหนึ่งคนวาดหนึ่งคนแต่ง
ร่วมกับคุณหมอบุญรุ่ง
ซึ่งปรากฏผลสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เป็นการเชื่อมใต สายใยบุญ
ตอบแทนคุณสองแผ่นดิน
http://gotoknow.org/blog/kusinara/154546
วันลาสิกขา
วันที่ 5 พฤศจิกายน 2550 วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ต้องสึกจากความเป็นพระ
สิบวันที่ผ่านมากล่าวได้ว่า เป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุด เป็นบุญใหญ่ที่สุดแต่ก็หนักที่สุดและเหนื่อยที่สุดในชีวิตของผมทีเดียว
เป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่และผมได้อยู่ร่วมกันทำบุญมากที่สุดในชีวิต
ผมยืนมองดูตัวเองในกระจกในห้องพักเป็นครั้งสุดท้าย เป็นวันสุดท้ายแล้วหนอ
ที่จะได้ห่มผ้าเหลือง ชักเริ่มชินกับการมีศรีษะโล้นเตียน ไม่ต้องคำนึงถึงทรงผมว่าจะดูดีไหม
เอามือลูบศรีษะครั้งใดก็รู้สึกถึงความโล่งสบาย เสื้อผ้าที่ห่มร่างกาย นับจากวันพรุ่งนี้นี้เป็นต้นไป
ก็จะต้องเปลี่ยนสีไปทุกวันและหลากสีสัน สู้ผ้าสามผืนไม่ได้เลย ผมคิดในใจ
แต่จะทำอย่างไรได้ ผมยังมีภาระทางโลก มีตำแหน่งทางราชการ มีครอบครัวให้ดูแล
มีภรรยาและลูกเล็กๆ ให้ดูแลถึง 5 คน ต้องทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุดให้สมกับที่ทุกคนไว้ใจและอนุโมทนาให้ผมมาบวชในครั้งนี้
เช้าวันนั้น คณะพระภิกษุนวกะมาพร้อมกันที่พลับพลารับเสด็จภายในวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์
เพื่อเข้าร่วมในพิธีปิดโครงการฯ ในช่วงก่อนเข้าพิธีการก็มีการให้พระนวกะแต่ละท่านได้ออกมาแนะนำตัวเองให้เพื่อนนวกะได้รู้จัก
หลังจากที่ได้ร่วมกิจกรรมต่างๆ มาด้วยกันตลอด 10 วัน
ต้องบอกว่าเป็นรุ่นพระนวกะที่มีคนที่มีชื่อเสียงในสังคมมาบวชร่วมกันมากที่สุดครั้งหนึ่ง ไม่ว่าท่านวาสนา เพิ่มลาภ ท่านมงคล สิมะโรจน์
ท่านศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ หรือท่านวิกรม คุ้มไพโรจน์ เป็นต้น
ต่อมา คณะพระภิกษุนวกะได้ร่วมบันทึกภาพหมู่ไว้เป็นอนุสรณ์
ก่อนที่จะประกอบพิธีลาสิกขาบท ณ พระอุโบสถวัดไทยกุสินารา หลังจาดนั้นช่วงเพล
ทิดใหม่ได้ทำบุญตักบาตรพระอาจารย์ เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี และสิ้นสุดโครงการฯ
ณ บ่ายวันนั้น หลังจากสึกแล้ว พระนวกะทั้ง 89 รูปก็กลายสภาพเป็นทิดกันถ้วนหน้า
ทิดใหม่ในชุดเสื้อสีขาวกางเกงขาวได้ทานอาหารกลางวันร่วมกัน ในตอนบ่าย ทิดทั้งหลายจึงได้ใช้เวลาว่างบำเพ็ญประโยชน์ตามความเหมาะสม
บางคนกวาดลานวัดบ้าง เก็บเศษใบไม้บ้าง
ทุกคนทำด้วยความเต็มใจ อิ่มบุญและเก็บเกี่ยวบุญกันจนถึงนาทีสุดท้าย
หลังจากทำวัตรเย็นในอุโบสถเช่นทุกวัน
ทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย ผมใช้เวลาว่างนั่งดูบรรยากาศในวัดอย่างเงียบๆ
คนเดียว หลังจากพ้นคืนนี้ไปแล้ว ในวันรุ่งขึ้น ทุกคนก็จะจากวัดไทยกุสินาราแห่งนี้ เพื่อแยกย้ายกันกลับประเทศไทยหรือกลับไปตามทางของตน
ทิ้งไว้แต่ความทรงจำดีๆ ในช่วง 10 วันที่ผ่านมา
ขอผลบุญที่ผมและพระพ่อได้ทำมาด้วยดีแล้ว
จากการอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาในครั้งนี้
จงดลบันดาลให้ผู้อ่านทุกท่านมีแต่ความสุขความเจริญ คิดหวังสิ่งใดในทางที่ชอบ
จบสมหวัง
และขอให้เจริญทั้งทางโลกและทางธรรมและบรรลุมรรคผลนิพพานในอนาคตกาลโดยเร็วเทอญ
*************************************
back
|