PolPage
|
|
เพจรวมข้อเขียน......เพื่อความคิดที่สร้างสรรค์ .........About Me......Home |
|
คิดนอกกรอบ
การได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์นาน 3 ปี ทำให้ได้ซึมซับความคิดของคนสวิสหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งที่ได้มาคือ คนสวิสเป็นคนที่ชอบเรียนรู้อยู่เสมอ โดยเฉพาะการเรียนรู้นอกระบบ ที่ชัดเจนก็คือ การเรียนรู้เรื่องพิพิธภัณฑ์ ไม่น่าเชื่อเลยว่า ประเทศเล็กๆ บนเทือกเขาแห่งนี้จะมีพิพิธภัณฑ์มากมายเพียงนี้ ถ้าจำไม่ผิด สวิสมีพิพิธภัณฑ์มากกว่า 3000 แห่งทั่วประเทศ และมีสถิติด้วยว่า ในปีหนึ่งๆ โดยเฉลี่ย คนสวิสทุกคนจะไปพิพิธภัณฑ์อย่างน้อย 3 ครั้ง หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมสวิสมีพิพิธภัณฑ์มากถึงเพียงนี้ จากประสบการณ์ของผม พิพิธภัณฑ์ดังกล่าวมิใช่เป็นพิพิธภัณฑ์ดังเช่นที่เราเข้าใจในประเทศไทย เวลาเราพูดถึงคำว่าพิพิธภัณฑ์ เราจะนึกถึงภาพอาคารที่ใหญ่โต โอ่โถงกว้างขวาง ข้างในมีวัตถุล้ำค่า หายาก ตั้งอยู่มากมาย เป็นสถานที่ที่สำคัญ สำคัญจนหลายคนไม่กล้าเข้า... เข้าใจกันแบบนี้ก็ไม่ผิด พิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่มีชื่อเสียงก็มักจะเป็นเช่นนั้น แต่ในสวิส นอกจากจะมีพิพิธภัณฑ์ลักษณะดังกล่าวอยู่แล้ว ก็ยังมีพิพิธภัณฑ์อีกแบบหนึ่งคือ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหรือพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากแทบจะทุกหมู่บ้าน ผมใช้ชีวิตอยู่ในเจนีวา งานอดิเรกอย่างหนึ่งที่ชอบมาก และมีความสุขก็คือ การได้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ตามเมืองต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมายหลายประเภท เรียกว่า ยกหัวข้อใดที่เกี่ยวกับมนุษย์ ก็มีพิพิธภัณฑ์รองรับหมด เช่น พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ศิลปะ ประวัติศาสตร์ ซึ่งดูไม่แปลก แต่พิพิธภัณฑ์เครื่องใช้ในบ้าน พิพิธภัณฑ์ช็อกโกแล็ต พิพิธภัณฑ์กล้องถ่ายภาพ พิพิธภัณฑ์ตุ๊กตา พิพิธภัณฑ์ผ้าลูกไม้ พิพิธภัณฑ์อาหาร พิพิธภัณฑ์เครื่องไขลาน พิพิธภัณฑ์ของเล่น พิพิธภัณฑ์การ์ตูน ฯลฯ ยกมาเอ่ยไม่หมด พิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของมนุษย์ ที่สวิสมีให้ดูทั้งหมด ดังที่เรียนแล้วว่า ผมชอบไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ในวันหยุด ซึ่งมีมากมายหลายแห่ง ในระยะแรกๆ ที่ไปเห็นอาคารพิพิธภัณฑ์ รู้สึกแปลกใจ และค่อนข้างจะผิดหวังด้วยซ้ำไป ว่านี่หรือพิพิธภัณฑ์ ทำไมมีขนาดเล็กจัง เป็นอาคารแสนจะธรรมดา เหมือนตึกแถวบ้านเราที่เมืองไทย พิพิธภัณฑ์บางแห่งก็เป็นบ้าน ก็บ้านธรรมดานี่แหละ บ้านสองชั้นที่มีคนอาศัยอยู่ นอกจากนั้นสิ่งของที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ก็มีไม่มากนัก ความจริงก็มีพอสมควรแต่ไม่มากเหมือนที่คิดว่าน่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ได้ การดูแลของพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ก็ยิ่งน่าทึ่งเพราะใช้คนในครอบครัวดูแลกันเองโดยมีการเก็บค่าบำรุงที่ถูกมากแต่ก็พอเลี้ยงตัวได้ ในช่วงแรกที่ผมไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ รู้สึกผิดหวังจริงๆ แต่พอไปดูหลายแห่งเข้า เริ่มคุ้นเคย ไปดูบ่อยๆ กลับพบว่าเป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆ นี้มีคุณค่าและมีเสน่ห์ดี ดีไม่แพ้พิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆเลย เป็นสถานที่ที่นำเสนอความรู้อย่างเป็นระบบ และอย่างเป็นธรรมชาติทำให้ผู้ไปดูซึมซับความรู้เฉพาะด้านที่ถ่ายทอดออกมาอย่างบริสุทธิ์ใจและในระดับพื้นบ้านซึ่งก็รวมทั้งวิถีชีวิตของคนในชุมชนนั้นด้วย ต้องนับว่าเป็นความชาญฉลาดของคนสวิสที่รู้จักใช้พิพิธภัณฑ์แบบนี้ในการสอนคนในประเทศให้รักการเรียนรู้ รักการอนุรักษ์สืบต่อความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในแบบที่เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะเยาวชน พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านนี้ได้สร้างให้เด็กๆรักการเรียนรู้นอกระบบ ตามพิพิธภัณฑ์ทุกแห่งที่ผมได้ไปเยี่ยมชม จะได้เห็นเด็กๆและเยาวชนชาวสวิสนิยมไปพิพิธภัณฑ์กันมาก ไปกันทั้งครอบครัว พอถึงวันหยุดก็จะพากันไปชมพิพิธภัณฑ์กันหมดทั้งพ่อแม่ ปู่ย่าตายายและลูกๆหลานๆ เป็นภาพที่น่าชื่นชมมาก ลองนึกภาพดูว่าถ้าเด็กไทยทุกคนพากันไปพิพิธภัณฑ์กันในวันหยุดแทนที่จะไปเดินเล่นหรือเล่นเกมกดตามห้างสรรพสินค้า เขาจะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตมากเพียงใดและจะทำให้เด็กเหล่านี้เป็นทรัพยากรที่มีค่าและสำคัญของประเทศชาติได้อย่างดี ทำไมถึงคิดถึง”พิพิธภัณฑ์ในกรม” (การกงสุล) 1.กรมการกงสุลเป็นสถานที่ราชการที่มีงานสำคัญคือให้บริการประชาชน
ก็คือเปิดให้ประชาชนเข้ามารับบริการ
ซึ่งในแต่ละวันมีคนมาประมาณ
2 พันคนโดยเฉลี่ยและเป็นล้านๆ คนทั้งปี 2.นอกเหนือจากงานบริการตามหน้าที่แล้ว กรมการกงสุลมีข้อมูลงานกงสุล ที่จะต้องเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างกว้างขวาง 3.ประชาชนที่มาใช้บริการที่กรมการกงสุลจะต้องใช้เวลาอยู่ที่กรมนานพอสมควร
ขึ้นอยู่กับประเภทของเรื่องที่มาติดต่อ ตั้งแต่ 1 ชม.ครึ่งวันจนถึงค่อนวัน นานพอที่จะรับความรู้ที่เสนอให้ได้ 4. เป็นการนำเสนอการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบใหม่ ทำไมต้องพิพิธภัณฑ์ คำว่าพิพิธภัณฑ์อาจฟังดูสูงเกินไป ถ้าเราคิดถึงพิพิธภัณฑ์ในรูปแบบเก่า แต่หากนำรูปแบบพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านของสวิสมาใช้ คือที่ที่นำเสนอความรู้ให้คนได้รับทราบ กรมการกงสุลก็น่าจะเป็นสถานที่ที่นำเสนอความรู้ให้กับประชาชนที่มาใช้บริการได้ เพื่อสร้างความแปลกใหม่ในการนำเสนอข้อมูลประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานราชการ เพื่อสร้างความหลากหลายของพิพิธภัณฑ์ให้ปรากฏ เพื่อสร้างภาพพจน์ที่ดีของกรมการกงสุลที่มุ่งบริการประชาชนในด้านการเรียนรู้ด้วย ณ เวลาที่เขียนนี้ ผมยังไม่ทราบว่าความคิดนี้จะเป็นไปได้หรือประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่เมื่อเป็นการคิดนอกกรอบแล้ว ไม่ว่านานเพียงใด ก็มีคุณค่ากับผมเสมอ พอล เลอมัง มีนาคม 2549 |
จัดทำโดยพลเดช วรฉัตร Webpages by Poldej Worachat
Copyright © 2005 All rights reserved.