นักบริหารระดับสูง นบส 1 รุ่น 53

................................................................................................................................................

 

 

รายงานการศึกษาดูงานประเทศกรีซและอิตาลี

ตามโครงการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง : ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ และคุณธรรม

ระหว่างวันที่ 16-25 พฤษภาคม 2550

 

 

การศึกษาดูงานประเทศกรีซและอิตาลีครั้งนี้   มีคณะผู้ศึกษาดูงาน เป็นผู้เข้าอบรมในหลักสูตรนักบริหารระดับสูง : ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ และคุณธรรม รุ่นที่ 53 กลุ่มที่ 5-8  รวม 38 คน คณะวิทยากร 5 คน นำโดย นางสาววนิดา นวลบุญเรือง รองเลขาธิการ ก.พ. กิจกรรมในการศึกษาดูงาน ประกอบด้วย

1.      การเข้าเยี่ยมคารวะเอกอัครราชทูต ณ กรุงเอเธนส์และกรุงโรม

2.      กิจการรัฐสภาของกรีซ

3.      การพัฒนาข้าราชการของประเทศอิตาลี ที่ สถาบัน National School for Public Administration

4.      การพัฒนาอาหารและเกษตรขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ที่ สำนักงานองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ กรุงโรม

5.      ทัศนศึกษาโบราณสถานและสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของประเทศกรีซและอิตาลี

ผลการศึกษาดูงานเป็นดังนี้

 ข้อมูลทั่วไป

                ประเทศกรีซ

กรีซตั้งอยู่ทางยุโรปตอนใต้ โดยอยู่ทางตอนใต้ของแหลมบอลข่าน และทางตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศเหนือจรดแอลเบเนีย ยูโกสลาเวีย และบัลแกเรีย ทิศตะวันออกจรดตุรกี และทะเลอีเจียน ทิศใต้จรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศตะวันตกจรดทะเลไอโอเนียน  มีพื้นที่ 132,000 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 50,961 ตารางไมล์)  รวมหมู่เกาะอีก 3,000 เกาะ สภาพอากาศโดยทั่วไปปกติมีอุณหภูมิสบายๆ ในฤดูหนาว อากาศหนาวเล็กน้อย ในฤดูร้อน อากาศร้อนและแห้ง  เมืองหลวง ตั้งอยู่ที่กรุงเอเธนส์ (Athens)  ประชากร 11.2 ล้านคน (2549)  ใช้ภาษากรีกเป็นภาษาราชการ ประชากรส่วนใหญ่ร้อยละ 98  นับถือศาสนาคริสต์นิกายกรีกออโธดอกซ์  วันชาติของกรีซ คือ วันที่  25 มีนาคม

Greece ในภาษาอังกฤษ มาจากคำภาษาลาตินว่า Graecia ซึ่งเป็นชื่อที่ดั้งเดิมใช้เรียกดินแดนที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรีซในปัจจุบัน  แต่ชื่ออย่างเป็นทางการของกรีซที่ใช้ในองค์การสหประชาชาติคือ สาธารณรัฐเฮลเลนิก  และใช้มาตั้งแต่ปี 2372 ซึ่งเป็นปีที่กรีซได้รับเอกราชจากจักรวรรดิออตโตมัน มีที่มาจากชื่อของเทพธิดากรีซ "นางเฮเลน" ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีจากเทพนิยายสงครามกรุงทรอย ดั้งเดิมเป็นชื่อที่ใช้เรียกประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมือง Hellas ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งขึ้นตามชื่อของนางเฮเลน และต่อมาได้ขยายใช้เรียกประชากรเป็นการทั่วไป และในภาษากรีกปัจจุบัน เรียกประเทศของตนเองว่า Ellas (มาจากคำว่า Hellas)

กรีซ มีระบบการเมือง เป็นแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภา (สภาเดียว) ประกอบด้วยผู้แทน 300 คน ที่มาจากการเลือกตั้งโดยทางตรง มีวาระ 4 ปี  ประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ ซึ่งได้รับเลือกตั้งจากรัฐสภา  ส่วนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้ง การเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด มีขึ้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2547  และการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุด มีขึ้นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2549

ด้านเศรษฐกิจการค้า  GDP ของกรีซมีค่า  251.7 พันล้าน USD (2549) อัตราการเจริญเติบโต ร้อยละ 4.4 (ไตรมาสที่ 3 ปี 49) GDP per capita 23,500 USD (2549) อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 2.7 (ม.ค. 50)   อุตสาหกรรมสำคัญ คืออุตสาหกรรมท่องเที่ยว, อาหารแปรรูป และสิ่งทอ   ทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ คือ  แร่ธาตุ, ปิโตรเลียม, หินอ่อน  ตลาดนำเข้าสำคัญของกรีซ คือ  เยอรมนี  อิตาลี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ รัสเซีย ตามลำดับ  ส่วนตลาดส่งออกสำคัญ คือ เยอรมนี  อิตาลี  สหราชอาณาจักร บัลแกเรีย  และสหรัฐฯ ตามลำดับ สินค้านำเข้าสำคัญ คือผลไม้แห้งและถั่ว น้ำมันปิโตรเลียม หนังสัตว์ ฝ้ายดิบ ยารักษาโรค  สินค้าส่งออกสำคัญ คือรถบรรทุก เครื่องประดับทองและเงิน เครื่องปรับอากาศ ตู้แช่เย็นและตู้แช่แข็ง รถจักรยานยนต์และอะไหล่ ปลากระป๋อง  การค้ากับไทย มีมูลค่าการค้ารวม (ปี 49) 272.5 ล้าน USD (ไทยส่งออก 252.5 ล้าน USD ไทยนำเข้า 20 ล้าน USD (ไทยได้ดุล 232.5 ล้าน USD) สิ่งที่ไทยส่งออกไปยังกรีซ คือ รถยนต์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ   สิ่งที่ไทยนำเข้าจากกรีซได้แก่  ผัก ผลไม้ และของปรุงแต่งที่ทำจากผักและผลไม้ ด้ายและเส้นใย สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์

 

          ประเทศอิตาลี

            อิตาลีตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปยุโรป และตอนเหนือของแอฟริกา โดยมีลักษณะเป็นคาบสมุทรยื่นออกไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พื้นที่ร้อยละ 75 เป็นภูเขาและที่ราบสูง ทิศเหนือติดประเทศสวิตเซอร์แลนด์และออสเตรีย ทิศใต้ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลไอโอเนียน ทิศตะวันตกติดประเทศฝรั่งเศสและทะเลไทเรเนียน ทิศตะวันออกติดทะเลอาเดรียติก และอยู่ตรงข้ามกับสโลเวเนีย โครเอเชีย บอสเนีย มอนเตเนโกร และแอลเบเนีย  อิตาลีมีเนื้อที่ 116,303 ตารางไมล์ หรือ 301,225 ตารางกิโลเมตร นอกจากพื้นที่ที่เป็นคาบสมุทรแล้ว อิตาลียังประกอบด้วยเกาะซาร์ดิเนียและซิซิลีด้วย พื้นที่ร้อยละ 57 เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ร้อยละ 21 เป็นป่าและภูเขา เมืองหลวงตั้งอยู่ที่กรุงโรม  ภูมิอากาศของอิตาลีเป็น แบบเมดิเตอร์เรเนียน  ประชากร มีประมาณ 58.6 ล้านคน  เชื้อชาติ ส่วนใหญ่คืออิตาเลียน และมีชนกลุ่มน้อยเชื้อชาติอื่นๆคือ เยอรมัน ฝรั่งเศส สโลเวเนีย และแอลเบเนีย  ผู้หญิงอิตาลีมีบุตรจำนวนน้อยที่สุดในสหภาพยุโรป (1.33 คน โดยเฉลี่ย)  อิตาลีมีภาษาราชการ คือ ภาษาอิตาเลียน และมีภาษาเยอรมันเป็นภาษารอง โดยเฉพาะบริเวณแคว้น Trentino-Alto Adige ที่ติดกับออสเตรีย และภาษาฝรั่งเศสในแคว้น Valle d’Aosta นอกจากนี้ สามารถใช้ภาษาสเปนกับชาวอิตาเลียนได้ อนึ่ง ในอิตาลีมีภาษาท้องถิ่น อาทิ TUSCAN dialect ประชาชนส่วนใหญ่นับถือ ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (98%) แต่ให้เสรีภาพทุกคนที่จะเลือกนับถือศาสนาอื่น

บริเวณที่เป็นอิตาลีในปัจจุบันมีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่ 800 ปีก่อนคริสตกาล และถูกรวมอยู่ในอาณาจักรโรมันตะวันตกในระหว่างศตวรรษที่ 1-5 จากนั้นกลายเป็นสมรภูมิหลายครั้งในความขัดแย้งอันยาวนานระหว่างสันตปาปาที่กรุงโรมกับจักรพรรดิของอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (the Holy Roman Empire) ดินแดนภาคกลางและภาคเหนือของอิตาลีเริ่มรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางการค้าในศตวรรษที่ 11  ช่วงศตวรรษที่ 16-17 อิตาลีเข้าสู่ยุค Renaissance และได้เป็นแหล่งกำเนิดศิลปวิทยาการตลอดจนวรรณกรรมชิ้นเอกจำนวนมากที่เป็นพื้นฐานของอารยธรรมตะวันตกยุคต่อมา  กลางศตวรรษที่ 19 เกิดขบวนการชาตินิยมที่นำไปสู่การรวมอิตาลีได้ทั้งหมด ในปี ค.ศ.1870 และจากนั้นมาจนปี ค.ศ. 1922 อิตาลีอยู่ภายใต้ระบบกษัตริย์ที่มีรัฐสภาและการเลือกตั้งแบบจำกัด  หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ระบบกษัตริย์ถูกล้มเลิก และอิตาลีเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นสาธารณรัฐในระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1946 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1948 ซึ่งยังใช้มาจนปัจจุบัน รัฐธรรมนูญอิตาลีกำหนดให้ประธานาธิบดี ดำรงตำแหน่งประมุขของประเทศ มีนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบริหาร และมีฝ่ายตุลาการแยกเป็นอิสระ ประธานาธิบดี ได้รับเลือกตั้งจาก รัฐสภาและผู้แทนภูมิภาค (Regional Representatives) ดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 7 ปี

 

อิตาลีมีพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่เหมาะแก่การเกษตรกรรม และมีทรัพยากรธรรมชาติไม่มาก แม้จะมีก๊าซธรรมชาติอยู่บ้าง จึงเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าอาหาร (net food importer) และพลังงาน ปัจจุบันอิตาลีเปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาเกษตรกรรมเป็นสำคัญมาเป็นแบบมีอุตสาหกรรมเป็นพื้นฐาน และมีขนาดใหญ่เป็นลำดับต้นๆ ของโลก โดยรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรสูงไล่เลี่ยกับอังกฤษและฝรั่งเศส อิตาลีเป็นโมเดลของไทยในด้านอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยมีอุตสาหกรรมที่สำคัญ อาทิ รถยนต์ เครื่องจักรกล การก่อสร้าง เคมีภัณฑ์ เภสัชภัณฑ์ เครื่องไฟฟ้า เครื่องเรือน อุตสาหกรรมทอผ้า เสื้อผ้าและแฟชั่น และการท่องเที่ยว อิตาลีเป็นสมาชิกกลุ่ม G8 และเข้าร่วมสหภาพการเงินของสหภาพยุโรป (EMU) มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1998 แม้ระบบเศรษฐกิจของอิตาลีเป็นระบบทุนนิยม ภาคเอกชนสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างเสรี แต่รัฐบาลยังคงเข้ามามีบทบาทควบคุมกิจกรรมที่สำคัญ อาทิ ด้านสาธารณูปโภค อุตสาหกรรมพื้นฐาน เป็นต้น ซึ่งได้ก่อประโยชน์ให้แก่ภาครัฐบาลในการสร้างฐานอำนาจและแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีความพยายามที่จะลด บทบาทของพรรคการเมืองโดยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้ภาคเอกชนเข้ามาดำเนินการ อย่างไรก็ตาม อิตาลียังมีปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศหลายประการ ที่สำคัญได้แก่ การขาดดุลงบประมาณในระดับสูง การว่างงาน การขาดแคลนทรัพยากรพลังงานในประเทศ และระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างอิตาลีตอนเหนือ (Lombardy, Emilia, Tuscany) ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมและการค้า และมีกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs อยู่หนาแน่น กับอิตาลีตอนกลางและตอนล่าง รวมทั้งเกาะ Sicily และ Sardinia ซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรม บริเวณที่พัฒนาน้อยกว่านี้มีพื้นที่รวมกันเป็นร้อยละ 40 ของประเทศ มีประชากรอาศัยอยู่ถึงร้อยละ 35 และมีอัตราการว่างงานสูงถึงกว่าร้อยละ 20

ในปี 2549 อิตาลีเป็นคู่ค้าของไทยอันดับที่ 4 ในสหภาพยุโรป และอันดับที่ 21 ในโลก โดยมีมูลค่าการค้ารวม 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 9.2 ของการค้ารวมของไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2548 ร้อยละ 0.24 โดยไทยส่งออก 1.49 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า 1.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทยได้ดุลอิตาลีอยู่ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยส่งออกรถยนต์และส่วนประกอบ ยางพารา เครื่องปรับอากาศ และนำเข้าผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรกล และเครื่องจักรไฟฟ้าจากประเทศอิตาลี

นอกจากนี้ไทยและอิตาลียังมีความร่วมมือด้านวัฒนธรรมมานาน นับตั้งแต่ในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ไทยได้ว่าจ้างสถาปนิก จิตรกร และศิลปินชาวอิตาเลียนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบอาคาร สถานที่สำคัญๆ ของไทย อาทิ พระที่นั่งอนันตสมาคม ทำเนียบรัฐบาล บ้านพิษณุโลก กระทรวงกลาโหม สถานีรถไฟหัวลำโพง วังบางขุนพรหม พระที่นั่งอภิเษกดุสิต พระที่นั่งสวนอัมพร

 

1. การเข้าเยี่ยมคารวะเอกอัครราชทูต ณ กรุงเอเธนส์และกรุงโรม

คณะผู้ศึกษาดูงานได้เข้าพบเอกอัครราชทูตไทย (นายชัชเวทย์ ชาติสุวรรณ์) เมื่อวันที่  18  พฤษภาคม 2550  ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย     กรุงเอเธนส์ ซึ่งเอกอัครราชทูตได้กรุณาบรรยายสรุปและให้ข้อมูลที่น่าสนใจสรุปได้ดังนี้

          1. กรีซหรือสาธารณรัฐเฮลเลนิก ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์  ดูเหมือนเป็นประเทศขนาดเล็กที่ไม่มีจุดน่าสนใจ แต่แท้จริงกรีซตั้งอยู่ในจุดตรงกลางของการเชื่อมต่อระหว่างเอเซีย  กับยุโรป  ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ และการเมืองของโลก  ปัจจุบันหลายประเทศให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทางการเมืองกับกรีซสูงมากในฐานะที่กรีซเป็นประเทศที่เป็นกรีซเป็นประเทศที่เป็นรากฐานของประชาธิปไตย และปัจจุบัน  กรีซมีบทบาทในฐานะสมาชิกของกลุ่มประเทศที่มีบทบาททางการเมืองระหว่างประเทศ           การเจรจาทางการเมืองระหว่างประเทศของหลาย ๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ก็มักจะให้ความสำคัญกับกรีซ  เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา  ถึงกับมีฐานทัพเรืออยู่บนเกาะกรีซ  (เดิมในช่วงสงครามเย็น  เคยมีฐานทัพอยู่ในเอเธนส์ด้วย)  กรีซเป็นสมาชิกองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น Organization for Economic  Cooperation of the Black sea (BSEC), The Southeast European Cooperation Process (SEECP) และเป็นสมาชิกสมทบ (associate  member) ของ International Organization of  Francophone Countries (OIF)  ในฐานะดังกล่าว กรีซจึงต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในระหว่างประเทศต่าง ๆ ด้วย  นอกจากนี้กรีซยังได้ให้ความสำคัญและความสนใจเป็นพิเศษในการแก้ปัญหาวิกฤตโลกอย่างทันท่วงที การต่อต้านการก่อการร้ายสากล  การส่งเสริมเสถียรภาพ และการรักษาสันติภาพของโลก

          2. ความสัมพันธ์ทวิภาคีของไทยและกรีซ ไทยและกรีซได้สถาปนาความสัมพันธ์ทาง การทูตระหว่างกัน เมื่อวันที่  26  พฤษภาคม ค.ศ. 1958  ในช่วงแรกที่สถาปนาความสัมพันธ์นั้น  สถานเอกอัครราชทูต   กรุงโรม  ดูแลประเทศกรีซในฐานะประเทศในเขตอาณา  ต่อจากนั้น  ไทยจึงได้เปิดสถานฑูต ณ กรุงเอเธน์ อย่างเป็นทางการ  เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1985  มีหน้าที่ดูแลสาธารณรัฐมอลตา ในฐานะประเทศในเขตอาณาติดตามสถานการณ์ในเซอร์เบีย  ส่วนกรีซได้เปิดสถานทูตประจำประเทศไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1989 โดยมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศสิงคโปร์ พม่า ลาว กัมพูชา เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2006  กรีซเปิดสำนักงานพาณิชย์ (Office of  Economic  and  Commercial  Affairs)  ขึ้นที่กรุงเทพฯ  เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของกรีซ  สำนักงานพาณิชย์สังกัดหน่วยงาน  Hellenic  Foreign  Trade  Board (HEPO) ของกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังกรีซ และมีที่ตั้งที่เดียวกันกับสถานเอกอัครราชทูต และ คณะรัฐมนตรีไทยได้อนุมัติให้เปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์กรีซที่เชียงใหม่  เมื่อวันที่  12  ธันวาคม ค.ศ. 2006 โดยมีนาย George Sioris  อดีต  ออท. กรีซประจำประเทศไทยเป็นกงสุลกิตติมศักดิ์  ในการนี้ไทยและกรีซมีร่างความตกลงต่าง ๆ ที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาได้แก่

                   1. ความตกลงส่งเสริม และคุ้มครองการลงทุนต่างตอบแทน

2. อนุสัญญาเพื่อการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน

3. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ  วิทยาศาสตร์ และวิชาการ

4. ความตกลงว่าด้วยบริการเดินเรือพาณิชย์

5. ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางฑูต และราชการ

ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับกรีซด้านการเมืองก็ดำเนินมาด้วยความราบรื่นและไม่มีปัญหาต่อกัน ความร่วมมือระหว่างไทยกับกรีซ  ยังรวมไปถึงความร่วมมือในกรอบพหุภาคีต่าง ๆ เช่น การประชุมเอเชีย – ยุโรป  (ASEM) และความสัมพันธ์  ASEAN –EU ด้วย

การเพิ่มบทบาทนำของไทยในเวทีระหว่างประเทศต่าง ๆ ทำให้กรีซยอมรับบทบาทของไทยมากขึ้น อีกทั้งบทพิสูจน์ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพของไทย  ความสำเร็จในการจัดประชุม APEC  2003  มีผลทางจิตวิทยาต่อการยอมรับของภาครัฐ และเอกชนกรีซต่อไทยมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความสำเร็จของกรีซในการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก  ค.ศ. 2004  ทำให้ชาวไทยรู้จัก และสนใจกรีซมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม  ความใกล้ชิดระหว่างชาวไทย และชาวกรีกยังมีน้อย  การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลของทั้งสองประเทศในระดับทวิภาคีไทย–กรีซ รวมทั้งการติดต่อพบปะทำความ คุ้นเคยระหว่างกันในระดับรัฐสภาตลอดจนการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับภาคเอกชนของทั้งสองประเทศมีไม่มากนัก

ด้านความสัมพันธ์ทางการค้า ไทยและกรีซมีมูลค่าการค้าโดยรวมในปี พ.ศ. 2549  จำนวน  205.19 ล้านยูโร  ประเทศไทยส่งออกสินค้ามายังกรีซในปี พ.ศ. 2549  มูลค่า  185.21 ล้านยูโร  เป็นสินค้าประเภทรถบรรทุก  เครื่องปรับอากาศ และส่วนประกอบ  จักรยานยนต์และส่วนประกอบ อัญมณี และเครื่องประดับ  ตู้เย็นตู้แช่แข็ง  ปลากระป๋อง  เสื้อผ้า  ผลไม้กระป๋อง  ยางนอกอัดลม และประเทศไทยนำเข้าสินค้าจากกรีซ เป็นมูลค้า  19.99  ล้านยูโร  ได้แก่  ผลไม้แห้ง  และถั่วต่าง ๆ  น้ำมันปิโตรเลียม  หนังสัตว์  ฝ้ายดิบ  วัตถุแต่งสี  เม็ดพลาสติก  ยางสายพานลำเลียง และอลูมิเนียมแผ่น

โดยภาพรวมความสัมพันธ์ด้านการค้าอยู่ในเกณฑ์ดี แต่มีอุปสรรคบางประการเรื่องคุณภาพสินค้า  ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้าง  นอกจากนี้  บริษัทขนาดใหญ่ของไทยและกรีซไม่สนใจจะลงทุนด้านการค้า  ส่วนบริษัทขนาดเล็ก หรือธุรกิจขนาดย่อยที่ติดต่อกันก็มักมีปัญหาด้านข้อพิพาทเกี่ยวกับการไม่ชำระเงิน  การไม่ส่งสินค้า

ด้านการท่องเที่ยว ไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวกรีกให้ความสนใจอันดับต้น ๆ ในขณะที่กรีซเพิ่งจะเริ่มเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวไทยสนใจหลังจากกรีซเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิก

ในปี 2004  จำนวนท่องเที่ยวชาวกรีกที่เดินทางมาเยือนไทย และชาวไทยที่ไปกรีซที่ผ่านมามี

ดังนี้

 

นักท่องเที่ยว

2002

2003

2004

2005

2006

ชาวกรีก

14,850

11,302

14,811

12,810

13,220

ชาวไทย

1,889

1,245

2,218

1,550

1,617

 

ความสัมพันธ์ด้านแรงงาน  ปัจจุบันมีคนไทยในประเทศกรีซประมาณ  215  คน (มีนาคม ค.ศ. 2007) โดยเป็นผู้ที่สมรสกับชาวกรีกประมาณครึ่งหนึ่ง  นอกจากนั้น เดินทางเข้ามาทำงานในตำแหน่ง ผู้ช่วยงานบ้าน  พ่อครัวปรุงอาหาร  ผู้ช่วยพ่อครัว  คนงานเรือ  คนงานไทยเหล่านี้เดินทางเข้ามาทำงานโดยการติดต่อกับนายจ้างโดยตรง หรือจากการแนะนำจากญาติ  คนรู้จัก  เพื่อน ฯลฯ ทำให้จำนวนแรงงานไทยในการจ้างงานประเภทดังกล่าวมีน้อย หรืออยู่ในวงจำกัด สาเหตุที่จำนวนแรงงานไทยในกรีซมีจำนวนไม่มาก เนื่องจากการจ้างงานที่กฎหมายแรงงานกรีซอนุญาตให้นำเข้าแรงงานต่างประเทศได้สะดวก คือ แรงงานเกษตร ซึ่งเป็นแรงงานตามฤดูกาลอนุญาตให้มีการจ้างงานได้ไม่เกิน  6  เดือน  โดยไม่มีการต่ออายุใบทำงานให้คนงานต่างชาติจะต้องเดินทางกลับประเทศหลังสัญญาจ้างงาน  6  เดือนหมดอายุ และให้นายจ้างยื่นเรื่องขออนุญาตนำเข้าแรงงานใหม่  ข้อกฎหมายนี้ทำให้นายจ้างมีค่าใช้จ่ายสูงหากเลือกคนงานจากประเทศที่ห่างไกล และต้องเดินทางโดยเครื่องบินเท่านั้น  ดังนั้น  นายจ้างกรีกจึงเลือกที่จะจ้างคนงานต่างชาติในงานลักษณะนี้จากประเทศเพื่อนบ้านที่สามารถเดินทางโดยรถยนต์ หรือเรือโดยสารประกอบกับแรงงานต่างชาติจากประเทศรอบข้างที่ยากจนกว่า ได้แก่ แอลเบเนีย  บัลแกเรีย  ตุรกี  อิรัก  อัฟกานิสถาน  บังคลาเทศ  ซูดาน  อียิปต์ ฯลฯ  ลักลอบอพยพเข้ามาทำงานเป็นจำนวนมากรวมแล้วประมาณ  1,000,000  คน (คิดเป็นร้อยละ10 ของประชากร)  นายจ้างกรีกจึงมีโอกาสเลือกจ้างคนงานต่างชาติที่อาศัยอยู่ในกรีก มากกว่าจะขออนุญาตนำเข้าซึ่งมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก และล่าช้า  แรงงานอพยพจะได้รับค่าจ้างอย่างต่ำประมาณวันละ  35  ยูโร  ซึ่งนับว่าสูงกว่าอยู่ในประเทศตนเอง  แรงงานไทย  ที่เป็นที่ต้องการของกรีซ ได้แก่ นวดแผนโบราณ – สปา และคนงานในเรือ

ความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมและการศึกษา ด้วยความริเริ่มของภาควิชาภาษาตะวันตก  คณะมนุษย์ศาสตร์  มหาวิทยาลัยรามคำแหงในปีการศึกษา 2548  ได้มีการเปิดสอนวิชาภาษากรีกเป็นวิชาพื้นฐาน และมีโครงการจะเปิดเป็นวิชาโทให้นักศึกษาที่สนใจ แต่ยังขาดบุคลากร เนื่องจากอาจารย์สอนภาษากรีกมีเพียง คนเดียว คือ อาจารย์อุษา กรทับทิม (ซึ่งจบการศึกษาขั้นปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยยานนีนา  ตั้งอยู่เมืองยานนีนาทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของกรีซ) จึงขอความร่วมมือสถานเอกอัครราชทูตกรีซประจำประเทศไทยให้ประสานงานกับ กระทรวงศึกษาธิการกรีซ  จัดส่งบุคลากรสอนภาษาและวัฒนธรรมกรีก ร่วมกับอาจารย์ไทย ในช่วงระหว่างวันที่ 15–30  กันยายน 2548   กระทรวงศึกษาธิการกรีซได้ส่งนาง Christina Veikou  อาจารย์จาก Greek  Pedagogic Institute  มาดูงาน และสอนภาษากรีกระยะสั้น ๆ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นอาจารย์กรีกคนแรก  มีนักศึกษาไทยสนใจเรียนภาษากรีกประมาณ  30  คน  ปัจจุบันทางการกรีกส่ง Mr. Lazaris Lazalidis  มาสอนภาษากรีกที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง และประเทศไทยอยู่ในรายชื่อของประเทศกรีซสนใจให้ทุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษา

          3. ความตกลงสำคัญที่กรีซกับประเทศไทยได้ทำร่วมกัน ประกอบด้วย

1. ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลกรีซว่าด้วยบริการเดินอากาศระหว่างอาณาเขตของแต่ละฝ่าย และพ้นจากนั้นไป  ลงนามเมื่อวันที่ 31  พฤษภาคม 2515

2.  ความตกลงด้านวัฒนธรรมระหว่างไทยกับกรีซ ลงนามเมื่อวันที่  21  กันยายน 2547

3.    บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในสาขาการท่องเที่ยวระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงการท่องเที่ยวสาธารณรัฐเฮลเลนิก  ลงนามเมื่อวันที่  5  กันยายน  2549

4.  การช่วยเหลือกรณีธรณีพิบัติภัย (Tsunami) ในมหาสมุทรอินเดีย กรีซมีกลไกเพื่อจัดการกับวิกฤตการณ์ดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว โดยเป็นประเทศแรกที่ส่งเครื่องบินมาที่ภูเก็ต พร้อมทั้งอุปกรณ์ช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ค้นหา และกู้ภัย (Search and Rescue Team) จำนวน 24  คน  แพทย์ 1 คน รวมทั้งยาปฏิชีวนะจำนวน 3,000 doses เต็นท์ 150 หลัง ที่นอน และอุปกรณ์ยังชีพ รวมทั้งช่วยลำเลียงนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่ประสบภัย นอกจากนี้ ประธานาธิบดี  นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านของกรีซได้ส่งสารแสดงความเสียใจต่อประเทศไทยที่ประสบภัยสึนามิด้วย

5.  ในอนาคตไทย และกรีซจะเพิ่มความสัมพันธ์ในเรื่องพาณิชย์นาวีมากขึ้น  โดยจะจัดให้มีกองเรือสินค้าแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา และการดำเนินงานด้านเอกสารเพื่อที่จะทำความตกลงระหว่างกัน ในขณะเดียวกันไทยเองก็จะต้องพัฒนากองเรือสินค้าของไทยให้ใหญ่ขึ้นด้วย  ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดช่องทางการค้าระหว่างประเทศให้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การติดต่อกับกรีซนั้น มีเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งต้องใช้ความสัมพันธ์ทั้งที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการควบคู่กันไป  เพราะการติดต่อระดับรัฐบาลกับรัฐบาลค่อนข้าล่าช้าด้วยระบบราชการ  จึงต้องติดต่อกับภาคเอกชนควบคู่กันไป

ที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงโรม  ได้รับทราบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับอิตาลีโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีข้อมูลทางด้านการค้าและการลงทุนที่น่าสนใจ สรุปได้ว่าความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอิตาลีกับไทยนั้น  ไทยได้เปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด ในปี 2548 มีมูลค่าการค้ารวม 2,387 ล้านเหรียญสหรัฐ  ปี 2549 มูลค่าการค้ารวม 2,955 ล้านเหรียญสหรัฐ   ปัญหาและอุปสรรคในทางการค้ามีดังนี้

1. ผู้ประกอบการขนาดเล็กของอิตาลีไม่นิยมเปิด L/C นอกจากบริษัทใหญ่ๆ ซึ่งมีปริมาณ การค้ากับต่างประเทศในปริมาณมาก ๆ

2. ธุรกิจในอิตาลีมีลักษณะขอการ share ตลาด โดยธุรกิจขนาดใหญ่จะจับกลุ่มตลาดผู้บริโภคตลาดสูง หรือบริหารธุรกิจแบบ Chain ส่วนธุรกิจ SME ซึ่งแม้จะมีขนาดเล็กกว่าแต่มีความเข็มแข็ง ก็จะจับตลาดที่เหลือ ดังนั้น จึงแทบจะไม่มีช่องว่างให้สินค้าจากภายนอกเข้าสู่ตลาด การเจาะตลาดอิตาลีจึงต้องอาศัยคนในท้องถิ่นที่มีความคุ้นเคยกับตลาดช่วยอีกทางหนึ่ง

3.  อิตาลีมีปัญหาคอร์รัปชัน ระบบราชการมี Red tape รวมทั้งระบบมาเฟียยังมีมากในภาคใต้ ดังนั้น ผู้ทำการค้ากับอิตาลีจึงต้องมีความคุ้นเคยกับระบบ และพยายามหาพันธมิตรทางการค้า สร้างความสัมพันธ์กับบุคคลที่เกี่ยวข้องในทางการค้า

ด้านการลงทุน   การลงทุนของอิตาลีในไทย มีเพิ่มมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนขนาดกลางและขนาดย่อม ในด้านอัญมณีและเครื่องจักรกลทางการเกษตร โดยใช้เทคโนโลยีจากอิตาลีและแรงงานฝีมือที่ขยันขันแข็งและใช้ไทยเป็นฐานเพื่อลดต้นทุน  ปี 2548 มียื่นคำขอการลงทุนเพียง 7  โครงการ เงินลงทุน 299.5  ล้านบาท   ปี 2549 (เดือนมกราคม – เดือนสิงหาคม) มียื่นคำขอการลงทุน 9 โครงการ เงินลงทุน 698.5 ล้านบาท   ซึ่งแนวโน้มการขอลงทุนมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเป็นผลเนื่องจากการเยือนไทยของรัฐมนตรีช่วยการค้าของอิตาลีและคณะเมื่อปลายปี 2548  รวมทั้งการจัดสัมมนาการส่งเสริมการลงทุนในไทยของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่กรุงปารีส และสถานเอกอัครราชทูต ซึ่งได้จัดต่อเนื่องกันมาถึง 4 ครั้งในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา   การลงทุนของไทยในอิตาลีส่วนใหญ่เป็นธุรกิจร้านอาหาร และธุรกิจสปา ซึ่งในการลงทุนของไทยมีปัญหาอุปสรรคที่สำคัญ คือ  ระเบียบและข้อจำกัดต่าง ๆ ของอิตาลี เช่น ข้อจำกัดเรื่องวีซ่าเข้าประเทศ และการจำกัดจำนวนแรงงานเข้าประเทศ  รวมทั้ง ระบบการเงินการธนาคารที่ล้าหลัง ไม่ค่อยสนับสนุนการลงทุนของต่างชาติ


ข้อคิดที่ได้จากการศึกษาดูงานสถานเอกอัครราชทูตไทย   

การศึกษาดูงานสถานเอกอัครราชทูตไทย    ได้ข้อคิดดังนี้

1. สถานเอกอัครราชทูต และทำเนียบของเอกอัครราชทูต  นับเป็นสถานที่ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทย  การเข้าพบเอกอัครราชทูตไทยทั้งสองประเทศ เป็นที่ประจักษ์ว่า ท่านทูต และกระทรวงการต่างประเทศได้ให้ความสำคัญในเรื่องความเป็นไทยเป็นพิเศษ  จึงเห็นได้ชัดเจนว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งสถานที่  บรรยากาศ  อุปกรณ์  เครื่องใช้  อาหารล้วนเป็นไทย ทั้งสิ้น  ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจ  รวมทั้งให้ข้อคิดแก่ข้าราชการไทย  ซึ่งเดินทางไปต่างประเทศทั้งที่ไปประจำ และไปราชการเป็นครั้งคราว ควรตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าวด้วย ในฐานะเป็นตัวแทนของประเทศ

2. บทบาทของเอกอัครราชทูตในปัจจุบัน ต้องรับผิดชอบทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกิจการระหว่างประเทศ ทั้งเศรษฐกิจ  การเมือง  สังคม  วัฒนธรรม นับเป็นภารกิจที่หนักหน่วงแต่มีความจำเป็น  เป็นความรับผิดชอบแบบองค์รวม ซึ่งผู้บริหารระดับสูงในปัจจุบันจำเป็นต้องมีคุณสมบัตินี้  จึงจะทำให้การทำงานสำเร็จประโยชน์ขององค์กรได้

 

2. การศึกษาดูงานรัฐสภากรีซ

คณะผู้ศึกษาดูงานเดินทางมาศึกษาดูงานรัฐสภาสาธารณรัฐ เฮลเลนิก (กรีซ)  เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2550  ที่รัฐสภา นาย Denis Nicolas เจ้าหน้าที่ของรัฐสภาและคณะให้การต้อนรับและบรรยายสรุปใน 3 ประเด็น คือ  พัฒนา-การทางประวัติศาสตร์การเมือง โครงสร้าง  และบทบาทหน้าที่ของรัฐสภากรีซ

          1.  พัฒนาการทางประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของกรีซ   ประเทศสาธารณรัฐเฮลเลนิก หรือ กรีซ มีประวัติศาสตร์สืบเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน  ถึง 3000 ปีก่อนคริสตกาล เป็นแหล่งอารยธรรมกรีก และต้นกำเนิดปรัชญาต่างๆ ในอดีตกรีซ ปกครองด้วยระบบอาณาจักร เช่น อาณาจักร เอเธนส์  อาณาจักรสปาตาร์  อาณาจักรมาซิโดเนียน อาณาจักรไบเซนไทน์ เป็นต้น  มีกษัตริย์หรือจักรพรรดิ์เป็นผู้ปกครอง  ประวัติศาสตร์ในยุคปัจจุบันเริ่มต้น เมื่อกรีซเป็นอิสระจากการปกครองของพวกเติร์ก ในสงครามกู้อิสรภาพในปี ค.. 1821 และได้สถาปนาประเทศของตนขึ้น หลังจากนั้น อีก 9 เดือนต่อมา รัฐสภากรีซ ก็ประกาศใช้ รัฐธรรมนูญฉบับแรกขึ้น เพื่อเป็นการจัดระเบียบการเมืองการปกครองในประเทศ  แต่อย่างไรก็ดี การสถาปนาประเทศในครั้งแรกๆนั้นยังขาดความเป็นเอกภาพภายในประเทศ  บรรดามหาอำนาจต่างๆในยุโรปจึงเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง โดยเห็นว่ากรีกควรมีการปกครองในระบอบกษัตริย์ ดังนั้น  ในปี ค..1833 จึงจัดให้กษัตริย์ออตโต แห่งบาวาเลีย เป็นกษัตริย์ปกครองกรีซ  และมีกษัตริย์สืบต่อมาอีกหลายองค์ จนถึง กษัตริย์ จอร์ช ที่ 1 จึงพระราชทานรัฐธรรมนูญให้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ  ซึ่งนับได้ว่าเป็นยุคเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของการปฎิรูปการเมืองการปกครองของกรีซ

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 กรีซ เข้าสู่สงครามในฝ่ายสัมพันธมิตร ทำสงครามในบริเวณเอเชียไมเนอร์ ผลของสงครามทำให้มีประชากรกรีซที่อาศัยอยู่ในดินแดนต่างๆโดยเฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายออโธดอกซ์ อพยพเข้ามาอยู่ในกรีซมากขึ้น และภาวะเศรษฐกิจตกต่ำก็เป็นปัญหาตามมาหลังสงครามเช่นเดียวกับประเทศต่างๆทั่วโลก

ในช่วงปี ค.. 1924 – 1935  ได้มีการสถาปนาสาธารณรัฐเฮเลนิก ขึ้นใหม่  จัดให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ โดยลดบทบาทของกษัตริย์ลง และเพิ่มบทบาทของรัฐสภามากขึ้น และให้ความสำคัญกับสิทธิการออกเสียงของสตรี โดยเฉพาะสิทธิในการลงมติ  แต่กระนั้นก็ตาม ในปี ค.. 1936 นายพล เมเตอร์ซัส ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ปกครองประเทศด้วยระบบเผด็จการ ทำให้เกิดความวุ่นวายในประเทศ เป็นสงครามกลางเมือง มีทั้งฝ่ายที่สนับสนุน กษัตริย์ ฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ และฝ่ายที่มีเยอรมันหนุนหลัง  ต่อมาคณะทหารได้ทำการปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองในกรีซอยู่ระยะเวลาหนึ่ง

ในปี ค.. 1974 ได้มีการสถาปนาสาธารณรัฐเฮเลนิก ขึ้นเป็นครั้งที่ 3 มี นาย Konstatinos Karamanlis เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ต่อมาชนะการเลือกตั้งและได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี   รัฐสภากรีซได้ตัวแบบจากเยอรมันในการเขียนรัฐธรรมนูญ  ได้ยกเลิกสถาบันกษัตริย์  ( ปัจจุบัน กษัตริย์ ได้เสด็จลี้ภัยอยู่ที่สหราชอาณาจักร และเสด็จมากรีซในฐานะคนธรรมดา) ได้มีการสถาปนาระบอบสาธารณรัฐขึ้น มีประธานาธิบดีขึ้นเป็นประมุขของประเทศ มีการก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้น โดยเฉพาะ พรรค New Democracy Party (ND) Panhellenic Socialist Movement  Party  (PASOK ) พรรคคอมมิวนิสต์ได้รับการยอมรับให้เป็นพรรคการเมืองที่ถูกกฎหมาย

ในปี ค.. 1975 รัฐสภาได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน  และกรีซได้เข้าสู่สมาชิก อันดับที่ 10 ของสหภาพยุโรป ในปี ค..1981 มีการปรับปรุงระบบการศึกษา และสร้างระบบรัฐ สวัสดิการ ( Welfare Stste)ขึ้น ทำให้เกิดสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง มีอำนาจต่อรองทางการเมืองมากขึ้นจนปัจจุบัน

ในปี ค.. 2001 นับเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการเมืองการปกครองในยุคปัจจุบัน ซึ่งพรรค PASOK ได้บริหารประเทศติดต่อกันมานาน ได้มรการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ  และวินัยการคลัง ตามหลัก Maastricht Treaty และโดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการปรับปรุงแก้ไข รัฐธรรมนูญ ให้ทันสมัยสอดคล้องกับบริบทของสังคมในปัจจุบันมากขึ้น โดยเฉพาะบทบาทของสถาบันทางการเมือง  สิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สิทธิเสรีภาพตามหลักเสรีนิยม  สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการเข้าไปสร้างความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกบุคคลที่เหมาะสม  การปกป้องคุ้มครองธรรมชาติ และวัฒนธรรม การประกาศหลักการของการเป็นรัฐสวัสดิการ รวมทั้งความมีอำนาจอิสระในการบริหารจัดการบ้านเมือง

2.  โครงสร้างของรัฐสภา 

          ประธานรัฐสภาเป็นผู้นำสูงสุด ปัจจุบันได้แก่ ศาสตราจารย์ Anna Benaki มีรองประธานสภา3ท่าน มีคณะกรรมาธิการ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของรองประธานท่านละ 2 คณะ โดยมีเลขานุการคณะกรรมาธิการเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินงานในแต่ละคณะ เช่นคณะกรรมาธิการ การศึกษา คณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างยุโรป คณะกรรมาธิการติดตามผลผลิตของประเทศ คณะกรรมาธิการการค้า เป็นต้น ระบบการทำงานของคณะกรรมาธิการจะช่วยการทำงานในด้านการคิด วิเคราะห์ และให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐสภารวมทั้งรัฐบาลด้วย

นอกจากนี้ยังมีห้องสมุดเฉพาะของรัฐสภา เป็นแหล่งค้นคว้าสำคัญของสภาด้วย

 

3.  บทบาทหน้าที่ของรัฐสภา

รัฐสภามีบทบาทสูงในการเมืองการปกครองของประเทศ รัฐสภาเป็นผู้เลือกประธานาธิบดี  ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี  และประธานาธิบดีก็อาจยุบสภาได้โดยคำแนะนำของรัฐบาลหรือคำยินยอมของสภาแห่งสาธารณรัฐ

สภาแห่งสาธารณรัฐทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาประธานาธิบดี ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีอดีตประธานาธิบดี อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายค้าน  ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ก่อนแต่งตั้ง

นอกจากนี้รัฐสภาต้องให้ความไว้วางใจคณะรัฐมนตรี ด้วย และรัฐบาลก็อาจถูกยุบได้ด้วยการลงมติไม่ไว้วางใจจากรัฐสภา

รัฐสภาเป็นผู้ทรงอำนาจนิติบัญญัติ ร่างกฎหมายที่ผ่านรัฐสภาต้องได้รับสัตยาบันจากประธานาธิบดี และการคัดค้านกฎหมายของประธานาธิบดีก็ไม่มีผลหากสมาชิกรัฐสภายังสนับสนุนกฎหมายนั้นอยู่

ข้อคิดจากการศึกษาดูงานรัฐสภา

กรีซ เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์สืบเนื่องมาหลายพันปี มีรากเหง้าทางวัฒน-ธรรมที่หลากหลายควรแก่การศึกษาในหลายแง่มุม ทั้ง ประวัติศาสตร์ การเมืองการปกครอง ปรัชญา ศาสนา ศิลปะ ฯลฯ การศึกษาดูงานที่รัฐสภากรีซ ได้ข้อคิดที่น่าสนใจหลายประการ ได้แก่

1.      กรีซ ผ่านการต่อสู้ทางการเมืองมายาวนาน ประชาชนได้เรียนรู้การเมืองการปกครองในรูปแบบต่างๆ ทั้งระบบกษัตริย์ที่มีอำนาจมากดังอำนาจของจักรพรรดิต่าง ๆ และระบบกษัตริย์ที่เป็นเพียงสัญลักษณ์ของประเทศ การปกครองในระบอบเผด็จการ แบบทหารกุมอำนาจและเผด็จการแบบอาณาจักรไรซ์ของเยอรมัน รวมทั้งการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งมีรากเหง้ามาจากปรัชญากรีก บทเรียนเหล่านี้ทำให้คนกรีซได้เรียนรู้และพัฒนาระบบการเมืองให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตได้ดี

2.      การจัดวางระบบถ่วงดุลอำนาจในการเมืองการปกครองของกรีซทำให้สะท้อนให้เห็นรากฐานความคิดที่เป็นประชาธิปไตยที่น่าสนใจ

3.      ท่านเอกอัครราชทูตกรุณาเล่าให้ฟังว่าคนกรีซชอบที่จะพูดคุยแสดงความคิดเห็น และโต้เถียงกันมาก แต่ไม่ถึงขั้นใช้กำลังทำร้ายกัน เป็นการแสดงออกทางการเมืองอย่างหนึ่งที่สะท้อนวัฒนธรรมของคนกรีซที่มีมานาน ซึ่งดีต่อระบบประชาธิปไตย

4.      รัฐธรรมนูญของกรีซมีการปรับปรุงจนเหมาะสมกับปัจจุบันมากขึ้น มีประเด็นที่น่าสนใจ สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันของไทย คือการระบุว่า ศาสนา คริสต์นิกายออโธดอกซ์ ได้รับการยอมรับว่าเป็นศาสนาประจำชาติ นอกจากนั้นยังมีบทบัญญัติในสาระสำคัญของเรื่องศาสนาไว้พอสมควรโดยเฉพาะการคุ้มครองเกี่ยวกับการนับถือศาสนา

5.      ในรัฐธรรมนูญเช่นกันที่มีบทบัญญัติด้านการศึกษาไว้เป็นหลักการของชาติ คุ้มครองในเรื่องการศึกษาเล่าเรียน สิทธิในการสอน บทบาทของการวิจัย บทบาทหน้าที่ของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เป็นต้น

 

3. การพัฒนาข้าราชการของประเทศอิตาลี

คณะผู้ศึกษาดูงานเดินทางไปดูงานการพัฒนาข้าราชการของประเทศอิตาลีที่ วิทยาลัยการบริหารภาครัฐแห่งชาติ  (The National School for Public Administration / Scuola Superiore della Pubblica Amministrazione – SSPA)  ได้รับความรู้จากผู้บริหารวิทยาลัยดังนี้

วิทยาลัยการบริหารรัฐกิจ  หรือ SSPA ทำหน้าที่ในการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีวิวัฒนาการของการฝึกอบรมบุคลากรที่เข้ามาทำงานในภาครัฐโดยรูปแบบดั้งเดิม ได้รับอิทธิพลมาจากฝรั่งเศส  ถือเป็นระบบที่มีอิทธิพลมาก และใช้กันมาในยุโรป ก่อตั้งโดยพระเจ้านโปเลียน ประมาณปี 1,800 เศษ ซึ่งที่จริงรับแนวคิดมาจากระบบของจีนมาอีกทีหนึ่ง ซึ่งมีแนวคิดว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะได้รับค่าจ้างจากรัฐ ฝรั่งเศสก็ยอมรับว่าได้รับอิทธิพลจากจีน เดิมที่หน่วยงานของรัฐจะขายบริการให้แก่ภาคเอกชนและได้รับค่าตอบแทนบริการนั้น ๆ

รูปแบบจากอังกฤษ ไม่มีระบบการฝึกอบรมขนาดใหญ่เหมือนในฝรั่งเศส แต่จะให้เรียนรู้ระหว่างการทำงาน ในช่วงแรกประเทศอิตาลีได้รับอิทธิพลมาจากอังกฤษ เป็นลักษณะการอบรมที่ต้องอาศัยผู้มีประสบการณ์ถ่ายทอดงาน และสอนงาน คนที่อยากเข้ามาทำงานก็จะเข้ามาทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน และเรียนรู้งานประมาณ 2 ปี จากนั้นจึงสอบเข้าทำงาน บุคคลที่เข้ามาสอบเพื่อทำงานของรัฐ หากสอบ 2 ครั้งแล้วไม่ได้ ก็จะลงทะเบียนไว้ แล้วไม่มีโอกาสเข้ามาทำงานในภาครัฐอีก ระบบนี้ในประเทศอิตาลีได้มีการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อย ๆ 

วิทยาลัยแห่งนี้ได้เปิดสอนมาแล้วประมาณ 50 ปี ในขณะที่ที่เปิดใหม่ ๆ วิทยาลัยอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาล และคณะรัฐมนตรีโดยตรง ช่วงเวลานั้นมีวิทยาลัยที่เปิดโดยกระทรวงการคลัง ดำเนินการฝึกอบรมเช่นเดียวกัน และตั้งอยู่ไม่ไกลกันนัก  ต่อมามีการก่อตั้งอีก 2 แห่ง  วิทยาลัยแห่งหนึ่งฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ที่ไปทำงานเป็นนักการทูตในกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งขึ้นในปี 1967 และต่อมาในปี 1980 มีการก่อตั้งวิทยาลัยโดยกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการปกครอง ทั้งนี้ประเทศอิตาลีมีการแบ่งการปกครองออกเป็นหลายจังหวัด แต่ละจังหวัดจะมีเทศมนตรี ซึ่งต้องผ่านการฝึกอบรมจากวิทยาลัยของกระทรวงมหาดไทย   จึงกล่าวได้ว่าในขณะนั้นมีการเปิดวิทยาลัยเพื่ออบรมเจ้าหน้าที่ของรัฐตามความต้องการของแต่ละหน่วยงานกันเอง จึงเกิดวิทยาลัยขึ้นเป็นจำนวนมาก  การฝึกอบรมให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้บริหารของทุกระดับ มีหลักสูตรจัดให้ตามความต้องการของทุกหน่วยงาน

ปี 1980  วิทยาลัยแห่งนี้ (SSPA) ริเริ่มให้มีการสอบคัดเลือกนักศึกษาที่จบปริญญาตรีใหม่  เข้ารับการฝึกอบรม โดยใช้ควบคู่ไปกับการฝึกอบรมแบบเก่า (แบบอังกฤษ) และเริ่มต้นให้มีการฝึกอบรมก่อนเข้าทำงานเป็นระยะเวลา 1 ปี  แต่ต่อมาระบบอังกฤษไม่เป็นที่นิยม จะมีการแบ่งส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐภาคต่าง ๆ จากหลักสูตรของผู้บริหารโดยสิ้นเชิง

ปี 1993 รัฐก็ได้ออกกฎหมายประกาศให้วิทยาลัยแห่งนี้ เปิดฝึกอบรมหลักสูตรผู้บริหารอย่างเป็นทางการ  เพื่อเพิ่มประสบการณ์ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งระดับทั่วไปและระดับบริหาร โดยผู้เข้าอบรมในวิทยาลัยแห่งนี้มีอายุเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 30-40 ปี

เมื่อวิทยาลัยต่าง ๆ ที่มีภารกิจในการอบรมเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างหลากหลายตามความต้องการของหน่วยไม่เคยมีการแลกเปลี่ยนและร่วมมือกันเพื่อให้เกิดการพัฒนาในภาพรวมแต่อย่างใด รัฐบาลจึงออกกฎหมายปรับปรุงสถานะของวิทยาลัยเสียใหม่ และฝึกอบรมโดยใช้รูปแบบของสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันวิทยาลัยแห่งนี้เป็นสถาบันฝึกอบรมข้าราชการพลเรือนระดับอาวุโส  สังกัดกระทรวงบริหารรัฐกิจ สำนักงานนายกรัฐมนตรี  แต่มีอำนาจอิสระในการบริหารงานด้วยตัวเอง  บทบาทหน้าที่ของวิทยาลัย คือ

·       จัดหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับนักบริหารระดับสูงของหน่วยราชการที่เข้ามาใหม่

·       จัดหลักสูตรฝึกอบรมต่อเนื่องให้กับนักบริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่ของหน่วยราชการ

·   ให้คำแนะนำและดำเนินการวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวกับนวัตกรรมและการฝึกอบรมด้านการบริหารงานให้กับสำนักงานนายกรัฐมนตรีและหน่วยราชการอื่น ๆ

·   ติดตามและประเมินผลคุณภาพของการฝึกอบรมการบริหารงานภาครัฐ ตามคำร้องขอของหน่วยงานราชการและตามแนวทางของกรมการบริหารงานรัฐกิจ

·       ประสานความร่วมมือในการดำเนินโครงการต่าง ๆ กับวิทยาลัยของภาครัฐอื่น ๆ

·   พัฒนากลไกการประเมินความต้องการจำเป็นในการฝึกอบรม เพื่อการฝึกอบรมและการเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งของข้าราชการ

·   ติดต่อประสานงานกับองค์กรบริหารรัฐกิจต่างประเทศและจัดหาหลักสูตรฝึกอบรมข้าราชการระดับสูงและเจ้าหน้าที่ตามคำร้องขอ

·   ประสานโครงการวิจัยกับสถาบันการศึกษาทั้งของภาครัฐและเอกชน ทุกระดับทั้งภายในและภายนอกประเทศในประเด็นที่มีความสนใจร่วมกัน

·       ฝึกอบรมพนักงานของรัฐที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ

 

หลักสูตรฝึกอบรมนักบริหารที่เข้าใหม่เป็นพันธกิจที่มีความสำคัญในระดับสูงของวิทยาลัย  เพราะถือเป็นเครื่องมือที่หาคุณค่ายิ่งในกระบวนการปฏิรูปราชการที่ดำเนินการอยู่ในอิตาลี   การฝึกอบรมนี้จัดให้กับข้าราชการระดับสูงที่เข้ามาใหม่ทั้งของภาครัฐและองค์กรเอกชนที่ผ่านการสอบแข่งขันของสำนักงานนายกรัฐมนตรีแล้ว  ปกติการอบรมหลักสูตรนี้จะใช้เวลาประมาณ 18 เดือนระหว่างนั้นจะมีการสอบเป็นระยะ ช่วง 12 เดือนแรกมีการเรียนการสอนเหมือนมหาวิทยาลัย คือ มีทฤษฎีจำนวนมาก หลังจากจบก็จะมีการสอบขั้นแรก โดยมีข้อสอบ 3  ข้อเกี่ยวกับสิ่งที่เรียนมาแล้ว การสอบครั้งนี้คือสอบคัดเลือก หากได้คะแนนไม่ถึง 70% ก็จะต้องออกจากการฝึกอบรม  ระหว่างการฝึกอบรม ผู้เข้ารับการอบรมต้องไปฝึกงานในหน่วยงานของรัฐ สหภาพยุโรป หรือหน่วยงานเอกชนที่ให้บริการสาธารณะทำงาน  หลังจากการสอบแล้วจะมีการทำวิทยานิพนธ์ เพื่อนำคะแนนไปสมทบกับคะแนนสอบตอนต้น แล้วมีกรรมการคัดเลือกว่าเหมาะที่จะไปทำงานที่หน่วยงานใด การที่มีการดำเนินการทั้งสองส่วนก็ทำให้เกิดการสมดุลกัน และได้วิสัยทัศน์ที่แปลกใหม่เพื่อมาปรับปรุงพัฒนาการบริหารงานด้วย 

ตามปกติแล้วผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ สามารถเข้าอบรมในวิทยาลัยนี้ได้ โดยอาจได้รับทุนในการอบรม ถ้าการอบรมเสร็จสิ้นและสอบผ่านจึงจะเข้ารับราชการ ในส่วนของข้าราชการที่จะเลื่อนระดับหรือตำแหน่งเป็นผู้บริหาร หรือผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ   ผู้จ่ายเงินคือหน่วยงานต้นสังกัดของข้าราชการผู้นั้น

ปัจจุบันวิทยาลัยได้มีการดำเนินงานโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านการฝึกอบรมข้าราชการระดับกลางและระดับสูง ซี่งเป็นทิศทางในอนาคตของวิทยาลัยที่จะให้ความสำคัญกับงานด้านนี้มากขึ้น

วิทยาลัยแห่งนี้มีวิทยาเขต  5 แห่ง คือ Rome, Acireale (Sicily), Bologna (Emilia-Romagna), Caserta (Campania), and Reggio Calabria (Calabria).

นอกจากนี้ ผู้บริหารวิทยาลัยยังได้อธิบายเพิ่มเติมในเรื่องของ   ระบบการรับเข้าทำงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ   ว่า  การรับบุคคลภายนอกเข้าทำงานในภาครัฐ ต้องสอบแข่งขันในสนามเปิด แต่การเลื่อนระดับเมื่อเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้วมีหลายแบบ เช่น การประเมิน การสอบแข่งขัน หรือการแต่งตั้งผู้ที่อาวุโสครบตามเกณฑ์ เป็นต้น 

การรับเข้าทำงานของผู้บริหารระดับสูง ใช้รูปแบบการสอบแข่งขัน 90% ส่วนที่เหลืออีก 10 % จะเป็นการเสนอชื่อเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต้นสังกัด  ในส่วนของ 10% ที่ไม่ต้องสอบมักมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้บริหารระดับสูงระหว่างกระทรวงด้วยกัน ซึ่งทำให้เข้าเป็นผู้บริหารระดับสูงได้โดยไม่ต้องสอบ  สำหรับในส่วน 90% ที่มีการสอบแข่งขันแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่ม 70 %  และกลุ่ม 30 %   

กลุ่ม 70 % จะมีการสอบแข่งขันภายในหน่วยของตนเอง จะรู้ระบบและมีความพร้อมในการปฏิบัติงาน เพราะทำงานมาแล้ว กลุ่มนี้จะแบ่งออกเป็นการพิจารณาจากเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยดูจากวุฒิการศึกษา  ผลการปฏิบัติงานต่าง ๆ  การสอบข้อเขียนแบ่งเป็นทฤษฎีทั่วไป และปัญหาทางปฏิบัติที่พบในหน่วยงาน คนที่สอบผ่านทั้งข้อเขียนและการสัมภาษณ์ต้องเข้ารับการฝึกอบรมที่วิทยาลัยแห่งนี้โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปี โดยได้รับค่าตอบแทนระหว่างการฝึกอบรมด้วย (ประมาณ 70 % ของเงินเดือนที่จะได้รับ) เมื่อจบหลักสูตรแล้วจะได้รับการประเมินเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วจัดส่งไปที่หน่วยงานต้นสังกัดที่ส่งตัวมา

กลุ่ม 30 % สอบแข่งขันที่จัดโดยวิทยาลัยแห่งนี้ ซึ่งอาจรับจากบุคคลที่ไม่เคยทำงานมาก่อนเลย การสอบคัดเลือก จะพิจารณาจากวุฒิการศึกษาซึ่งขั้นต่ำต้องเป็นหลักสูตรที่มีการศึกษาอย่างน้อย 5 ปี ถ้าไม่จบการศึกษาตามหลักสูตรที่กำหนดแต่ได้เคยทำงานในภาครัฐ 5 ปี หรือทำงานในภาคเอกชนในเรื่องนั้น 5 ปี ก็สามารถสอบได้เช่นเดียวกัน

การสอบแข่งขันนี้สำคัญมาก จึงต้องมีความสามารถประสบการณ์เป็นที่ยอมรับจะมีการคัดเลือกตั้งแต่ใบสมัคร ปีที่ผ่านมามี 24,000 คน เข้าสอบผ่านได้ 155 คน

วิธีการคัดเลือก จะมีการตั้งคำถามแล้วให้แต่ละคนตอบคำถามมาก่อน เพื่อจะคัดเลือกเข้ามาในรอบแรก เฉพาะผู้ที่เป็นหัวกะทิจริง ๆ เข้ามาทำงาน บุคคลที่ได้รับการคัดเลือกจะมาสอบข้อเขียน มีภาคปฏิบัติ ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส หากเป็นข้อสอบกฎหมายจะมี 15 วิชาที่ต้องสอบจึงยากมาก

มีความเป็นไปได้ที่จะรับผู้บริหารจากภาคเอกชนมาเข้าทำงานเป็นผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงาน แต่ต้องได้รับความไว้วางใจ และต้องมีการทำสัญญา ซึ่งจะอยู่ในอัตราส่วน 10% ที่ไม่ต้องสอบตามที่กล่าวข้างต้น  ส่วนการย้ายข้ามกระทรวงหรือหน่วยงานนั้น  ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีระเบียบเปิดโอกาสให้เริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ปี 1993 โดยรัฐวิสาหกิจเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ก่อน  ทั้งนี้ผู้บริหารมีวาระในการดำรงตำแหน่งอยู่ไม่เกิน 5 ปี  แต่มีตำแหน่งบางตำแหน่งสามารถเป็นได้ตลอด เช่น อาจารย์ในมหาวิทยาลัย นักการทูต เป็นได้ตลอดชีวิต

4. องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nation - FAO)

คณะผู้ศึกษาดูงานเดินทางไปดูงานองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติที่สำนักงานองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ กรุงโรม ประเทศอิตาลี     ได้รับความรู้จากผู้บริหารองค์การดังนี้

 

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ เป็นองค์การชำนัญพิเศษขององค์การสหประชาชาติ จัดตั้งเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2488 (คศ 1945)  สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ปัจจุบันมีสมาชิก 190 ประเทศ กับ 1 องค์กร (EU)

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติเป็นองค์การที่มุ่งเสริมสร้างความผาสุกร่วมกันทั้งในส่วนกลางที่เป็นการทำงานร่วมกันและโดยลำพังตนเอง ดังนั้น จึงได้กำหนดวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งไว้ดังนี้

1. เพื่อยกระดับการบริโภคอาหารและมาตรฐานการครองชีพของประชากรในโลกให้ดีขึ้น ด้วยความพยายามทุกวิถีทางที่จะพิชิตความยากจน

2.  เพื่อเพิ่มสมรรถนะในการผลิตและการจัดสรรผลิตผลการเกษตรของโลกให้สูงขึ้น

3.   ปรับปรุงสภาวะของชนบทให้ดีขึ้น

4.   เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของโลก เพื่อให้มนุษยชาติพ้นจากความหิวโหย

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ  มีหน้าที่ดังนี้

1.  รวบรวม วิเคราะห์  แปลความหมาย และเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับ
โภชนาการ อาหาร และเกษตร (รวมถึงการประมงและป่าไม้)

2.  สนับสนุน ส่งเสริม ให้คำแนะนำ ในด้านการค้นคว้า วิจัย ศึกษาเผยแพร่ความรู้ การสงวนทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมการผลิต กรรมวิธีในการผลิตและจัดสรรอาหาร เครดิตการเกษตร ทำความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการผลิตทางการเกษตร

3.  ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ

4.  ดำเนินงานตามวัตถุประสงค์และที่จำเป็นขององค์กร

ด้านการบริหาร  องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติมีการบริหารงานในรูปแบบดังนี้

1.  การประชุมสมัชชา (Conference) เป็นการประชุมที่มีอำนาจในการควบคุมการดำเนินงานขององค์การ ซึ่งจัดให้มีการประชุมทุก ๆ ๒ ปี ในเดือนพฤศจิกายน โดยประเทศสมาชิกทุกประเทศส่งผู้แทนเข้าร่วมในการประชุม ซึ่งหัวหน้าคณะผู้แทนมักจะเป็นรัฐมนตรีเกษตรของประเทศนั้น ๆ การประชุมนี้เพื่อพิจารณาเรื่องสำคัญ  คือ

(1) ปัญหาและสถานการณ์เกี่ยวกับอาหารและเกษตรของโลก

(2) กำหนดแผนงานที่จะต้องดำเนินการต่อไป

(3) กำหนดงบประมาณ

(4) เลือกตั้งผู้อำนวยการซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์การ

(5) เลือกตั้งสภามนตรี (Council) ให้มีอำนาจหน้าที่และดำเนินงานตามมติที่ประชุมสมัชชา รวมทั้งแต่งตั้งประธานอิสระของสภามนตรี

(6) รับรองการเข้าเป็นสมาชิก หรือสมาชิกสมทบขององค์การ

(7) แก้ไขเพิ่มเติมกฎระเบียบในธรรมนูญองค์การ

2. การประชุมสภามนตรี(Council)  สภามนตรีจะทำหน้าที่แทนสมัชชาในช่วงที่ไม่มีการประชุมสมัชชา ประกอบด้วยประเทศสมาชิก 49 ประเทศ ซึ่งเลือกโดยที่ประชุมสมัชชา อยู่ในตำแหน่งครั้งละ 3 ปี และมีประธานอิสระ (Independent Chairman) ซึ่งเลือกโดยที่ประชุมสมัชชา เป็นประธาน

3. การประชุมคณะกรรมการต่าง ๆ (Committees) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ มีคณะกรรมการรวม ๘ คณะ ทำหน้าที่ช่วยเหลือสภามนตรีในการบริหารงานด้านต่าง ๆ ดังนี้

(1) คณะกรรมการด้านแผนงาน (Programme Committee - PC) มีหน้าที่ช่วยเหลือสภามนตรีด้านการจัดทำและดำเนินการแผนงานขององค์การ

(2) คณะกรรมการการเงินและการคลัง (Finance Committee - FC) มีหน้าที่ช่วยเหลือสภามนตรีในด้านการบริหารจัดการงบประมาณขององค์การ

(3) คณะกรรมการฝ่ายธรรมนูญและกฎหมาย (Committee on Constitutional and Legal Matters - CCLM)  มีหน้าที่ช่วยสภามนตรีในเรื่องกฎระเบียบขององค์การสำหรับการวางแผนและดำเนินกิจการตามแผนงานขององค์การ

(4) คณะกรรมการการเกษตร (Committee on Agriculture - COAG) มีหน้าที่ติดตามและประเมินสถานการณ์ปัญหาการเกษตรและอาหารของโลก เสนอแผนปฏิบัติการสำหรับประเทศสมาชิกและองค์การ โดยเน้นการผสมผสานเพื่อส่งเสริมการพัฒนาการเกษตรและชน

(5) คณะกรรมการด้านปัญหาโภคภัณฑ์ (Committee on Commodity Problem – CCP) รับผิดชอบการแก้ปัญหาสินค้าเกษตรระหว่างประเทศ ที่มีผลกระทบต่อการผลิต การค้า การขนส่ง และการบริโภคของโลก

(6) คณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก