|
นักบริหารระดับสูง นบส 1 รุ่น 53 ................................................................................................................................................ |
|||||||||||||||||||
|
|
รายงานการศึกษาดูงานประเทศกรีซและอิตาลี ตามโครงการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง : ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ และคุณธรรม ระหว่างวันที่ 16-25 พฤษภาคม 2550 การศึกษาดูงานประเทศกรีซและอิตาลีครั้งนี้ มีคณะผู้ศึกษาดูงาน เป็นผู้เข้าอบรมในหลักสูตรนักบริหารระดับสูง : ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ และคุณธรรม รุ่นที่ 53
กลุ่มที่ 5-8 รวม 38 คน
คณะวิทยากร 5 คน นำโดย นางสาว 1. การเข้าเยี่ยมคารวะเอกอัครราชทูต ณ
กรุงเอเธนส์และกรุงโรม 2. กิจการรัฐสภาของกรีซ 3. การพัฒนาข้าราชการของประเทศอิตาลี ที่ สถาบัน 4. การพัฒนาอาหารและเกษตรขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ
ที่ สำนักงานองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ กรุงโรม 5. ทัศนศึกษาโบราณสถานและสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของประเทศกรีซและอิตาลี ผลการศึกษาดูงานเป็นดังนี้ ข้อมูลทั่วไป
กรีซตั้งอยู่ทางยุโรปตอนใต้
โดยอยู่ทางตอนใต้ของแหลมบอลข่าน และทางตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศเหนือจรดแอลเบเนีย
ยูโกสลาเวีย และบัลแกเรีย ทิศตะวันออกจรดตุรกี และทะเลอีเจียน ทิศใต้จรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ทิศตะวันตกจรดทะเลไอโอเนียน มีพื้นที่ 132,000 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 50,961
ตารางไมล์) รวมหมู่เกาะอีก 3,000 เกาะ สภาพอากาศโดยทั่วไปปกติมีอุณหภูมิสบายๆ
ในฤดูหนาว อากาศหนาวเล็กน้อย ในฤดูร้อน อากาศร้อนและแห้ง เมืองหลวง ตั้งอยู่ที่กรุงเอเธนส์ ( Greece ในภาษาอังกฤษ มาจากคำภาษาลาตินว่า Graecia ซึ่งเป็นชื่อที่ดั้งเดิมใช้เรียกดินแดนที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรีซในปัจจุบัน แต่ชื่ออย่างเป็นทางการของกรีซที่ใช้ในองค์การสหประชาชาติคือ
สาธารณรัฐเฮลเลนิก และใช้มาตั้งแต่ปี 2372
ซึ่งเป็นปีที่กรีซได้รับเอกราชจากจักรวรรดิออตโตมัน มีที่มาจากชื่อของเทพธิดากรีซ
"นางเฮเลน" ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีจากเทพนิยายสงครามกรุงทรอย
ดั้งเดิมเป็นชื่อที่ใช้เรียกประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมือง Hellas ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งขึ้นตามชื่อของนางเฮเลน และต่อมาได้ขยายใช้เรียกประชากรเป็นการทั่วไป
และในภาษากรีกปัจจุบัน เรียกประเทศของตนเองว่า Ellas (มาจากคำว่า
Hellas) กรีซ
มีระบบการเมือง เป็นแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภา (สภาเดียว)
ประกอบด้วยผู้แทน 300 คน ที่มาจากการเลือกตั้งโดยทางตรง มีวาระ 4
ปี ประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ
ซึ่งได้รับเลือกตั้งจากรัฐสภา ส่วนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้ง การเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด มีขึ้นเมื่อวันที่ 7
มีนาคม 2547 และการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุด มีขึ้นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2549 ด้านเศรษฐกิจการค้า GDP ของกรีซมีค่า 251.7 พันล้าน USD (2549) อัตราการเจริญเติบโต ร้อยละ 4.4 (ไตรมาสที่ 3
ปี 49) GDP per capita 23,500 USD (2549) อัตราเงินเฟ้อ
ร้อยละ 2.7 (ม.ค. 50) อุตสาหกรรมสำคัญ คืออุตสาหกรรมท่องเที่ยว, อาหารแปรรูป และสิ่งทอ ทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ คือ แร่ธาตุ, ปิโตรเลียม, หินอ่อน ตลาดนำเข้าสำคัญของกรีซ คือ เยอรมนี อิตาลี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ รัสเซีย ตามลำดับ ส่วนตลาดส่งออกสำคัญ คือ เยอรมนี อิตาลี สหราชอาณาจักร บัลแกเรีย และสหรัฐฯ ตามลำดับ สินค้านำเข้าสำคัญ คือผลไม้แห้งและถั่ว
น้ำมันปิโตรเลียม หนังสัตว์ ฝ้ายดิบ ยารักษาโรค สินค้าส่งออกสำคัญ คือรถบรรทุก เครื่องประดับทองและเงิน เครื่องปรับอากาศ
ตู้แช่เย็นและตู้แช่แข็ง รถจักรยานยนต์และอะไหล่ ปลากระป๋อง การค้ากับไทย มีมูลค่าการค้ารวม (ปี 49) 272.5 ล้าน USD (ไทยส่งออก 252.5 ล้าน USD ไทยนำเข้า
20 ล้าน USD (ไทยได้ดุล 232.5 ล้าน USD) สิ่งที่ไทยส่งออกไปยังกรีซ คือ รถยนต์และส่วนประกอบ
เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ สิ่งที่ไทยนำเข้าจากกรีซได้แก่ ผัก ผลไม้ และของปรุงแต่งที่ทำจากผักและผลไม้
ด้ายและเส้นใย สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์
อิตาลีตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปยุโรป
และตอนเหนือของแอฟริกา โดยมีลักษณะเป็นคาบสมุทรยื่นออกไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พื้นที่ร้อยละ
75
เป็นภูเขาและที่ราบสูง ทิศเหนือติดประเทศสวิตเซอร์แลนด์และออสเตรีย ทิศใต้ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลไอโอเนียน
ทิศตะวันตกติดประเทศฝรั่งเศสและทะเลไทเรเนียน ทิศตะวันออกติดทะเลอาเดรียติก และอยู่ตรงข้ามกับสโลเวเนีย
โครเอเชีย บอสเนีย มอนเตเนโกร และแอลเบเนีย อิตาลีมีเนื้อที่ 116,303 ตารางไมล์
หรือ 301,225 ตารางกิโลเมตร
นอกจากพื้นที่ที่เป็นคาบสมุทรแล้ว อิตาลียังประกอบด้วยเกาะซาร์ดิเนียและซิซิลีด้วย
พื้นที่ร้อยละ 57 เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ร้อยละ 21 เป็นป่าและภูเขา เมืองหลวงตั้งอยู่ที่กรุงโรม ภูมิอากาศของอิตาลีเป็น แบบเมดิเตอร์เรเนียน
ประชากร มีประมาณ 58.6 ล้านคน เชื้อชาติ
ส่วนใหญ่คืออิตาเลียน และมีชนกลุ่มน้อยเชื้อชาติอื่นๆคือ เยอรมัน ฝรั่งเศส
สโลเวเนีย และแอลเบเนีย ผู้หญิงอิตาลีมีบุตรจำนวนน้อยที่สุดในสหภาพยุโรป
(1.33 คน โดยเฉลี่ย)
อิตาลีมีภาษาราชการ คือ ภาษาอิตาเลียน
และมีภาษาเยอรมันเป็นภาษารอง โดยเฉพาะบริเวณแคว้น Trentino-Alto Adige ที่ติดกับออสเตรีย และภาษาฝรั่งเศสในแคว้น Valle dAosta นอกจากนี้ สามารถใช้ภาษาสเปนกับชาวอิตาเลียนได้ อนึ่ง ในอิตาลีมีภาษาท้องถิ่น
อาทิ TUSCAN dialect ประชาชนส่วนใหญ่นับถือ ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก
(98%) แต่ให้เสรีภาพทุกคนที่จะเลือกนับถือศาสนาอื่น บริเวณที่เป็นอิตาลีในปัจจุบันมีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่
800
ปีก่อนคริสตกาล และถูกรวมอยู่ในอาณาจักรโรมันตะวันตกในระหว่างศตวรรษที่
1-5 จากนั้นกลายเป็นสมรภูมิหลายครั้งในความขัดแย้งอันยาวนานระหว่างสันตปาปาที่กรุงโรมกับจักรพรรดิของอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
(the Holy Roman Empire) ดินแดนภาคกลางและภาคเหนือของอิตาลีเริ่มรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางการค้าในศตวรรษที่
11 ช่วงศตวรรษที่ 16-17
อิตาลีเข้าสู่ยุค Renaissance และได้เป็นแหล่งกำเนิดศิลปวิทยาการตลอดจนวรรณกรรมชิ้นเอกจำนวนมากที่เป็นพื้นฐานของอารยธรรมตะวันตกยุคต่อมา
กลางศตวรรษที่ 19 เกิดขบวนการชาตินิยมที่นำไปสู่การรวมอิตาลีได้ทั้งหมด
ในปี ค.ศ.1870 และจากนั้นมาจนปี ค.ศ. 1922 อิตาลีอยู่ภายใต้ระบบกษัตริย์ที่มีรัฐสภาและการเลือกตั้งแบบจำกัด หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ระบบกษัตริย์ถูกล้มเลิก
และอิตาลีเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นสาธารณรัฐในระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่วันที่ 2
มิถุนายน ค.ศ. 1946 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อวันที่
1 มกราคม ค.ศ.1948 ซึ่งยังใช้มาจนปัจจุบัน
รัฐธรรมนูญอิตาลีกำหนดให้ประธานาธิบดี ดำรงตำแหน่งประมุขของประเทศ มีนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบริหาร
และมีฝ่ายตุลาการแยกเป็นอิสระ ประธานาธิบดี ได้รับเลือกตั้งจาก รัฐสภาและผู้แทนภูมิภาค
(Regional Representatives) ดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 7 ปี อิตาลีมีพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่เหมาะแก่การเกษตรกรรม
และมีทรัพยากรธรรมชาติไม่มาก แม้จะมีก๊าซธรรมชาติอยู่บ้าง
จึงเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าอาหาร (net food importer) และพลังงาน
ปัจจุบันอิตาลีเปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาเกษตรกรรมเป็นสำคัญมาเป็นแบบมีอุตสาหกรรมเป็นพื้นฐาน
และมีขนาดใหญ่เป็นลำดับต้นๆ ของโลก โดยรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรสูงไล่เลี่ยกับอังกฤษและฝรั่งเศส
อิตาลีเป็นโมเดลของไทยในด้านอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยมีอุตสาหกรรมที่สำคัญ อาทิ รถยนต์ เครื่องจักรกล การก่อสร้าง เคมีภัณฑ์
เภสัชภัณฑ์ เครื่องไฟฟ้า เครื่องเรือน อุตสาหกรรมทอผ้า เสื้อผ้าและแฟชั่น และการท่องเที่ยว
อิตาลีเป็นสมาชิกกลุ่ม G8 และเข้าร่วมสหภาพการเงินของสหภาพยุโรป
(EMU) มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1998 แม้ระบบเศรษฐกิจของอิตาลีเป็นระบบทุนนิยม
ภาคเอกชนสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างเสรี แต่รัฐบาลยังคงเข้ามามีบทบาทควบคุมกิจกรรมที่สำคัญ
อาทิ ด้านสาธารณูปโภค อุตสาหกรรมพื้นฐาน เป็นต้น ซึ่งได้ก่อประโยชน์ให้แก่ภาครัฐบาลในการสร้างฐานอำนาจและแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีความพยายามที่จะลด บทบาทของพรรคการเมืองโดยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้ภาคเอกชนเข้ามาดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม อิตาลียังมีปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศหลายประการ ที่สำคัญได้แก่ การขาดดุลงบประมาณในระดับสูง
การว่างงาน การขาดแคลนทรัพยากรพลังงานในประเทศ และระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างอิตาลีตอนเหนือ
(Lombardy, Emilia, Tuscany) ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมและการค้า
และมีกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs อยู่หนาแน่น
กับอิตาลีตอนกลางและตอนล่าง รวมทั้งเกาะ Sicily และ Sardinia
ซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรม
บริเวณที่พัฒนาน้อยกว่านี้มีพื้นที่รวมกันเป็นร้อยละ 40 ของประเทศ
มีประชากรอาศัยอยู่ถึงร้อยละ 35 และมีอัตราการว่างงานสูงถึงกว่าร้อยละ
20 ในปี 2549 อิตาลีเป็นคู่ค้าของไทยอันดับที่ 4 ในสหภาพยุโรป และอันดับที่
21 ในโลก โดยมีมูลค่าการค้ารวม 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
คิดเป็นร้อยละ 9.2 ของการค้ารวมของไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2548
ร้อยละ 0.24 โดยไทยส่งออก 1.49 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า 1.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
(ไทยได้ดุลอิตาลีอยู่ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
โดยไทยส่งออกรถยนต์และส่วนประกอบ ยางพารา เครื่องปรับอากาศ และนำเข้าผลิตภัณฑ์โลหะ
เครื่องจักรกล และเครื่องจักรไฟฟ้าจากประเทศอิตาลี นอกจากนี้ไทยและอิตาลียังมีความร่วมมือด้านวัฒนธรรมมานาน
นับตั้งแต่ในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ไทยได้ว่าจ้างสถาปนิก จิตรกร และศิลปินชาวอิตาเลียนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบอาคาร
สถานที่สำคัญๆ ของไทย อาทิ พระที่นั่งอนันตสมาคม ทำเนียบรัฐบาล บ้านพิษณุโลก
กระทรวงกลาโหม สถานีรถไฟหัวลำโพง วังบางขุนพรหม พระที่นั่งอภิเษกดุสิต
พระที่นั่งสวนอัมพร 1. การเข้าเยี่ยมคารวะเอกอัครราชทูต
ณ กรุงเอเธนส์และกรุงโรม
1.
กรีซหรือสาธารณรัฐเฮลเลนิก ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ ดูเหมือนเป็นประเทศขนาดเล็กที่ไม่มีจุดน่าสนใจ แต่แท้จริงกรีซตั้งอยู่ในจุดตรงกลางของการเชื่อมต่อระหว่างเอเซีย กับยุโรป
ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ และการเมืองของโลก ปัจจุบันหลายประเทศให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทางการเมืองกับกรีซสูงมากในฐานะที่กรีซเป็นประเทศที่เป็นกรีซเป็นประเทศที่เป็นรากฐานของประชาธิปไตย
และปัจจุบัน
กรีซมีบทบาทในฐานะสมาชิกของกลุ่มประเทศที่มีบทบาททางการเมืองระหว่างประเทศ การเจรจาทางการเมืองระหว่างประเทศของหลาย
ๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ก็มักจะให้ความสำคัญกับกรีซ เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา ถึงกับมีฐานทัพเรืออยู่บนเกาะกรีซ (เดิมในช่วงสงครามเย็น เคยมีฐานทัพอยู่ในเอเธนส์ด้วย) กรีซเป็นสมาชิกองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศที่สำคัญ
เช่น Organization
for Economic Cooperation of the Black
sea (BSEC), The Southeast European Cooperation Process (SEECP) และเป็นสมาชิกสมทบ
(associate member)
ของ International Organization of
Francophone Countries (OIF) ในฐานะดังกล่าว กรีซจึงต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในระหว่างประเทศต่าง
ๆ ด้วย นอกจากนี้กรีซยังได้ให้ความสำคัญและความสนใจเป็นพิเศษในการแก้ปัญหาวิกฤตโลกอย่างทันท่วงที
การต่อต้านการก่อการร้ายสากล
การส่งเสริมเสถียรภาพ และการรักษาสันติภาพของโลก
1. ความตกลงส่งเสริม และคุ้มครองการลงทุนต่างตอบแทน 2. อนุสัญญาเพื่อการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน 3.
ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
วิทยาศาสตร์ และวิชาการ 4.
ความตกลงว่าด้วยบริการเดินเรือพาณิชย์
ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับกรีซด้านการเมืองก็ดำเนินมาด้วยความราบรื่นและไม่มีปัญหาต่อกัน
ความร่วมมือระหว่างไทยกับกรีซ
ยังรวมไปถึงความร่วมมือในกรอบพหุภาคีต่าง ๆ เช่น การประชุมเอเชีย ยุโรป (ASEM)
และความสัมพันธ์ ASEAN EU ด้วย การเพิ่มบทบาทนำของไทยในเวทีระหว่างประเทศต่าง
ๆ ทำให้กรีซยอมรับบทบาทของไทยมากขึ้น
อีกทั้งบทพิสูจน์ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพของไทย ความสำเร็จในการจัดประชุม APEC 2003 มีผลทางจิตวิทยาต่อการยอมรับของภาครัฐ และเอกชนกรีซต่อไทยมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ความสำเร็จของกรีซในการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ค.ศ. 2004
ทำให้ชาวไทยรู้จัก และสนใจกรีซมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม
ความใกล้ชิดระหว่างชาวไทย และชาวกรีกยังมีน้อย
การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลของทั้งสองประเทศในระดับทวิภาคีไทยกรีซ รวมทั้งการติดต่อพบปะทำความ
คุ้นเคยระหว่างกันในระดับรัฐสภาตลอดจนการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับภาคเอกชนของทั้งสองประเทศมีไม่มากนัก ด้านความสัมพันธ์ทางการค้า
ไทยและกรีซมีมูลค่าการค้าโดยรวมในปี พ.ศ. 2549
จำนวน 205.19 ล้านยูโร ประเทศไทยส่งออกสินค้ามายังกรีซในปี พ.ศ.
2549 มูลค่า 185.21 ล้านยูโร เป็นสินค้าประเภทรถบรรทุก เครื่องปรับอากาศ และส่วนประกอบ จักรยานยนต์และส่วนประกอบ อัญมณี
และเครื่องประดับ ตู้เย็นตู้แช่แข็ง ปลากระป๋อง
เสื้อผ้า ผลไม้กระป๋อง ยางนอกอัดลม และประเทศไทยนำเข้าสินค้าจากกรีซ
เป็นมูลค้า 19.99 ล้านยูโร
ได้แก่ ผลไม้แห้ง และถั่วต่าง ๆ
น้ำมันปิโตรเลียม หนังสัตว์ ฝ้ายดิบ
วัตถุแต่งสี เม็ดพลาสติก ยางสายพานลำเลียง และอลูมิเนียมแผ่น โดยภาพรวมความสัมพันธ์ด้านการค้าอยู่ในเกณฑ์ดี
แต่มีอุปสรรคบางประการเรื่องคุณภาพสินค้า
ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้าง
นอกจากนี้
บริษัทขนาดใหญ่ของไทยและกรีซไม่สนใจจะลงทุนด้านการค้า ส่วนบริษัทขนาดเล็ก
หรือธุรกิจขนาดย่อยที่ติดต่อกันก็มักมีปัญหาด้านข้อพิพาทเกี่ยวกับการไม่ชำระเงิน การไม่ส่งสินค้า ด้านการท่องเที่ยว ไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวกรีกให้ความสนใจอันดับต้น
ๆ
ในขณะที่กรีซเพิ่งจะเริ่มเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวไทยสนใจหลังจากกรีซเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิก ในปี 2004
จำนวนท่องเที่ยวชาวกรีกที่เดินทางมาเยือนไทย และชาวไทยที่ไปกรีซที่ผ่านมามี ดังนี้
ความสัมพันธ์ด้านแรงงาน ปัจจุบันมีคนไทยในประเทศกรีซประมาณ 215 คน
(มีนาคม ค.ศ. 2007) โดยเป็นผู้ที่สมรสกับชาวกรีกประมาณครึ่งหนึ่ง นอกจากนั้น เดินทางเข้ามาทำงานในตำแหน่ง
ผู้ช่วยงานบ้าน พ่อครัวปรุงอาหาร ผู้ช่วยพ่อครัว คนงานเรือ
คนงานไทยเหล่านี้เดินทางเข้ามาทำงานโดยการติดต่อกับนายจ้างโดยตรง
หรือจากการแนะนำจากญาติ คนรู้จัก เพื่อน ฯลฯ ทำให้จำนวนแรงงานไทยในการจ้างงานประเภทดังกล่าวมีน้อย
หรืออยู่ในวงจำกัด สาเหตุที่จำนวนแรงงานไทยในกรีซมีจำนวนไม่มาก เนื่องจากการจ้างงานที่กฎหมายแรงงานกรีซอนุญาตให้นำเข้าแรงงานต่างประเทศได้สะดวก
คือ แรงงานเกษตร ซึ่งเป็นแรงงานตามฤดูกาลอนุญาตให้มีการจ้างงานได้ไม่เกิน 6
เดือน
โดยไม่มีการต่ออายุใบทำงานให้คนงานต่างชาติจะต้องเดินทางกลับประเทศหลังสัญญาจ้างงาน 6
เดือนหมดอายุ และให้นายจ้างยื่นเรื่องขออนุญาตนำเข้าแรงงานใหม่ ข้อกฎหมายนี้ทำให้นายจ้างมีค่าใช้จ่ายสูงหากเลือกคนงานจากประเทศที่ห่างไกล
และต้องเดินทางโดยเครื่องบินเท่านั้น
ดังนั้น
นายจ้างกรีกจึงเลือกที่จะจ้างคนงานต่างชาติในงานลักษณะนี้จากประเทศเพื่อนบ้านที่สามารถเดินทางโดยรถยนต์
หรือเรือโดยสารประกอบกับแรงงานต่างชาติจากประเทศรอบข้างที่ยากจนกว่า ได้แก่
แอลเบเนีย บัลแกเรีย ตุรกี
อิรัก อัฟกานิสถาน บังคลาเทศ
ซูดาน อียิปต์ ฯลฯ ลักลอบอพยพเข้ามาทำงานเป็นจำนวนมากรวมแล้วประมาณ 1,000,000
คน (คิดเป็นร้อยละ10 ของประชากร)
นายจ้างกรีกจึงมีโอกาสเลือกจ้างคนงานต่างชาติที่อาศัยอยู่ในกรีก
มากกว่าจะขออนุญาตนำเข้าซึ่งมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก และล่าช้า แรงงานอพยพจะได้รับค่าจ้างอย่างต่ำประมาณวันละ 35
ยูโร
ซึ่งนับว่าสูงกว่าอยู่ในประเทศตนเอง
แรงงานไทย ที่เป็นที่ต้องการของกรีซ
ได้แก่ นวดแผนโบราณ สปา และคนงานในเรือ ความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมและการศึกษา ด้วยความริเริ่มของภาควิชาภาษาตะวันตก คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงในปีการศึกษา 2548 ได้มีการเปิดสอนวิชาภาษากรีกเป็นวิชาพื้นฐาน และมีโครงการจะเปิดเป็นวิชาโทให้นักศึกษาที่สนใจ
แต่ยังขาดบุคลากร เนื่องจากอาจารย์สอนภาษากรีกมีเพียง คนเดียว คือ อาจารย์ 3. ความตกลงสำคัญที่กรีซกับประเทศไทยได้ทำร่วมกัน ประกอบด้วย 1. ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลกรีซว่าด้วยบริการเดินอากาศระหว่างอาณาเขตของแต่ละฝ่าย
และพ้นจากนั้นไป ลงนามเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2515 2. ความตกลงด้านวัฒนธรรมระหว่างไทยกับกรีซ
ลงนามเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2547 3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในสาขาการท่องเที่ยวระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาแห่งราชอาณาจักรไทย
กับกระทรวงการท่องเที่ยวสาธารณรัฐเฮลเลนิก
ลงนามเมื่อวันที่ 5 กันยายน
2549 4. การช่วยเหลือกรณีธรณีพิบัติภัย (Tsunami)
ในมหาสมุทรอินเดีย กรีซมีกลไกเพื่อจัดการกับวิกฤตการณ์ดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว
โดยเป็นประเทศแรกที่ส่งเครื่องบินมาที่ภูเก็ต พร้อมทั้งอุปกรณ์ช่วยเหลือ
เจ้าหน้าที่ค้นหา และกู้ภัย (Search and Rescue Team) จำนวน
24 คน
แพทย์ 1 คน รวมทั้งยาปฏิชีวนะจำนวน 3,000 doses
เต็นท์ 150 หลัง ที่นอน และอุปกรณ์ยังชีพ รวมทั้งช่วยลำเลียงนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่ประสบภัย นอกจากนี้ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
และหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านของกรีซได้ส่งสารแสดงความเสียใจต่อประเทศไทยที่ประสบภัยสึนามิด้วย 5. ในอนาคตไทย
และกรีซจะเพิ่มความสัมพันธ์ในเรื่องพาณิชย์นาวีมากขึ้น โดยจะจัดให้มีกองเรือสินค้าแลกเปลี่ยนกัน
ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา และการดำเนินงานด้านเอกสารเพื่อที่จะทำความตกลงระหว่างกัน
ในขณะเดียวกันไทยเองก็จะต้องพัฒนากองเรือสินค้าของไทยให้ใหญ่ขึ้นด้วย
ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดช่องทางการค้าระหว่างประเทศให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การติดต่อกับกรีซนั้น
มีเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งต้องใช้ความสัมพันธ์ทั้งที่เป็นทางการ
และไม่เป็นทางการควบคู่กันไป
เพราะการติดต่อระดับรัฐบาลกับรัฐบาลค่อนข้าล่าช้าด้วยระบบราชการ จึงต้องติดต่อกับภาคเอกชนควบคู่กันไป
ที่สถานเอกอัครราชทูตไทย
ประจำกรุงโรม ได้รับทราบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับอิตาลีโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ
ซึ่งมีข้อมูลทางด้านการค้าและการลงทุนที่น่าสนใจ สรุปได้ว่าความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอิตาลีกับไทยนั้น ไทยได้เปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด ในปี 2548 มีมูลค่าการค้ารวม
2,387 ล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2549 มูลค่าการค้ารวม 2,955 ล้านเหรียญสหรัฐ ปัญหาและอุปสรรคในทางการค้ามีดังนี้
1. ผู้ประกอบการขนาดเล็กของอิตาลีไม่นิยมเปิด
L/C นอกจากบริษัทใหญ่ๆ ซึ่งมีปริมาณ การค้ากับต่างประเทศในปริมาณมาก
ๆ 2. ธุรกิจในอิตาลีมีลักษณะขอการ share ตลาด
โดยธุรกิจขนาดใหญ่จะจับกลุ่มตลาดผู้บริโภคตลาดสูง หรือบริหารธุรกิจแบบ Chain ส่วนธุรกิจ SME ซึ่งแม้จะมีขนาดเล็กกว่าแต่มีความเข็มแข็ง
ก็จะจับตลาดที่เหลือ ดังนั้น จึงแทบจะไม่มีช่องว่างให้สินค้าจากภายนอกเข้าสู่ตลาด
การเจาะตลาดอิตาลีจึงต้องอาศัยคนในท้องถิ่นที่มีความคุ้นเคยกับตลาดช่วยอีกทางหนึ่ง 3. อิตาลีมีปัญหาคอร์รัปชัน
ระบบราชการมี Red tape รวมทั้งระบบมาเฟียยังมีมากในภาคใต้
ดังนั้น ผู้ทำการค้ากับอิตาลีจึงต้องมีความคุ้นเคยกับระบบ
และพยายามหาพันธมิตรทางการค้า สร้างความสัมพันธ์กับบุคคลที่เกี่ยวข้องในทางการค้า
ข้อคิดที่ได้จากการศึกษาดูงานสถานเอกอัครราชทูตไทย การศึกษาดูงานสถานเอกอัครราชทูตไทย ได้ข้อคิดดังนี้ 1.
สถานเอกอัครราชทูต และทำเนียบของเอกอัครราชทูต
นับเป็นสถานที่ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทย การเข้าพบเอกอัครราชทูตไทยทั้งสองประเทศ เป็นที่ประจักษ์ว่า
ท่านทูต และกระทรวงการต่างประเทศได้ให้ความสำคัญในเรื่องความเป็นไทยเป็นพิเศษ จึงเห็นได้ชัดเจนว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง
ทั้งสถานที่ บรรยากาศ อุปกรณ์
เครื่องใช้ อาหารล้วนเป็นไทย ทั้งสิ้น ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจ รวมทั้งให้ข้อคิดแก่ข้าราชการไทย ซึ่งเดินทางไปต่างประเทศทั้งที่ไปประจำ
และไปราชการเป็นครั้งคราว ควรตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าวด้วย
ในฐานะเป็นตัวแทนของประเทศ
2. บทบาทของเอกอัครราชทูตในปัจจุบัน
ต้องรับผิดชอบทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกิจการระหว่างประเทศ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง
สังคม วัฒนธรรม นับเป็นภารกิจที่หนักหน่วงแต่มีความจำเป็น เป็นความรับผิดชอบแบบองค์รวม
ซึ่งผู้บริหารระดับสูงในปัจจุบันจำเป็นต้องมีคุณสมบัตินี้ จึงจะทำให้การทำงานสำเร็จประโยชน์ขององค์กรได้ 2. การศึกษาดูงานรัฐสภากรีซ
คณะผู้ศึกษาดูงานเดินทางมาศึกษาดูงานรัฐสภาสาธารณรัฐ
เฮลเลนิก (กรีซ) เมื่อวันที่
18 พฤษภาคม 2550
ที่รัฐสภา นาย Denis Nicolas เจ้าหน้าที่ของรัฐสภาและคณะให้การต้อนรับและบรรยายสรุปใน
3 ประเด็น คือ พัฒนา-การทางประวัติศาสตร์การเมือง
โครงสร้าง และบทบาทหน้าที่ของรัฐสภากรีซ 1. พัฒนาการทางประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของกรีซ ประเทศสาธารณรัฐเฮลเลนิก หรือ กรีซ
มีประวัติศาสตร์สืบเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน
ถึง 3000
ปีก่อนคริสตกาล เป็นแหล่งอารยธรรมกรีก และต้นกำเนิดปรัชญาต่างๆ
ในอดีตกรีซ ปกครองด้วยระบบอาณาจักร เช่น อาณาจักร เอเธนส์ อาณาจักรสปาตาร์ อาณาจักรมาซิโดเนียน อาณาจักรไบเซนไทน์ เป็นต้น มีกษัตริย์หรือจักรพรรดิ์เป็นผู้ปกครอง ประวัติศาสตร์ในยุคปัจจุบันเริ่มต้น เมื่อกรีซเป็นอิสระจากการปกครองของพวกเติร์ก
ในสงครามกู้อิสรภาพในปี ค.ศ. 1821 และได้สถาปนาประเทศของตนขึ้น
หลังจากนั้น อีก 9 เดือนต่อมา รัฐสภากรีซ ก็ประกาศใช้
รัฐธรรมนูญฉบับแรกขึ้น เพื่อเป็นการจัดระเบียบการเมืองการปกครองในประเทศ แต่อย่างไรก็ดี
การสถาปนาประเทศในครั้งแรกๆนั้นยังขาดความเป็นเอกภาพภายในประเทศ บรรดามหาอำนาจต่างๆในยุโรปจึงเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง
โดยเห็นว่ากรีกควรมีการปกครองในระบอบกษัตริย์ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 กรีซ
เข้าสู่สงครามในฝ่ายสัมพันธมิตร ทำสงครามในบริเวณเอเชียไมเนอร์
ผลของสงครามทำให้มีประชากรกรีซที่อาศัยอยู่ในดินแดนต่างๆโดยเฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์
นิกายออโธดอกซ์ อพยพเข้ามาอยู่ในกรีซมากขึ้น
และภาวะเศรษฐกิจตกต่ำก็เป็นปัญหาตามมาหลังสงครามเช่นเดียวกับประเทศต่างๆทั่วโลก
ในช่วงปี ค.ศ.
1924 1935 ได้มีการสถาปนาสาธารณรัฐเฮเลนิก
ขึ้นใหม่ จัดให้มีรัฐธรรมนูญใหม่
โดยลดบทบาทของกษัตริย์ลง และเพิ่มบทบาทของรัฐสภามากขึ้น
และให้ความสำคัญกับสิทธิการออกเสียงของสตรี โดยเฉพาะสิทธิในการลงมติ แต่กระนั้นก็ตาม ในปี ค.ศ.
1936 นาย ในปี ค.ศ.
1974 ได้มีการสถาปนาสาธารณรัฐเฮเลนิก ขึ้นเป็นครั้งที่ 3 มี นาย Konstatinos Karamanlis เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ
ต่อมาชนะการเลือกตั้งและได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
รัฐสภากรีซได้ตัวแบบจากเยอรมันในการเขียนรัฐธรรมนูญ ได้ยกเลิกสถาบันกษัตริย์ ( ปัจจุบัน กษัตริย์
ได้เสด็จลี้ภัยอยู่ที่สหราชอาณาจักร และเสด็จมากรีซในฐานะคนธรรมดา) ได้มีการสถาปนาระบอบสาธารณรัฐขึ้น มีประธานาธิบดีขึ้นเป็นประมุขของประเทศ
มีการก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้น โดยเฉพาะ พรรค New Democracy Party (ND)
Panhellenic Socialist Movement
Party (PASOK ) พรรคคอมมิวนิสต์ได้รับการยอมรับให้เป็นพรรคการเมืองที่ถูกกฎหมาย ในปี ค.ศ.
1975 รัฐสภาได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน และกรีซได้เข้าสู่สมาชิก อันดับที่ 10 ของสหภาพยุโรป ในปี ค.ศ.1981 มีการปรับปรุงระบบการศึกษา
และสร้างระบบรัฐ สวัสดิการ ( Welfare Stste)ขึ้น
ทำให้เกิดสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง มีอำนาจต่อรองทางการเมืองมากขึ้นจนปัจจุบัน
2. โครงสร้างของรัฐสภา ประธานรัฐสภาเป็นผู้นำสูงสุด ปัจจุบันได้แก่ ศาสตราจารย์ Anna
Benaki มีรองประธานสภา3ท่าน มีคณะกรรมาธิการ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของรองประธานท่านละ
2 คณะ โดยมีเลขานุการคณะกรรมาธิการเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินงานในแต่ละคณะ
เช่นคณะกรรมาธิการ การศึกษา คณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
คณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างยุโรป คณะกรรมาธิการติดตามผลผลิตของประเทศ
คณะกรรมาธิการการค้า เป็นต้น ระบบการทำงานของคณะกรรมาธิการจะช่วยการทำงานในด้านการคิด
วิเคราะห์ และให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐสภารวมทั้งรัฐบาลด้วย นอกจากนี้ยังมีห้องสมุดเฉพาะของรัฐสภา
เป็นแหล่งค้นคว้าสำคัญของสภาด้วย 3. บทบาทหน้าที่ของรัฐสภา รัฐสภามีบทบาทสูงในการเมืองการปกครองของประเทศ
รัฐสภาเป็นผู้เลือกประธานาธิบดี ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี
และประธานาธิบดีก็อาจยุบสภาได้โดยคำแนะนำของรัฐบาลหรือคำยินยอมของสภาแห่งสาธารณรัฐ สภาแห่งสาธารณรัฐทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาประธานาธิบดี
ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีอดีตประธานาธิบดี อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ก่อนแต่งตั้ง นอกจากนี้รัฐสภาต้องให้ความไว้วางใจคณะรัฐมนตรี
ด้วย และรัฐบาลก็อาจถูกยุบได้ด้วยการลงมติไม่ไว้วางใจจากรัฐสภา รัฐสภาเป็นผู้ทรงอำนาจนิติบัญญัติ
ร่างกฎหมายที่ผ่านรัฐสภาต้องได้รับสัตยาบันจากประธานาธิบดี และการคัดค้านกฎหมายของประธานาธิบดีก็ไม่มีผลหากสมาชิกรัฐสภายังสนับสนุนกฎหมายนั้นอยู่
| ||||||||||||||||||