|
รถรางไฟฟ้าบางกอก
นับย้อนไปร้อยกว่าปีที่ผ่านมา เมืองไทยหรือสยามของเราเคยมีรถรางวิ่งในบางกอกมาแล้ว ชาวสยามรุ่นคุณปู่คุณย่าคุณทวด คงจะจำได้ โดยเฉพาะบริเวณสนามหลวง ท่าพระจันทร์ จะมีรถรางไฟฟ้าวิ่งผ่านไปมา เวลาวิ่งผ่านหน้าวัดพระแก้วคนขับจะสั่นกระดิ่งดังเก๊งๆ ๆ ให้คนที่เดินไปเดินมาหลีกทาง...เป็นความทรงจำที่น่าประทับใจจริงๆ รถรางในยุคนั้นทำให้สยามเป็นที่เลื่องลือในความเจริญก้าวหน้า และจัดเป็นประเทศหนึ่งในเอเซียที่มีความเจริญก้าวหน้าและความโด่ดเด่นมาก ประวัติความเป็นมาของรถรางในสยามนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าจะมีการค้นคว้า เพื่อให้คน รุ่นหลังได้รับทราบ ในฐานะที่ผู้เขียนได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในดินแดนที่เป็นต้นตำรับรถรางในยุโรป และมีความเกี่ยวดองกับกิจการรถรางของไทย จึงขอนำข้อมูลส่วนหนึ่งของประวัติรถรางไทยที่ได้รับจากผู้รู้ในเบลเยี่ยมท่านหนึ่งมาเสนอ ประกอบกับรถรางเบลเยี่ยมยังคงเป็นสิ่งคู่บ้านคู่เมืองของชาวเบลเยี่ยม การระลึกถึงกิจการรถรางไทยจึงให้สีสันและจินตนาการที่เป็นรูปธรรมดียิ่ง
รถรางที่วิ่งกันในบางกอกในสมัยดังกล่าวนั้น ตามประวัติรถรางไทยจากหนังสือ The modern tram way เล่มที่ 18 ฉบับที่
212 ปี ค.ศ. 1955 ได้ระบุว่าสยามมีรถรางไฟฟ้าวิ่งอยู่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1893 ซึ่งนับว่าเป็นประเทศแรกในเอเซียที่มีรถรางไฟฟ้า กิจการรถรางได้ดำเนินกิจการมาจนถึงปี ค.ศ. 1968 ก่อนที่จะถูกยกเลิกไป รวมเวลา 75 ปีทีเดียว
ในช่วงปี 1912 กิจการรถรางในสยามอยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท Siam Electricity and
Cy บริษัทของเบลเยี่ยม ซึ่งได้รับสัมปทานจากรัฐบาลและดำเนินกิจการด้านไฟฟ้าด้วย กิจการของบริษัทเบลเยี่ยมดังกล่าวเจริญรุ่งเรืองและทำกำไรอย่างงดงาม ว่ากันว่าในบรรดาบริษัทเบลเยี่ยมในเครือที่อยู่ในประเทศต่างๆ บริษัทในสยามมีผลประกอบกิจการที่กำไรมากที่สุด อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปี 1930 เป็นต้นมา โดยเฉพาะหลังรัฐประหาร ปี 1932 กิจการรถรางและไฟฟ้าเบลเยี่ยมก็ถูกกระแสชาตินิยมและการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะจากกิจการรถเมล์ ยังผลให้กิจการรถรางไฟฟ้าต้องสิ้นสุดลงในปี 1942 ซึ่งเป็นช่วงญี่ปุ่นยึดครอง ทั้งที่ระยะเวลาสัมปทานยังมีอยู่ถึง ปี 1949 กิจการรถรางไทยมาสิ้นสุดเมื่อปี 1968 โดยมีกิจการรถเมล์แทนที่
เบลเยี่ยมซึ่งเป็นประเทศผู้นำอุตสาหกรรมรถรางของยุโรปมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและพัฒนาเจริญก้าวหน้ามากที่สุดประเทศหนึ่งในถึงปัจจุบัน รถรางไฟฟ้านับเป็นระบบขนส่งมวลชนที่สำคัญของประเทศ ทำให้การคมนาคมของคนในเมืองต่างๆ สะดวกรวดเร็วและไม่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม
รถรางในเบลเยี่ยมซึ่งถือว่าเป็นต้นฉบับรถรางในไทยนั้น หากใครได้ไปใช้บริการแล้ว ก็จะรู้ว่ามีคุณภาพและประสิทธิภาพที่เป็นหนึ่ง ไม่รองใครในยุโรปและหากจะกล่าวเป็นหนึ่งในโลกก็คงไม่ผิด เพราะบรรดาระบบรถรางไฟฟ้าในประเทศต่างๆ ในโลกในอดีต เช่น ในจีน
อียิปต์ รัสเซียและในยุโรปหลายประเทศ ก็ล้วนเป็นฝีมือของช่างชาวเบลเยี่ยมที่ไปสร้างให้ทั้งนั้น
รถรางในเบลเยี่ยมมีอายุกว่าร้อยปีแล้ว
เป็นต้นกำเนิดของระบบการขนส่งมวลชนในยุโรปก็ว่าได้ เริ่มดำเนินกิจการในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1
โดยการสนับสนุนของกษัตริย์ Leopold
ที่ 2 และได้มีการพัฒนามาโดยตลอดทั้งรูปแบบและเทคโนโลยี จากตู้รถ 4 ล้อตัวตู้ทำด้วยไม้ มีรูปทรงเก่าๆ ลากด้วยม้าหนึ่งตัวหรือสองตัววิ่งช้าๆ รับส่งผู้โดยสารระยะใกล้ๆ จนมาถึงรถตู้เหล็กที่ใช้ไอน้ำ วิ่งบนรางและพัฒนาจนเป็นรถรางที่ใช้เครื่องจักรไฟฟ้าในปัจจุบัน
รถรางไฟฟ้าในเบลเยี่ยมมีรูปทรงทันสมัย มีพลังขับเครื่องยนต์มหาศาล วิ่งได้เร็วเท่ากับรถยนต์ก็มี และวิ่งบนรางได้ทั้งบนดินและใต้ดิน เช่นเดียวกับรถไฟใต้ดิน
กิจการรถรางไฟฟ้าเบลเยี่ยมถือได้ว่าพัฒนาควบคู่มากับการพัฒนาอุตสาหกรรมไฟฟ้า ซึ่งถือว่าเป็นยุคปฎิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป การใช้ไฟฟ้าสำหรับรถรางเพราะเป็นพลังงานที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศเหมือนกับควันจากท่อไอเสียรถยนต์ จึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในเบลเยี่ยม ตามเมืองใหญ่ๆ เช่นบรัสเซลส์เมืองหลวง เมืองท่าที่มีชื่อเสียงเอนเทอเวิร์ป เมืองเกนส์ และเมืองบรูซส์จะมีรถรางเป็นระบบขนส่งมวลชนหลักของเมืองแทบทั้งนั้น สำหรับในบรัสเซลส์ซึ่งเป็นเมืองหลวงนั้น ในปัจจุบันมีรถรางวิ่งร้อยกว่าสาย ทั้งที่วิ่งบนดินและใต้ดินผ่านเมืองและชานเมือง
อัตราค่าโดยสารรถรางมีหลายราคา หลายประเภท เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้โดยสารมากที่สุด
คือประเภทใช้ขึ้นครั้งเดียว ราคา 50 แฟรงก์
( 1 แฟรงก์ เท่ากับ 1 บาท) ประเภทใช้ขึ้น 5 ครั้ง ราคา 230 แฟรงก์ ประเภทใช้ขึ้น 10 ครั้ง ราคา 320 แฟรงก์ และประเภทใช้ได้ตลอดทั้งวัน ราคา 125 แฟรงก์ ประเภทตั๋วเดือนราคาเดือนละ 1300 แฟรงก์ นอกจากนั้นมีประเภทตั๋วปี ราคา 9500 แฟรงก์
จะเห็นว่า การแบ่งประเภทค่าโดยสารได้มีการคำณวนอย่างเป็นระบบเพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ
สิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าเข้าท่าดีเกี่ยวกับค่าโดยสารรถรางในเบลเยี่ยมก็คือ หากท่านซื้อตั๋วโดยสารรถราง ท่านสามารถจะใช้ตั๋วนั้นได้กับระบบสื่อสารมวลชนทั้งระบบได้หมด คือรถราง รถเมล์ และรถไฟฟ้าใต้ดิน และนอกจากนั้น หากท่านซื้อตั๋วแล้วเดินทางไป-กลับภายใน 1 ชม. ท่านสามารถนั่งทั้งรถเมล์ รถรางและรถไฟใต้ดินไป-กลับมากี่ครั้งก็ได้ โดยใช้ตั๋วใบเดิมเพียงใบเดียว
เกี่ยวกับเรื่องระยะเวลาตั๋ว 1 ช.ม. ที่ใช้เดินทางได้กี่ครั้งก็ได้นั้น มีเรื่องเล่าว่า มีนายพลเรือชาวไทยผู้หนึ่งมาเที่ยวบรัสเซลส์พร้อมภรรยาและได้ทดลองขึ้นรถรางไปเที่ยว 2 คนโดยซื้อตั๋วแบบ 1 ใบใช้ได้ 10 ครั้ง เมื่อขึ้นรถรางแล้วก็ตอกตั๋วในเครื่องตอกตั๋ว 2 ครั้ง พอขากลับ ด้วยความไม่รู้ก็ได้ใช้ตั๋วเดิมตอกที่เครื่องเช่นเดิม ปรากฎว่า เครื่องไม่รับตอกเพราะยังอยู่ในเวลา 1 ชม. นายพลเรือผู้นี้พยายามตอกหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จก็เลยรู้ว่า หากยังไม่ถึง 1 ชม. ก็ไม่ต้องตอกใหม่ แต่ก็สงสัยต่อไปว่า ในช่วง 1 ชม นี้ หากพาเพื่อนขึ้นรถรางเพิ่มอีก 2 คนเป็น 4 คนโดยจะใช้ตั๋วใบเดิมตอกจะได้หรือไม่อย่างไร
เนื่องจากตอกแล้วเครื่องไม่รับ ทั้งที่ตั๋วยังมีจำนวนครั้งเหลืออยู่ 8 ครั้งพอสำหรับเพื่อนๆ ที่เพิ่มขึ้นมา ตรงนี้จึงเกิดปัญหาที่น่าสงสัยสำหรับพวกเราซึ่งเป็นคนต่างชาติที่ไม่คุ้นเคยกับระบบของรถรางเบลเยี่ยม โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าหากมีนายตรวจขึ้นมาตรวจตั๋ว จะทำอย่างไรกับเพื่อนอีก 2 คนที่เพิ่มขึ้นมา เพราะก็ไม่ได้คิดโกงแต่ตอกตั๋วแล้วแต่เครื่องตอกไม่รับ มิต้องโดนปรับหรอกหรือ
ผู้เขียนยอมรับว่าไม่เคยคิดถึงประเด็นนี้ จึงไปทดลองใช้ตั๋วรถรางดังกล่าวเพื่อจะพิสูจน์ว่าหากเกิดเหตการณ์เช่นนี้จะทำอย่างไร ก็ปรากฎว่าเป็นเช่นที่นายพลไทยตั้งข้อสงสัยจริงๆ ปัญหาที่คิดกันว่าหากเราตอกตั๋วแล้วเครื่องไม่ยอมรับ จะทำอย่างไรหากเกิดมีนายตรวจขึ้นมาตรวจ จะไม่เป็นความผิดหรือ ทั้งนี้สำหรับ 2 คนที่ตอกตั๋วแล้วและเวลาเดินทางยังไม่ครบ 1 ชั่วโมงก็ยังอธิบายได้ แต่ 2 คนที่เพิ่มขึ้นมา โดยจะใช้ตั๋วใบเดียวกัน และยังเหลือที่สำหรับตอกได้อีกถึง 8 ครั้ง แต่ตอกแล้วเครื่องไม่ยอมรับ จะทำอย่างไรนั้น คำตอบที่คิดได้ก็คือสำหรับสองคนที่ขึ้นใหม่คงจะต้องซื้อตั๋วใบใหม่......................
ก็เป็นระบบที่ซับซ้อนและรัดกุมดี
เกี่ยวกับเรื่องรถรางในบรัสเซลส์ มีเกร็ดเล่าให้ฟังอีกนิดหนึ่งว่า คนต่างชาติที่อาศัยในบรัสเซลส์นั้นนับว่ามีมากหลายชาติหลายภาษา โดยเฉพาะคนฟิลิปปินส์ ซึ่งมีจำนวนหลายหมื่นคน กล่าวกันว่าด้วยความที่มีคนฟิลิปปินส์มากนี้เอง ได้มีการกล่าวเปรียบเทียบเป็นคำพูดว่า หากท่านนั่งรถรางในบรัสเซลส์ไม่ว่าคันใดก็ตาม ท่านจะต้องเห็นคนฟิลิปปินส์อยู่ในรถรางนั้นอย่างน้อย 1 คนเสมอไป........อะไรจะขนาดนั้น ซึ่งเท่าที่เคยใช้บริการรถรางบรัสเซลส์มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก็ดูเหมือนจะเป็นจริงดังคำกล่าวว่าเสียด้วย
รถรางไฟฟ้าบางกอก... อดีตที่น่าเสียดาย
ดังที่ได้กล่าวในตอนต้นแล้วว่า รถรางไฟฟ้าเบลเยี่ยมนั้นเป็นหนึ่งในโลก เนื่องจากรถรางไฟฟ้าในหลายประเทศที่เกิดขึ้นได้ในอดีตก็มาจากฝีมือช่างชาวเบลเยี่ยมนี่เอง รวมทั้งรถรางไฟฟ้าในบางกอก จากข้อมูลในหนังสือ The modern tram way เล่มที่ 18 ฉบับที่
212 เดือนสิงหาคม ค.ศ.1955
ตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาซึ่งผู้เขียนได้รับสำเนาจากเจ้าหน้าที่การรถรางแห่งเบลเยี่ยมผู้หนึ่ง ท่านผู้นี้สะสมหนังสือเก่าเกี่ยวกับรถรางและได้กรุณาอนุเคราะห์สำเนาให้ผู้เขียนสนองความอยากรู้อยากเห็น หนังสือดังกล่าวลงเรื่องราวเกี่ยวกับรถรางสมัยเก่าและสมัยใหม่ในสยาม ซึ่งมีประวัติที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ดังจะขอนำมาถ่ายทอดเพื่อการค้นคว้าข้อมูลในประวัติศาสตร์และทักท้วงกันในความถูกต้องต่อไป ดังนี้
................บางกอกเมืองหลวงของสยาม มีระบบรถรางซึ่งได้เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1893 ซึ่งถือว่าเป็นรถรางไฟฟ้าแห่งแรกในเอเซีย จากดั้งเดิมที่เคยใช้ม้าและลาลากตู้รถ ก็ถูกแทนที่โดยรถตู้ทำด้วยไม้ระบบพลังงานไฟฟ้าขนาดกำลังยี่สิบแรงม้า ระบบไฟฟ้าที่ใช้สำหรบรถรางนี้เป็นระบบที่ดำเนินการโดยบริษัท Short Electric
Railway Company เมือง Cleveland ประเทศสหรัฐอเมริกา
บางกอกซึ่งในขณะนั้นมีพลเมืองประมาณเก้าแสนคน มีรถรางถึง 7 สายด้วยกัน โดยวิ่งไปยังจุดต่างดังนี้
1.บางคอแหลม
2.สามเสน
3.ดุสิต
4.บางซื่อ
5.หัวลำโพง
6.สีลม
7.ปทุมวัน
รถรางทุกสายเป็นแบบรางเดี่ยว โดยมีทางหลีกในระยะช่วง 1/4 ไมล์ รางมีขนาดกว้าง 1 เมตร และรางรถส่วนมากฝังอยู่ในพื้นถนนลาดยาง มีบางช่วงเท่านั้นที่ฝังอยู่บนถนนคอนกรีต และได้มีการให้สิทธิให้รถรางที่วิ่งทางขวาไปก่อน ในขณะนั้นมีตู้รถรางทั้งหมดรวม 54 โบกี้ รถตู้ที่เป็นมอเตอร์แบบคู่ มี 28 ตู้ และ รถหัวขบวนซึ่งเป็นตัวลาก 62 คัน แต่ละคันมี 40 แรงม้า สามารถจุคนได้ 60 คน โดยแบ่งเป็นที่นั่ง 36 คน ที่ยืน 24 คน นอกจากนั้นยังมีตัวถังโบกี้รถรางที่มีที่นั่งโดยสาร 2 แบบ คือ แบบเปิดโล่ง
และแบบที่มีกระจกปิด ทุกโบกี้จะมีทางขึ้น 2 ทาง ตัวถังรถรางส่วนมากผลิตในไทย จะมีก็เพียง 5 โบกี้ที่ส่งมาจากอังกฤษ สีของรถรางส่วนใหญ่ มี 4 แบบซึ่งประกอบด้วย 2 สีคู่กัน คือ เหลืองกับน้ำตาล เหลืองกับเขียว เหลืองกับแดง และดำกับเขียวอ่อน
วันที่ 30 กันยายน ปี ค.ศ.1968 รถราง 2 สายสุดท้ายของบางกอกถูกยกเลิกไป และถูกแทนที่ด้วยรถเมล์..................................
นั่นคือเสี้ยวหนึ่งในประวัติศาสตร์ของรถรางไฟฟ้าซึ่งทำให้บางกอกกลายเป็นเมืองที่มีความเจริญไม่แพ้ประเทศในยุโรปบางประเทศในยุคนั้นทีเดียว เพราะถือเป็นประเทศแรกในเอเซียที่มีรถรางไฟฟ้าใช้ อย่างไรก็ดีความเป็นมาของรถรางในบางกอกมีมาก่อนหน้านั้นแล้ว ซึ่งหนังสือเล่มเดียวกันได้กล่าวไว้ว่า
............................กำเนิดของรถรางที่ใช้ม้าลากในสยาม ได้เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อปี ค.ศ. 1889 และต่อมาได้พัฒนาไปสู่ระบบไฟฟ้าซึ่งเริ่มเมื่อปี 1892
ซึ่งในประเด็นนี้ ข้อมูลบางแห่งได้บอกว่ารถรางไฟฟ้าสายแรกของบางกอกนั้น (บางคอแหลม) เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1893 ระยะทางของรถรางทั้งหมด 7 สาย มีความยาวทั้งสิ้น 48.7 กิโลเมตร คือ บางคอแหลม 9.2 กม.สามเสน 11.3 กม.ดุสิต 11.5 กม.บางซื่อ 4 กม.หัวลำโพง 4.4 กม.สีลม 4.5 กม.และสุดท้าย ปทุมวัน 3.8 กม.เนื่องจากระบบรถรางสมัยนั้นเป็นระบบรางเดียว ดังนั้นทุกๆ 500 เมตร
จึงต้องมีรางสับหลีก เพื่อให้รถรางวิ่งสวนมาหลบหลีกกันได้โดยสะดวก
ในบางกอกมีท่ารถรางอยู่ 4 แห่งคือ ที่สะพานดำ สะพานเหลือง บางกระบือ และบางคอแหลม ทั้งนี้โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ถนนท่าช้าง
จำนวนตู้รถรางทั้งหมดในบางกอกขณะนั้นไม่เป็นที่แน่ชัด เนื่องจากตัวเลขอย่างเป็นทางการของแต่ละหน่วยงานนั้นแตกต่างกันออกไป แต่จากข้อมูลเท่าที่สืบค้นได้ ประมาณว่ามีทั้งหมด 206 ตู้ ในจำนวนนี้แยกได้เป็น ตู้รถรางขนาดสองเครื่องยนต์จำนวน 62 ตู้ พร้อมตู้ลากเข้าคู่กันอีก 62 ตู้ รถรางตู้เดี่ยวหนึ่งเครื่องยนต์จำนวน 54 ตู้ และรถตู้แฝดหนึ่งเครื่องยนต์ท้ายต่อกันจำนวน 28 ตู้
ในตู้รถรางทุกตู้จะมีอุปกรณ์ที่สำคัญคือ มอเตอร์ขนาด 40 แรงม้าหนึ่งตัว การที่สภาพพื้นที่เป็นที่ราบไม่มีความต่างระดับ ทำให้พลังงานในการขับเคลื่อนต่ำ จึงทำให้รถรางวิ่งช้ากว่าที่ควรจะเป็น
ได้มีการสร้างตัวตู้รถมาตรฐานแบบห้าตอน( five-bay body)โดยตู้รถรางจะมีหน้าต่างที่ เปิดโล่งด้านข้าง และกั้นด้วยไม้เป็นซี่ตามยาว ตู้รถรางในบางกอกโดยทั่วไป มีที่นั่งขนานตามทางยาวกับตัวตู้สำหรับ 26 ที่นั่ง มีที่ว่างตรงกลางให้ผู้โดยสารยืนได้ 34 คน ช่วงสองตอนข้างหน้าจะกันไว้เป็นที่นั่งผู้โดยสารชั้นหนึ่ง
ปลายปี ค.ศ.1950 รถตู้แบบเครื่องยนต์เดี่ยวได้รับการประกอบตัวถังใหม่ โดยชิ้นส่วนที่ใช้ประกอบถูกนำเข้ามาจากบริษัทโอลด์เบอรี่ เบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ รถตู้เหล่านี้ได้มีการติดหน้าต่างกระจกทั้งคัน ส่วนมากจะใช้ตู้โดยสารแบบ บริลล์ 21อี แต่ก็มีบางส่วนที่ใช้แบบ Peckham cantilever สำหรับสีของตัวถังรถรุ่นใหม่นี้โดยทั่วไปจะมีสีเหลือง-แดง และมีแถบคาดสีขาว
ช่วงกลางปี ค.ศ.1950 นี้เอง ภายหลังจากที่กิจการรถรางถูกโอนจากการไฟฟ้าบางกอก (Bangkok Electric
Works) ไปอยู่ในความดูแลของการไฟฟ้านครหลวง (the Metropolitan
Electric Authority/MEA) ผู้บริหารของการไฟฟ้านครหลวงได้แสดงความประสงค์ที่จะยกเลิกกิจการรถราง และให้มีรถเมล์วิ่งแทน อย่างไรก็ดี จนกระทั่งถึงช่วงปี ค.ศ.1961-1962 รถรางทั้งหมดถูกแทนที่โดยบริษัทรถเมล์เอกชน จะเหลือก็เพียง 2 สายรอบกรุงเก่าเท่านั้น ซึ่งได้ดำเนินกิจการต่อมาจนถึงปี ค.ศ.1968 หลังจากนั้นเหลือรถรางเฉพาะแบบตู้เดี่ยวเพียง 16 ตู้ ปริมาณรถรางที่ให้บริการในจำนวนน้อยเช่นนี้ ประกอบกับความช้าของการขับเคลื่อนไม่ทันใจผู้ใช้บริการ เนื่องจากในสมัยนั้นเมืองไทยมีรถมอเตอร์ไซด์ใช้แล้ว เมื่อการจราจรหนาแน่นขึ้น และรถรางต้องวิ่งตัดผ่านถนนต่างๆ ทำให้ยิ่งเกิดความล่าช้า การตัดสินใจจะยกเลิกระบบรถรางจึงมีขึ้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 1968 โดยกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการตามข้อเสนอของการไฟฟ้านครหลวง ที่ให้เหตุผลว่า รถรางทั้ง 2 สายที่เหลือนั้น ประสบการขาดทุนโดยเฉลี่ยเดือนละ 7000 บาท ทั้งที่มีความตั้งใจที่จะอนุรักษ์รถรางเอาไว้ 2 ตู้ แต่ก็ได้ขายรถทั้งหมดในราคาตู้ละ 8000 บาท........................
จากข้อมูลในหนังสือโมเดิร์น แทรมเวย์ ได้ทำให้เราทราบด้วยว่า นอกจากรถรางในเมืองหลวงแล้ว ยังมีรถรางสายชานเมืองวิ่งไปยังปากน้ำด้วย ซึ่งได้ยกเลิกไปเมื่อปี ค.ศ.1954 นอกจากนั้น การไฟฟ้านครหลวงก็ได้เปิดบริการรถรางที่เมืองลพบุรีด้วย เมื่อวันที่ 31 มกราคม ปี ค.ศ.1955 มีระยะทาง 5.75 กม.ดยใช้ตู้รถรางเก่าจากบางกอก รถรางเมืองลพบุรีนี้ ดำเนินการอยู่เพียง 7 ปีก็ถูกยกเลิกในปี ค.ศ. 1962
ได้มีความพยายามที่จะเปิดดำเนินกิจการรถรางไฟฟ้าในจังหวัดอื่นด้วย เช่น เชียงใหม่ โคราช และสงขลา แต่ก็ไม่ปรากฎผลสำเร็จ
จากปี ค.ศ.1968 เป็นต้นมา ก็ไม่ปรากฎรถรางๆฟฟ้าวิ่งในเมืองไทยอีกต่อไป เป็นอันจบบทบาทระบบขนส่งมวลชนประเภทนี้
เรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์รถรางในเมืองไทยนี้
ผู้เขียนขอนำเสนอเพื่อให้มีการตรวจสอบ ทักท้วง ตลอดจนค้นคว้าและเผยแพร่กันต่อไป
จากผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่เคยมีชีวิตอยู่ในช่วงดังกล่าว เพื่อให้ลูกหลานได้รับทราบ อย่างน้อยก็เพื่อที่จะระลึกว่าครั้งหนึ่งสยามของเราเคยเป็นเมืองหลวงที่เจริญที่สุดในเอเซีย ไม่แพ้ยุโรป นับเป็นความภูมิใจในอดีตที่ควรจะรักษาเอาไว้
จากปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ |